จากละครเลือดข้น….สู่หนทางป้องกันภาวะเลือดจาง

นับว่าเป็นละครที่มีกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์และบนจอแก้วอย่างมาก สำหรับซีรีย์ “เลือดข้นคนจาง” ที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้ เมื่ออ่านชื่อซีรีย์ที่มีคำว่าเลือด คำว่าจางแล้ว ทำให้นึกถึงภาวะเลือดโลหิตจาง ขึ้นมาทันใด

ภาวะเลือดโลหิตจาง (Anemia) หรือภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดง ในเลือดน้อยกว่าปกติ
ซึ่งโดยปกติเม็ดเลือดจะทำหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง อาจมาจากการเสียเลือด การสร้างเม็ดเลือดแดงที่ลดลง หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้น ซึ่งนอกจากการไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและตรวจเลือดอยู่เสมอแล้ว สารอาหารและโภชนาการต่าง ๆ ที่บริโภคประจำวัน อาจมีส่วนช่วยในการบำรุงเลือดให้มีสุขภาพที่ดีได้ด้วย

บทความนี้จึงขอแนะนำ อาหารบำรุงบำรุงเลือด ดังนี้

1.เนื้อสัตว์ต่าง ๆ และตับ มีธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี หากต้องการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงก็ไม่ควรพลาดเมนูที่ประกอบไปด้วย เลือด ตับและเนื้อสัตว์เป็นอันขาด

2.ผักใบสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า บรอกโคลี ผักบุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้น้อย จึงต้องรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม มะละกอ ฝรั่ง มะนาว เพื่ออาศัยกรดเกลือในกระเพาะอาหารและวิตามินซีช่วยในการดูดซึม

3.อาหารทะเล จะมีธาตุเหล็กที่ ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี และมีอัตราการดูดซึมอยู่ที่ร้อยละ 20-30 และยิ่งหากรับประทานควบคู่กับวิตามินซีที่ได้จากผลไม้ก็ยิ่งดีไปใหญ่ เพราะจะดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ลำไส้เล็กได้คล่องตัวมากขึ้น

4.ถั่วแดง ถั่วดำ และจมูกข้าวสาลีอาหารในกลุ่มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์โดยสามารถรับประทานเป็นกลุ่มนี้แทน ซึ่งธัญพืชเหล่านี้จะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กค่อนข้างสูง

5.ข้าวหอมนิลข้าวจัดได้ว่ามีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่ข้าวกลุ่มนี้ยังมีธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารที่มีโมเลกุลคล้ายกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการธาตุเหล็กแต่ไม่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์

6.ฟักทอง แครอท และมะเขือเทศ ในกลุ่มนี้จะมีธาตุเหล็กอยู่บ้าง แต่ธาตุเหล็กที่ได้มักละลายยาก ร่างกายจึงดูดซึมและนำไปใช้ได้ค่อนข้างน้อย ทางที่ดีจึงควรกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ตับ และไข่แดง ควบคู่กันไปด้วย

7.สมุนไพรเครื่องเทศ เช่น ขมิ้น พริก และกระเทียมช่วยให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี และช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

อย่างไรก็ตามหากอยากบำรุงระบบเลือดให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะเลือดก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก และการดื่มน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายยังสามารถช่วยชะล้างสารพิษ และสิ่งตกค้างภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้ลุ้นระทึกไปกับซีรีย์ “เลือดข้นคนจาง แบบติดขอบจอไม่พลาดสักตอนอย่างแน่นอน

 

กลูเตนคืออะไร ทำไมต้องรู้จักและเข้าใจกลูเตน

กลูเตน (gluten) เกิดจากการรวมตัวของโปรตีน (protein) กลูเตนิน (glutenin) และไกลอะดิน (gliadin) ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ทำให้กลูเตนมีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่น ไม่ละลายในน้ำ พบได้ในธัญพืช (cereal grain) บางชนิด เช่น ข้าวสาลี (wheat) ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพด ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (bakery) กลูเตนสามารถเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ผลิตขึ้นโดยยีสต์ (yeast) เอาไว้ได้ ทำให้รูปทรงของผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมปัง โดนัท ขนมเค้ก คงอยู่ได้ นอกจากนั้นกลูเตนยังนิยมใช้แทนที่เนื้อสัตว์ (meat) ในอาหารเจ (vegan) และอาหารมังสวิรัติ อีกด้วย

อาการของการแพ้กลูเตน

ผู้ที่แพ้กลูเตน จะมีอาการคล้ายกับคนที่แพ้นมวัว ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ เช่น ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการชาตามแขนและขา อาการแพ้กลูเตนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กหากมีอาการแพ้กลูเตนแล้วไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เด็กแคระแกร็นได้ ซึ่งสัญญาณเตือนการแพ้กลูเตนสามารถสังเกตได้ดังนี้

  1. เกิดปัญหาที่ระบบขับถ่าย หากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อกลูเตนจะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ อาการที่พบได้บ่อยคือ อาการท้องเสีย ท้องอืด ท้องผูก ปวดท้อง
  2. อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย อาจเป็นสัญญาณของอาการขาด ธาตุเหล็ก และวิตามิน ซึ่งปกติจะถูกดูดซึมที่ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมได้ดี เนื่องมาจากการแพ้กลูเตน
  3. ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน คล้ายตุ่มน้ำใส ๆ จะแตกเมื่อเกา มักขึ้นบริเวณข้อศอก เข่า และก้น โดยอาการนี้จะหายไปหากทานอาหารที่ไม่มีกลูเตน
  4. ลักษณะอุจจาระผิดปกติ อุจจาระจะมีลักษณะที่ผิดปกติ จะมีสีที่อ่อนลง มีไขมันปะปนในอุจจาระ และมีกลิ่นที่เหม็น ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไขมันจึงถูกขับถ่ายออกมา
  5. น้ำหนักลดผิดปกติ เมื่อภูมิคุ้มกันตอบสนองต่ออาการแพ้จนทำให้เกิดภาวะลำไส้เล็กอักเสบ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ บางราย โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงขั้นส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้กลูเตน

ผู้ที่มีภาวะแพ้กลูเตนควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากข้าวสาลีหรือแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์
ข้าวไรย์ มอลต์ บริเวอร์ยีสต์ (Brewer’s Yeast) หรือข้าวโอ๊ตบางชนิด เนื่องจากมีโอกาสเจือปนกับเมล็ดพืชหรือธัญพืชอื่นที่มีกลูเตนในกระบวนการผลิตได้ ยกเว้นจะมีการระบุไว้บนผลิตภัณฑ์อย่างแน่ชัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ Gluten Free

ข้อแนะนำสำหรับการทานอาหารปราศจากกลูเตน (Gluten Free)

อาหาร Gluten Free ตามธรรมชาติมีอยู่หลายชนิด แต่ต้องเลือกชนิดที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีเติมวัตถุเจือปนที่มีกลูเตนอยู่ เช่น พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ ไข่ เนื้อสัตว์สีแดง เนื้อปลา เนื้อไก่ ผักและผลไม้สด ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ เนย ธัญพืชหรือเมล็ดพืชที่ระบุว่าไม่มีส่วนผสมของกลูเตน เช่น ข้าว ควินัว ข้าวโพด เมล็ดแฟลกซ์ เป็นต้น

แม้ว่าการแพ้กลูเตนจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงกลูเตนก็สามารถช่วยให้ไม่เกิดผลข้างเคียงของการแพ้กลูเตนที่กล่าวมาข้างต้นได้ หรืออาจจะใช้เวลาในครอบครัวอาหารทานเองก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดี เพราะควบคุมส่วนผสมได้แน่นอน และยังเป็นกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย

 

เข้าใจอาการของโรคอัลไซเมอร์ ถ้ารู้อาการไว ก็สามารถป้องกันได้

เมื่อปี ค.ศ. 1906 นายแพทย์อัลลอยซ์ อัลไซเมอร์ (Alois Alzheimer) จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ค้นพบการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสมองของผู้หญิงที่เสียชีวิตจากความผิดปกติทางจิต ซึ่งยังหาสาเหตุไม่ได้ โดยผู้หญิงที่เสียชีวิตมีอาการสูญเสียความทรงจำ และพฤติกรรมที่แปลกประหลาดไปจากเดิม จึงตั้งชื่อโรคดังกล่าวว่าโรคอัลไซเมอร์ ตามชื่อของนายแพทย์อัลลอยซ์ อัลไซเมอร์ ซึ่งโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นหนึ่งในโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด จะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์สมองหยุดการทำงาน ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ ภาษา ทำให้กระทบต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

สาเหตุของอัลไซเมอร์

                สมอง มีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารสื่อประสาท เป็นตัวสื่อสาร ซึ่งสารสื่อประสาทตัวนี้ จะนำข้อมูลจากสมอง ไปยังอวัยวะเพื่อให้เกิดการทำงานขึ้น และสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญอย่างมากต่อความทรงจำมีชื่อว่า สารอะเซติลโคลีน ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับการจดจำของมนุษย์ จากการศึกษาทำให้ทราบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์นั้น มีสารอะเซติลโคลีน ในสมองน้อยอย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้การจดจำ และการใช้เหตุผลในผู้ป่วยลดลงตามไปด้วย

ปริมาณสารอะเซติลโคลีนนี้ ควบคุมโดยเอนไซม์ที่มีชื่อว่า อะเซติลโคลีนเอสเทอเรส ที่ทำหน้าที่ย่อยอะเซติล
โคลีน ทำให้สารอะเซติลโคลีน ในสมองมีปริมาณน้อยลง

ในปัจจุบัน โรคอัลไซเมอร์ ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นการรักษาเพื่อให้อาการดีขึ้น ซึ่งได้มีการพัฒนายา ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์อะเซติลโคลีนเอสเทอเรส ซึ่งน่าจะให้สารอะเซติลโคลีนคงเหลืออยู่มากขึ้น แต่สารยับยั้งอะเซติลโคลีนเอสเทอเรส อาจมีอาการข้างเคียงในผู้ป่วยบางคน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง

อาการของอัลไซเมอร์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น โดยให้สังเกตว่า ทำอะไรซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ หรือไม่ เช่น ถามซ้ำคำถามเดิมหลายครั้ง ลืมหรือนึกชื่อสถานที่ สิ่งของไม่ออก ลืมบทสนทนาหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น อารมณ์แปรปรวนบ่อยครั้ง เช่น หงุดหงิด กระวนกระวาย วิตกกังวลกว่าปกติ

ระยะกลาง จะยิ่งมีปัญหาด้านความทรงจำ อาจจะต้องได้รับความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยให้สังเกตว่า มีการจำชื่อของคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกที พยายามนึกชื่อเพื่อนและครอบครัวแต่นึกไม่ออก หรือเกิดภาวะสับสนและสูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา และบุคคล เช่น หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้วันเวลา รวมถึงมีอาการหลงผิด เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างสนิทใจ รวมถึงอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในตัวผู้ดูแลหรือครอบครัวของตนเอง

ระยะปลาย ผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือตลอด อาจอาละวาด เรียกร้องความสนใจ และไม่ไว้วางใจผู้คนรอบข้าง กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ กลืนและรับประทานอาหารลำบากสูญเสียความสามารถในการพูดลงไปทีละน้อยจนไม่สามารถสื่อสารได้

ผู้อ่านท่านใดที่มีความกังวลว่าอาจมีปัญหาด้านความทรงจำ หรืออาจจะเป็นโรคสมองเสื่อม หรือสงสัยว่าคนในครอบครัวมีอาการของอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นหรือระยะกลาง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาโรคอัลไซเมอร์ที่ทันท่วงที

 

พฤติกรรมเนือยนิ่ง รีบแก้ไขก่อนที่ภัยสุขภาพจะวิ่งเข้ามาหา

“Sedentary” มีรากศัพท์มาจากคำภาษาละติน Sedere ซึ่งแปลว่า นั่ง “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” จึงหมายถึง ร่างกายของเรามีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย หรือแทบไม่เคลื่อนไหวเลย ยกตัวอย่างเช่น การนั่งทำงานติดต่อกันนาน โดยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย นอนเล่นมือถือ นั่งเล่นเกม หรือดูโทรทัศน์ มากจนเกินไป พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเรียกว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง”

ผลกระทบของพฤติกรรมเนือยนิ่ง

พฤติกรรมเนือยนิ่งมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบการทำงานของร่างกาย ตั้งแต่การทำงานในระดับเซลล์ เช่น การหลั่งฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลจะเสียไป การเผาผลาญน้ำตาล การเผาผลาญไขมัน และการเผาผลาญพลังงานของร่างกายลดลง จนนำไปสู่ภาวะน้ำตาลสูง ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง และนับว่าเป็นเส้นทางลัดที่โรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง จะมาทำร้ายร่างกาย ซึ่งการขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 6 ของประชากรทั่วโลก ที่น่าตกใจคือพฤติกรรมเนือยนิ่ง มีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคได้เท่ากับหรือมากกว่าการสูบบุหรี่ อีกด้วย 

คุณมีภาวะพฤติกรรมเนือยนิ่งหรือไม่

                ให้คุณลองสังเกตตัวเองดูว่าร่างกายมีความเฉื่อย ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่กระตือรือร้น ไม่มีความกระฉับ กระเฉง
มีภาวะเครียด ทั้งทางกาย ทางอารมณ์ หน้านิ่วคิ้วขมวด ตึงบริเวณท้ายทอยหรือไม่ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้แสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับพฤติกรรมเนือยนิ่ง

วิธีการหลีกเลี่ยงจากพฤติกรรมเนือยนิ่ง

ต้องลุกขึ้นมามีกิจกรรมทางกาย หรือออกกำลังกาย ควรมีการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันวันละ 30 นาทีต่อวัน โดยสามารถทำได้ที่บ้าน ที่ทำงาน ง่ายๆ ดังนี้

  1. ท่าลุกนั่ง ท่านี้สามารถทำได้ขณะดูทีวี หรือแม้แต่ขณะอยู่ในห้องน้ำ โดยแยกเท้าทั้ง 2 ข้างออกเล็กน้อย ยื่นแขนออกมาให้ขนานกับลำตัว ย่อตัวลงไป และยืดกลับท่าเดิม ทำอย่างน้อย 10-15 ครั้ง
  2. ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อ เริ่มต้นโดยนั่งตัวตรง ตะแคงศีรษะไปด้านข้างช้า ๆ ใช้มือช่วยกดศีรษะเบา ๆ จนรู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อบ่า และคอด้านขวา ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง แล้วสลับข้าง
  3. ท่าบริหารหน้าท้อง โดยให้นอนคว่ำลงกับพื้น เท้าชิดกัน จากนั้นให้งอข้อศอก มือทั้งสองข้างวางราบไปกับพื้น หายใจเข้า แล้วค่อย ๆ ดันมือทั้งสองข้างยกตัวขึ้น ลำตัวตรงขนานกับพื้น ใช้มือและเท้ารับน้ำหนักตัว
    ใช้เวลา 1 ครั้งอย่างน้อย 30 วินาที
  4. ท่าดันกำแพง เริ่มต้นจากยืนห่างจากกำแพงพอประมาณ ยืนให้ลำตัวตรง ใช้มือทั้ง 2 ข้างดันกำแพงไว้ แล้วผลักลำตัวเข้าหากำแพง จากนั้นดันลำตัวออกจากกำแพงให้สุดแขน ทำ 10-15 ครั้ง

นอกจาก 4 วิธีที่แนะนำข้างต้นแล้ว การที่จะหลีกเลี่ยงจากพฤติกรรมเนือยนิ่ง สามารถทำกิจกรรมทางกายอื่น ๆ ได้ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะการออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายใด ๆ ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อด้วย ยกตัวอย่างเช่น เดินมากขึ้น เดินขึ้นบันได ลุกขึ้นยืดเหยียดระหว่างการทำงาน เป็นต้น

 

ทำความรู้จัก BCAA  สักนิด ถ้าคุณต้องการฟิตร่างกาย

BCAA หรือ Branched Chain Amino Acids คือ กลุ่มของกรดอะมิโนที่มีความคล่องตัวสูง ประกอบไปด้วย
กรดอะมิโน 3 ชนิด คือ ลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน (isoleucine) และวาลีน (Valine) ซึ่งทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นกรดอะมิโน
ที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ ต้องได้จากการทานอาหาร ซึ่ง BCAA มีความสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ มีส่วนช่วยในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน ช่วยลดอาการเหนื่อยล้า ทำให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพและยังสามารถออกกำลังกายได้ในเวลาที่ยาวนานขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ทำให้ต้านเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

กรดอะมิโนลิวซีน (leucine) เป็นกรดอะมิโน ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนของกล้ามเนื้อ จึงช่วยทำให้กล้ามเนื้อกระชับ กระตุ้นการทำงานของสมอง และช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่ง Growth Hormone ที่ไปกระตุ้นการย่อยสลายและสังเคราะห์โปรตีนของร่างกาย จึงทำให้สามารถดูดซึมโปรตีนไปสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแหล่งของลิวซีนที่พบในธรรมชาติส่วนมากจะพบได้ในพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง (โปรตีนที่สกัดจากถั่วเหลืองจะมีลิวซีนมากที่สุด), ถั่วลิสง, จมูกข้าวสาลี, อัลมอนด์, ข้าวโอ๊ต, ถั่วเขียว, ข้าวโพดเหลือง, ข้าวกล้อง,
รำข้าว และ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เช่น เนื้อวัว และปลา สำหรับปริมาณที่แนะนำ คือ 12 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. หากทานมากเกินไปอาจจะทำให้ท้องเสียได้

กรดอะมิโนไอโซลิวซีน (isoleucine) ช่วยเพิ่มความอดทน ช่วยในการรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ กระตุ้นให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิดบาดแผล ที่สำคัญยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้เร็วกว่าปกติ ไอโซลิวซีนที่พบในธรรมชาติ จะพบมากใน ไข่, ปลา, สัตว์ปีก, เนื้อวัว, ถั่วเหลือง, ข้าวสาลี, อัลมอนด์ และผลิตภัณฑ์จากนม ปริมาณที่แนะนำ คือ 10-12 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ในปัจจุบันยังไม่พบอาการข้างเคียงจากการทานมากเกินไป

กรดอะมิโนวาลีน (Valine) จัดอยู่ในกลุ่มกรดอะมิโนจำเป็น ได้จากการย่อยสลายของโปรตีนช่วยกระตุ้นสมรรถนะของสมองและช่วยการประสานกันของกล้ามเนื้อ รักษาสมดุลของไนโตรเจนในร่างกาย และจำเป็นสำหรับกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานไปใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดงานที่ทำโดยกล้ามเนื้อ โดยแหล่งที่พบวาลีนในธรรมชาติส่วนมากจะพบในผลิตภัณฑ์จากนม, เนื้อ, เมล็ดธัญพืช, เห็ด, ถั่วเหลือง, และถั่วลิสง ปริมาณที่แนะนำคือ 16 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. หากทานมากเกินไปอาจจะมีอาการกระสับกระส่าย ได้

สำหรับกรดอะมิโนลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน (isoleucine) และวาลีน (Valine) จะถูกผสมอยู่ในเวย์โปรตีน (Whey Protien) ที่จำหน่วยทั่วไป ในฐานะผู้บริโภคเราควรอ่านฉลาก และส่วนประกอบให้ดี สำคัญที่สุดต้องเลือกให้เหมาะกับร่างกายของเรา หลักการสำคัญสำหรับการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแทนอาหารตามธรรมชาติ หรือทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปริมาณที่มากกว่าที่ร่างกายควรได้รับ โดยปราศจากคำแนะนำจากแพทย์อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณได้

 

เราจะดูแลสุขภาพอย่างไร ในช่วงหน้าฝน


“วันที่ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง เธอคิดถึงฉันบ้างไหมหนอเธอ”
เพลงยอดฮิตที่ฝนตกทีไรเป็นต้องนึกถึงทุกครั้ง แต่อย่ามัวแต่คิดถึงคนรู้ใจเท่านั้น เราต้องคิดถึงและระมัดระวังโรคที่มาพร้อมกับหน้าฝนด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี รอยยิ้มที่สดใส รอมอบให้กับคนรู้ใจของเราในทุกฤดู

โรคยอดฮิต ที่มาพร้อมกับช่วงหน้าฝน

1.โรคติดต่อทางน้ำและอาหาร เช่น อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งการอุจจาระร่วงหรือท้องเสียที่นานกว่า 2-3 วัน ถ้าไม่รักษาจะทำให้มีอาการขาดน้ำและอ่อนแรงได้ วิธีป้องกัน คือ ล้างมือให้สะอาดเสมอโดยใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีเพื่อฟอกสบู่ ล้างผักและผลไม้สดก่อนรับประทานเพราะผิวของผักผลไม้สดมักมีเชื้อแบคทีเรียติดและปรสิตที่มาจากปุ๋ยธรรมชาติในดินปนเปื้อนมาด้วย ที่สำคัญจะต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เท่านั้น

2.โรคติดเชื้อที่ผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง ได้แก่ โรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือไข้ฉี่หนู และโรคตาแดง สาเหตุเกิดจากการสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ น้ำเสียในท่อระบายน้ำ เป็นต้น

โรคฉี่หนู ในช่วงแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ รู้สึกหนาวสั่น ปวดศีรษะ บริเวณหน้าผาก หรือปวดหลังเบ้าตา ซึ่งอาจจะลุกลามไปถึงภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อได้ อัตราการเสียชีวิตอยู่ประมาณร้อยละ 5-15% สำหรับการป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงการลุยน้ำเป็นเวลานาน ๆ ถ้าจำเป็นควรสวมชุดป้องกัน เช่น รองเท้าบูท ถุงมือ ให้เรียบร้อย และต้องทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหลังการลุยน้ำ

โรคตาแดง หรือโรคเยื่อบุตาอักเสบ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ภูมิแพ้เกสรดอกไม้ หลังได้รับเชื้อเข้าสู่ตาแล้ว 1-2 วันจะมีอาการเคืองตามาก เคืองแสง  เจ็บตา น้ำตาไหล  การป้องกันโรคตาแดง คือ ถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที หมั่นรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของอย่างสม่ำเสมอ

3.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ  ซึ่งไข้หวัดมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) สามารถแพร่กระจายในอากาศได้ และเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก ตา จมูก อาการของไข้หวัด คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ สามารถป้องกันได้โดย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ใช้หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และที่สำคัญควรอยู่บ้านเมื่อเป็นไข้หวัดจนกว่าอาการจะดีขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

สุดท้ายต้องหมั่นออกกำลังกาย ทำจิตใจให้สดใส ไม่เครียด เพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพดีได้ง่าย ๆ ตลอดช่วงหน้าฝน พร้อมลุยทุกกิจกรรมกับคนรู้ใจอย่างแน่นอน

 

เส้นเลือดในสมองแตก  รู้ทัน ป้องกันการเสียชีวิต

เส้นเลือดในสมองแตก หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular Accident หรือ Stroke) เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดและออกซิเจน เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก เลือดจึงไม่สามารถไหลเวียนไปยังสมองได้ เมื่อเซลล์สมองถูกทำลายแล้ว ก็ไม่สามารถควบคุมระบบต่าง ๆ ให้ทำงานได้เป็นปกติ อาการของโรคเส้นเลือดในสมองถือว่ามีความรุนแรงมาก และต้องได้รับการรักษาทันทีเพราะจะมีอันตรายถึงชีวิตได้

อาการของเส้นเลือดในสมองแตก แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

1.ระยะที่เส้นเลือดเริ่มตีบตัน ส่งผลทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่สะดวก สมองจึงได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดอาการ ตาพร่ามัว อาการชาตามร่างกาย และอาจจะหมดสติได้ เมื่อมีอาการเหล่านี้ให้ไปพบแพทย์โดยทันที

2.ระยะเส้นเลือดในสมองแตก เป็นระยะที่อันตรายมาก เนื่องจากจะมีเลือดออกในสมอง ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เสี่ยงต่อการเป็นอัมพาต

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตก

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด คือ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน เพราะการที่มีน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย ผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ การใช้ยาเสพติด หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก รวมถึงการที่ร่างกายมีไขมันในเลือดสูง เพราะไขมันที่สะสมตามผนังหลอดเลือด จะกีดขวางการลำเลียงเลือด บุคคลในครอบครัวเคยมีประวัติเส้นเลือดในสมองแตกก็มีโอกาสเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตกได้เช่นกัน

หากคุณกำลังสงสัยตนเองมีอาการของโรคเส้นเลือดในสมองแตก ลองปฏิบัติตาม 3 ข้อนี้

  1. ทดลองยิ้ม ถ้ายิ้มแล้วไม่มีอาการปากเบี้ยวไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือ ผิดปกติไปจากเดิม แสดงว่าปกติดี
  2. พูดประโยคที่มีประโยคที่สมบูรณ์ เช่น วันนี้ทานข้าวหรือยัง แล้วไม่มีผิดเพี้ยน ลิ้นไม่พันกัน แสดงว่าปกติ
  3. ยกแขนทั้ง 2 ข้างขึ้น ถ้ายกได้โดยไม่รู้สึกว่ายาก ก็แสดงว่าปกติดี

การป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก

การเกิดเส้นเลือดในสมองแตกมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย การป้องกันอาการจึงเน้นไปที่การดูแลระบบไหลเวียนเลือดและการทำงานของหัวใจให้เป็นไปตามปกติ ซึ่งสามารถทำได้โดยควบคุมน้ำหนัก และรูปร่างให้เหมาะสม ออกกำลังกายเป็นประจำ ทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจำพวกผักและผลไม้ ไม่สูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หมั่นตรวจระดับไขมันในเลือด หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน และต้องตรวจความดันโลหิต และควบคุมความดันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสม่ำเสมอ

นอกจากการดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว ต้องดูแลจิตใจให้เบิกบานตลอดเวลา หลีกเลี่ยงความเครียด ซึ่งการที่ดูแลสุขภาพกายควบคู่ไปกับสุขภาพใจ ย่อมเป็นการรักษาสุขภาพที่ดี อย่างตรงจุดโดยแท้จริง

 

ใครจะไปรู้ ว่าแค่กินหมู จะทำให้หูดับตลอดชีวิตได้

ไข้หูดับ สาเหตุสำคัญที่มาจากหมู สู่อาการหูดับตลอดชีวิต ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ซูอิส (Streptococcus suis) ซึ่งเป็นเชื้อที่พบในหมูเกือบทุกตัว โดยเชื้อนี้จะฝังตัวอยู่ในระบบทางเดินหายใจของหมู ซึ่งโรคนี้เป็นการติดต่อจากหมูสู่คน

ติดต่อจากหมูสู่คนได้อย่างไร

  1. ทางบาดแผล รอยถลอก จากการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ ทั้งเนื้อหมู เครื่องในหมู เลือดของหมู ผู้ที่ติดเชื้อมักมีอาชีพเลี้ยงหมู หรือทำงานในโรงงานชำแหละหมู และผู้จำหน่ายเนื้อหมู
  1. การบริโภคเนื้อหมูไม่สุก จากอาหารประเภทลาบหมูดิบ หมูกระทะ ปิ้งย่าง หรือหมูจุ่มแบบสุก ๆ ดิบ ๆ

อาการโรคไข้หูดับ

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ ใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น จะมีไข้สูง อุจจาระร่วง/ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอยู่ใกล้กับปลายประสาทหูชั้นใน เชื้อจึงสามารถลุกลามและทำให้เกิดหนองบริเวณปลายประสาทรับเสียงและประสาททรงตัว ทำให้หูตึง จนกระทั่งมีอาการหูหนวก ซึ่งอาการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายใน 14 วัน หลังจากเริ่มมีอาการไข้ ผู้ที่หายป่วยจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะมีประสาทหูเสื่อมถาวร ไม่มีวิธีรักษาที่จะทำให้หูกลับมาได้ยินเหมือนเดิม แต่สามาถบำบัดฟื้นฟูโดยการฝึกอ่านปาก หรือใส่เครื่องช่วยฟังได้

การป้องกันโรคไข้หูดับ

ผู้เลี้ยงหมูและผู้จำหน่ายเนื้อหมู

  1. ผู้ที่ทำงานในฟาร์มเลี้ยงหมูจะต้องสวมรองเท้าบู๊ต สวมถุงมือ สวมเสื้อผ้าที่รัดกุม ระหว่างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับหมูทุกขั้นตอน ล้างมือ ล้างเท้า ล้างตัวให้สะอาดหลังการสัมผัสหมู และเนื้อหมู ที่สำคัญเมื่อเกิดแผลต้องระวังในการสัมผัสหมู

ผู้บริโภค

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหมู เนื้อหมู ด้วยมือเปล่า และควรล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสเนื้อหมูสด ๆ
  2. บริโภคอาหารที่สุก ทำสดใหม่ โดยเฉพาะเนื้อหมูควรผ่านการปรุงสุกที่ความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ในเวลา 10 นาทีเป็นอย่างต่ำ ก่อนนำมารับประทาน
  3. ไม่ควรบริโภคเนื้อหมูที่ป่วยหรือตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  4. หลังจากกินเนื้อหมูสุก ๆ ดิบ ๆ แล้วมีอาการป่วย เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียน ท้องร่วง ภายใน 3 วัน ให้รีบไปหาหมออย่างรวดเร็ว

การเลือกซื้อเนื้อหมูที่ปลอดภัย

จะต้องเลือกซื้อเนื้อหมูที่สด มีสีชมพู ไขมันสีขาว เนื้อละเอียด มีความแน่นตัว กดแล้วไม่บุ๋ม เนื้อหมูไม่มี
สีแดงเข้ม ถ้าเนื้อหมูมีสีแดงเข้มจะเป็นหมูแก่ เนื้อจะเหนียว และต้องสังเกตดูว่าเนื้อหมูมีพยาธิหรือ ซึ่งพยาธิจะมีลักษณะคล้ายเม็ดสาคูแทรกอยู่ในเนื้อ ไม่ควรซื้อมาบริโภค ต้องล้างมือก่อนและหลังการสัมผัสเนื้อหมูหมูดิบ และที่สำคัญที่สุดการปรุงเนื้อหมูต้องปรุงสุกเท่านั้น ห้ามกินหมูดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นอันขาด

 

ล้างผักผลไม้อย่างไรให้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี

“ผักและผลไม้ เป็นอีกหนึ่งแหล่งของสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกายมนุษย์ และต้องบริโภคผักและผลไม้ ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันต่อคน” ประโยคที่ที่ได้ยินมาหลายสิบปี

แต่เพราะอะไรผู้บริโภคถึงยังไม่มั่นใจ ที่จะบริโภคผักและผลไม้ ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัม ต่อคนต่อวัน

ผู้บริโภคอาจจะได้รับข้อมูลสถานการณ์การปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรที่สูงมาก ซึ่งนับวันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่และรุนแรงมากขึ้นในประเทศไทย ผู้บริโภคมีความเสี่ยงในการบริโภคผักและผลไม้ที่มีสารตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรค่อนข้างสูง ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยจากการสะสมของสารตกค้างในร่างกาย เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์อัมพาต โรคผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนไทยมีแนวโน้มเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี

คำถาม คือ แล้วจะทำอย่างไร จะกินผักผลไม้ต่อไป หรือจะไม่กินเลย

คำตอบ คือ ต้องกินต่อไปเพราะว่าการกินผัก และผลไม้ไม่ได้มีดีเฉพาะในแง่ของสุขภาพโดยรวมเท่านั้น แต่ยังดีต่อคนที่ต้องการรักษารูปร่าง และลดน้ำหนักอีกด้วย จึงถือเป็นตัวเลือกหลักที่ถูกแนะนำให้กินในขณะควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากผัก และผลไม้บางชนิดเป็นอาหารมีไขมันต่ำ ให้พลังงานน้อย สามารถกินได้มาก ใยอาหารในผัก และผลไม้ช่วยให้อิ่มท้อง ดีต่อระบบย่อยอาหาร และการขับถ่าย อีกด้วย

แต่ถ้ายังกังลเรื่องผักและผลไม้ที่อาจจะปนเปื้อนสารเคมีตกค้างทางการเกษตร บทความนี้ขอเสนอวิธีการล้างผักและผลไม้ให้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี ดังนี้

1.ล้างผักด้วยน้ำไหลผ่าน โดยเด็ดผักเป็นใบ ๆ เปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผักผลไม้นานประมาณ 2 นาที สามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 25-63

2.เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตรแช่นาน 10 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาดสามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 27-38

3.ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตรแช่ไว้ 10 นาทีแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดลดสารพิษลงได้ ร้อยละ 35-43

4.แช่ผักในน้ำยาล้างผัก ความเข้มข้น 0.3% ผสมน้ำ 4ลิตร แช่ไว้ 15 นาทีจะลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 25-70

5.น้ำส้มสายชู ผสมน้ำเปล่า อัตราส่วน 1:10 แช่ผักนาน 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงได้ร้อยละ 60-84

6.โซเดียมไบคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่นาน 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงได้ถึงร้อยละ 90-95

นอกจากนี้ ต้องพยายามบริโภคผักและผลไม้ให้หลากหลาย บริโภคผักและผลไม้ตามฤดูกาล เพียงเท่านี้ที่ก็จะเพิ่มความมั่นใจในการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้นได้ ซึ่งการบริโภคผักและผลไม้อย่างเป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้อย่างง่ายดาย

 

อาหารต้านแก่ ธรรมชาติที่ช่วยคุณชะลอวัยได้เป็นอย่างดี

ประโยคเด็ด “แก่แล้วรักปะละ” ในละครดังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่สาว ๆ ฟินกันถ้วนหน้า แต่เดี๋ยวก่อน นั่นมันแค่ในละคร ในโลกแห่งความเป็นจริง คงจะไม่มีใครอยากแก่ และหากมีใครพูดกับคุณว่าแก่ คุณคงจะรู้สึกจิตตกเป็นวัน ๆ กันเลยทีเดียว ตรงกันข้าม ถ้าคุณมีผิวพรรณหน้าตาที่สดใส ดูอ่อนเยาว์ เชื่อว่าคุณต้องนั่งอมยิ้มไปทั้งวันแน่ ๆ

เคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยให้คุณชะลอวัย ดูอ่อนเยาว์

เคล็ดลับนี้เป็นวิธีที่มีความสุขที่สุด นั่นคือ การกินต้านแก่ ซึ่งพระเอกที่จะช่วยต้านแก่ คือ “สารต้านอนุมูลอิสระ” (Antioxidants) หมายถึง สารที่ช่วยต่อต้านหรือกำจัดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เกิดจากการย่อยสลายโปรตีนและไขมัน ที่มาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป แม้แต่มลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ เชื้อโรค ฝุ่นละออง รังสียูวีจากแสงแดด ล้วนกลายเป็นอนุมูลอิสระอยู่ในร่างกายและสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ต่าง ๆ ได้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระ มีภารกิจหลัก คือ ชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื่อที่จะทำให้ผิวเต่งตึง คำถามคือเราจะออกตามหาสารต้านอนุมูลอิสระได้ที่ไหนบ้าง คำตอบคือ พืชผักผลไม้ตามท้องตลาดที่สด สะอาด ล้วนเป็นแหล่งของวิตามินที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดี

วิตามินที่สามารถต้านอนุมูลอิสระ
1.วิตามินเอ (vitamin A) ช่วยทำให้ผิวลดการอักเสบของสิว ลบจุดด่างดำ รักษาสภาพเยื่อบุต่าง ๆ
ซึ่งวิตามินเอที่ทำงานในร่างกาย คือ เรตินอลและเบต้าแคโรทีน เรตินอลพบได้ในสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ตับ ปลาทะเล น้ำมันตับปลา ไข่แดง ผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ส่วนเบต้าแคโรทีน จะพบในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง เป็นต้น
2.วิตามินอี (vitamin E) ช่วยให้ไขกระดูกสร้างเลือดได้ดี บำรุงตับ ทำให้ผิวพรรณสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น พบมากในน้ำมันจากธัญพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ถั่วประเภทเปลือกแข็ง ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน และน้ำมันดอกคำฝอย
3.วิตามินซี (vitamin C) ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของ
เส้นเลือดฝอย ผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และช่วยต่อต้านการติดเชื้อต่าง ๆ พบมากในผักและผลไม้สด
เช่น มะนาว มะขามป้อม ส้ม มะม่วง แคนตาลูป มะเขือเทศ คะน้า ฝรั่ง พริกหวาน เป็นต้น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะพบว่า ผักและผลไม้ ล้วนสามารถ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้เราแก่ได้อย่างดี และที่สำคัญราคาถูกอีกด้วย เพื่อความอ่อนเยาว์และผิวพรรณที่สดใส เราควรบริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน เพื่อสักวันหนึ่งเหตุการณ์แบบอรุณาจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราบ้าง แต่เราจะไม่พูดคำว่าแก่ จะพูดว่า “สวยขนาดนี้รักป่ะล่ะ” กับบอสวศินแทน