ล้างผักผลไม้อย่างไรให้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี

“ผักและผลไม้ เป็นอีกหนึ่งแหล่งของสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกายมนุษย์ และต้องบริโภคผักและผลไม้ ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันต่อคน” ประโยคที่ที่ได้ยินมาหลายสิบปี

แต่เพราะอะไรผู้บริโภคถึงยังไม่มั่นใจ ที่จะบริโภคผักและผลไม้ ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัม ต่อคนต่อวัน

ผู้บริโภคอาจจะได้รับข้อมูลสถานการณ์การปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรที่สูงมาก ซึ่งนับวันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่และรุนแรงมากขึ้นในประเทศไทย ผู้บริโภคมีความเสี่ยงในการบริโภคผักและผลไม้ที่มีสารตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรค่อนข้างสูง ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยจากการสะสมของสารตกค้างในร่างกาย เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์อัมพาต โรคผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนไทยมีแนวโน้มเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี

คำถาม คือ แล้วจะทำอย่างไร จะกินผักผลไม้ต่อไป หรือจะไม่กินเลย

คำตอบ คือ ต้องกินต่อไปเพราะว่าการกินผัก และผลไม้ไม่ได้มีดีเฉพาะในแง่ของสุขภาพโดยรวมเท่านั้น แต่ยังดีต่อคนที่ต้องการรักษารูปร่าง และลดน้ำหนักอีกด้วย จึงถือเป็นตัวเลือกหลักที่ถูกแนะนำให้กินในขณะควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากผัก และผลไม้บางชนิดเป็นอาหารมีไขมันต่ำ ให้พลังงานน้อย สามารถกินได้มาก ใยอาหารในผัก และผลไม้ช่วยให้อิ่มท้อง ดีต่อระบบย่อยอาหาร และการขับถ่าย อีกด้วย

แต่ถ้ายังกังลเรื่องผักและผลไม้ที่อาจจะปนเปื้อนสารเคมีตกค้างทางการเกษตร บทความนี้ขอเสนอวิธีการล้างผักและผลไม้ให้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี ดังนี้

1.ล้างผักด้วยน้ำไหลผ่าน โดยเด็ดผักเป็นใบ ๆ เปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผักผลไม้นานประมาณ 2 นาที สามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 25-63

2.เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตรแช่นาน 10 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาดสามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 27-38

3.ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตรแช่ไว้ 10 นาทีแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดลดสารพิษลงได้ ร้อยละ 35-43

4.แช่ผักในน้ำยาล้างผัก ความเข้มข้น 0.3% ผสมน้ำ 4ลิตร แช่ไว้ 15 นาทีจะลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 25-70

5.น้ำส้มสายชู ผสมน้ำเปล่า อัตราส่วน 1:10 แช่ผักนาน 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงได้ร้อยละ 60-84

6.โซเดียมไบคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่นาน 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงได้ถึงร้อยละ 90-95

นอกจากนี้ ต้องพยายามบริโภคผักและผลไม้ให้หลากหลาย บริโภคผักและผลไม้ตามฤดูกาล เพียงเท่านี้ที่ก็จะเพิ่มความมั่นใจในการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้นได้ ซึ่งการบริโภคผักและผลไม้อย่างเป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้อย่างง่ายดาย

 

อาหารต้านแก่ ธรรมชาติที่ช่วยคุณชะลอวัยได้เป็นอย่างดี

ประโยคเด็ด “แก่แล้วรักปะละ” ในละครดังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่สาว ๆ ฟินกันถ้วนหน้า แต่เดี๋ยวก่อน นั่นมันแค่ในละคร ในโลกแห่งความเป็นจริง คงจะไม่มีใครอยากแก่ และหากมีใครพูดกับคุณว่าแก่ คุณคงจะรู้สึกจิตตกเป็นวัน ๆ กันเลยทีเดียว ตรงกันข้าม ถ้าคุณมีผิวพรรณหน้าตาที่สดใส ดูอ่อนเยาว์ เชื่อว่าคุณต้องนั่งอมยิ้มไปทั้งวันแน่ ๆ

เคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยให้คุณชะลอวัย ดูอ่อนเยาว์

เคล็ดลับนี้เป็นวิธีที่มีความสุขที่สุด นั่นคือ การกินต้านแก่ ซึ่งพระเอกที่จะช่วยต้านแก่ คือ “สารต้านอนุมูลอิสระ” (Antioxidants) หมายถึง สารที่ช่วยต่อต้านหรือกำจัดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เกิดจากการย่อยสลายโปรตีนและไขมัน ที่มาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป แม้แต่มลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ เชื้อโรค ฝุ่นละออง รังสียูวีจากแสงแดด ล้วนกลายเป็นอนุมูลอิสระอยู่ในร่างกายและสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ต่าง ๆ ได้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระ มีภารกิจหลัก คือ ชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื่อที่จะทำให้ผิวเต่งตึง คำถามคือเราจะออกตามหาสารต้านอนุมูลอิสระได้ที่ไหนบ้าง คำตอบคือ พืชผักผลไม้ตามท้องตลาดที่สด สะอาด ล้วนเป็นแหล่งของวิตามินที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดี

วิตามินที่สามารถต้านอนุมูลอิสระ
1.วิตามินเอ (vitamin A) ช่วยทำให้ผิวลดการอักเสบของสิว ลบจุดด่างดำ รักษาสภาพเยื่อบุต่าง ๆ
ซึ่งวิตามินเอที่ทำงานในร่างกาย คือ เรตินอลและเบต้าแคโรทีน เรตินอลพบได้ในสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ตับ ปลาทะเล น้ำมันตับปลา ไข่แดง ผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ส่วนเบต้าแคโรทีน จะพบในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง เป็นต้น
2.วิตามินอี (vitamin E) ช่วยให้ไขกระดูกสร้างเลือดได้ดี บำรุงตับ ทำให้ผิวพรรณสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น พบมากในน้ำมันจากธัญพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ถั่วประเภทเปลือกแข็ง ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน และน้ำมันดอกคำฝอย
3.วิตามินซี (vitamin C) ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของ
เส้นเลือดฝอย ผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และช่วยต่อต้านการติดเชื้อต่าง ๆ พบมากในผักและผลไม้สด
เช่น มะนาว มะขามป้อม ส้ม มะม่วง แคนตาลูป มะเขือเทศ คะน้า ฝรั่ง พริกหวาน เป็นต้น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะพบว่า ผักและผลไม้ ล้วนสามารถ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้เราแก่ได้อย่างดี และที่สำคัญราคาถูกอีกด้วย เพื่อความอ่อนเยาว์และผิวพรรณที่สดใส เราควรบริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน เพื่อสักวันหนึ่งเหตุการณ์แบบอรุณาจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราบ้าง แต่เราจะไม่พูดคำว่าแก่ จะพูดว่า “สวยขนาดนี้รักป่ะล่ะ” กับบอสวศินแทน

 

พลังงานในอาหาร สี ความอ้วน และการลดน้ำหนัก

อาหารแต่ละชนิดนั้นให้พลังงานแตกต่างกัน สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนักจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

การกินอาหารโดยไม่ใส่ใจปริมาณพลังงานในอาหาร จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วแม้จะกินเพียงนิดเดียวก็ตาม

ในขณะเดียวกันสีก็มีผลต่อการกระตุ้นความอยากอาหาร นอกจากดูปริมาณพลังงานแล้ว อาจจะต้องดูสีอาหารที่เราเลือกกินด้วย
พลังงาน 200 แคลอรี่ อาจจะฟังดูเป็นปริมาณที่ไม่มาก และไม่น่าจะมีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่พลังงาน 200 แคลอรี่สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้มากกว่า 1 กิโลกรัม มะเขือเทศ 1.4 กิโลกรัม เบียร์ครึ่งลิตร และช็อกโกแลต 40 กรัม ทั้งหมดที่กล่าวมามีปริมาณที่ต่างกัน แต่ให้พลังงานในปริมาณที่เท่ากัน

โดยเฉลี่ยผู้ใหญ่ 1 คน ต้องการพลังงานประมาณ 2,000 แคลอรี่ต่อวัน ราสามามารถกินมากหรือน้อยก็ได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากิน และปริมาณพลังงานของสิ่งนั้น เช่น เราอาจจะกินมะเขือเทศได้ถึง 12 กิโลกรัม กินกล้วยได้ 2.3 กิโลกรัม หรือกินเนยได้เพียง 270 กรัมเท่านั้น

ซาลาเปามี 55 กรัมใหัพลังงาน 200 แคลอรี่ เราสามารถเลือกกินแอปเปิลแทนการกินซาลาเปาได้ 350 กรัม หรือกินมะเขือเทศได้ถึง 1.4 กิโลกรัมเลยทีเดียว ซึ่งหากเทียบกับเนยก็สามารถกินเนยได้เพียง 25 กรัมเท่านั้น ช็อกโกแลต 40 กรัมให้พลังงาน 200 แคลอรี่เท่ากับการกินขนมปังฝรั่งเศส 70  กรัม สิ่งที่ประหยัดพลังงานที่สุดคือ สลัด เราต้องกินผักกาดหอมโดยไม่นับรวมน้ำสลัดถึง 2 กิโลกรัมจึงจะได้พลังงาน 200 แคลอรี่ และอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมาก ๆ จะให้พลังงานน้อย

เครื่องดื่มและปริมาณแคลอรี่

                เครื่องดื่มบางชนิดเพิ่มแคลอรี่ให้ร่างกายได้ ตัวอย่างเช่น น้ำอัดลม 510 กรัม ให้พลังงาน 200 แคลอรี่ ปริมาณเท่ากับกินซูชิ 40 กรัม ส่วนเบียร์นั้นให้ปริมาณพลังงานมากกว่า เบียร์ครึ่งลิตรให้พลังงาน 200 แคลอรี่ เท่ากับลูกวอลนัทประมาณ 30 กรัม

สีกับการลดน้ำหนัก

สีแดง คือสีที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักและพลังงาน ในอาหารก็เช่นเดียวกันสีแดงมีอิทธิพลต่ออาหาร การศึกษาของโรงเรียนนานาชาติในอิตาลี ให้ผลที่น่าประหลาดใจว่า สีแดงนั้นมีความหมายต่ออาหารมากกว่าที่เราคิด

ย้อนกลับไปในยุคนักล่า และผู้เผยแผ่ศาสนา ในยุคนั้นคนจะเลือกกินแต่อาหารสีแดง เพราะเปรียบเทียบจากจากผลไม้ที่ยิ่งแดงก็ยิ่งสุก และคนสมัยนั้นก็รู้ว่าผลไม้ยิ่งสุก ยิ่งให้คุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารที่สำคัญ เป็นแหล่งให้พลังงานและโปรตีนแก่ร่างกาย ความรู้เรื่องผลไม้สีแดงของคนยุคนั้นยังอยู่ และส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

อาหารสีแดงกระตุ้นความรู้สึกให้อยากกินอาหาร ในทางกลับกันอาหารสีเขียวกลับทำให้ความอยากอาหารมีน้อยลง ผลจากการศึกษาชี้ว่าเป็นผลพวงมาจากยุคโบราณเช่นกัน คนโบราณรู้ว่าอาหารสีเขียวจากธรรมชาติให้พลังงานน้อยกว่าสีแดง ซึ่งความรู้และสิ่งที่ได้จากยุคโบราณนี้ ในปัจจุบันถือเป็นข้อดี เพราะช่วยในแง่ของผู้ต้องการลดน้ำหนัก

ผู้ที่ต้องการมีสุขภาพดี มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ควรใส่ใจเรื่องอาหารการกิน การควบคุมปริมาณแคลอรี่อาจจะฟังดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่การเลือกกินด้วยการแยกสี เช่นกินผักสีเขียวให้มากขึ้น กินอย่างอื่นในปริมาณที่น้อยลง ก็เป็นตัวเลือกและเป็นทางออกที่ดี

 

ภัยแฝงในลิปสติก และเครื่องสำอาง

ปากสวย ผิวสวยคือสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนปรารถนา สิ่งที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและความงามบนริมฝีปากให้ผู้หญิง คือ ลิปสติก ที่มีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ และหลากหลายสี แต่ในลิปสติกแท่งสวย ๆ นั้นแฝงมาด้วยภัยที่เราคิดไม่ถึง เพราะสิ่งนั้นทำลายสุขภาพของเรา ซึ่งไม่ควรจะนำมาเป็นส่วนประกอบของลิปสติก หรือของใช้ที่เกี่ยวข้องกับร่างกายเรา 

อะไรแฝงอยู่ในแท่งลิปสติก และเครื่องสำอาง

ลิปสติกและเครื่องสำอางหลายยี่ห้อนำส่วนผสมที่เรียกว่า Mineral Oil มาเป็นส่วนผสม ซึ่งเป็นสารที่เหลือจากการสกัดน้ำมันปิโตรเลียม สารชนิดนี้ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น จึงนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของลิปสติกและเครื่องสำอาง เพราะช่วยให้ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีอายุการใช้งานที่นานขึ้น

Mineral Oil แบ่งเป็นสองกลุ่มจากการผสมในเชิงซ้อนของสารประกอบไฮโดรเจน ที่เรียกว่า Moah (mineral oil aromatic hydrocarbons) ผสมแล้วให้กลิ่นหอม และ Mosh (mineral oil saturated hydrocarbons) ทำให้ซึมซาบเกิดความชุ่มชื้น และจากการวิจัยในยุโรปพบว่า สารทั้งสองประเภทนี้ก่อให้เกิดมะเร็ง ไม่ควรนำมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลิปสติก ซึ่งเท่ากับเรากลืนสารอันตรายเข้าปากโดยตรง

สาร Mineral Oil ไม่เพียงแต่นำมาเป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางเท่านั้น แต่ยังนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร หากอ่านฉลากบนกล่องอาหารที่ขายอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตโดยทั่วไป จะพบส่วนประกอบชนิดนี้ในชื่ออื่น ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าเป็นอันตราย และในชีวิตประจำวันนั้นเราอาจจะกลืนกิน Mineral Oil ลงไปในท้อง 2-4 มิลลิกรัมต่อวัน

นอกจากพบในอาหาร และในเครื่องสำอางสำหรับผู้ใหญ่แล้ว ยังพบในครีมสำหรับเด็กด้วย ครีมสำหรับทาหัวนม สำหรับแม่ที่ให้นมบุตร รวมไปถึงเครื่องสำอางสำหรับเด็ก ล้วนมีส่วนผสมของสารชนิดนี้

แม้ว่าผลการวิจัยในยุโรปจะชี้ชัดออกมาว่า Mineral Oil เป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และไม่ควรนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด จึงยังมีการใช้สารชนิดนี้ต่อไป

สารชนิดเดิมแต่ใช้ชื่ออื่น

                เพื่อหลีกเลี่ยงชื่อ Mineral Oil ในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องสำอางจึงมีการดัดแปลง และเลี่ยงไปใช้ชื่ออื่น ๆ แทน หากอ่านฉลากเครื่องสำอางแล้วพบว่ามีส่วนผสมของ สารต่อไปนี้ Paraffin, Paraffinum, Liquidum, Subliquidum, Microcristalline Wax, Petrolatum, Ceresin, Ozokerits, Diisopropyl Adipate, Mineral spirits, Isoparaffin, isohexadecane, Synthetic, Wax, Vaseline นั่นคือสารชนิดเดียวกัน

เห็นรายชื่อยาวเหยียดข้างต้น หลาย ๆ คนคงนึกสงสัยว่า มีเครื่องสำอางกี่ยี่ห้อ หรือกี่ชนิดที่ไม่ได้ใช้ส่วนผสมเหล่านี้ เครื่องสำอางหลายยี่ห้อไม่ระบุส่วนผสม หรือพยายามหลีกเลี่ยงการระบุอย่างชัดเจนบนฉลาก ทางที่ดีที่สุดก่อนซื้อเครื่องสำอางหรือลิปสติกมาใช้ เราควรอ่านว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง หากพบว่ามีสารเหล่านี้ก็ควรหลีกเลี่ยง ทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราสวยได้โดยไม่ได้ทำร้ายสุขภาพของตนเองคือ การหันไปใช้เครื่องสำอางปลอดสารพิษ 100%

 

Fasten ลืมอาหารวันละหนึ่งมื้อ เพื่อสุขภาพ

กระแสการอดอาหารหนึ่งมื้อที่เรียกว่า Fasten นั้นกำลังมาแรง เพราะเชื่อว่าการอดอาหารนั้นดีต่อร่างกาย ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันโรคความจำเสื่อม อาการวิกลจริต และมะเร็งหน้าอก การแกล้งลืมอาหารนี้จะทำให้ร่างกายเราชินและปรับตัวได้เอง 

Fasten การอดอาหารไม่ใช่เรื่องใหม่

เมื่อพิจารณาดูในแง่มุมของศาสนาจะเห็นได้ว่า การอดอาหารนั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาล แทบจะทุกศาสนา ตัวอย่างเช่น

                ศาสนายิว หรือยูดาห์ มีวันหยุดทางศาสนาหลายวัน สำหรับการอดอาหารเป็นการชำระบาป โดยการสูบยาและมีเพศสัมพันธ์แทนอาหาร

                ศาสนาอิสลาม มีเดือนอดอาหารที่เรียกว่า “รอมฎอน” ถือว่าเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดเดือนหนึ่ง ชาวมุสลิมจะต้องอดอาหารเพื่อที่จะได้เข้าถึงอัลลอฮ์ เป็นการอุทิศส่วนกุศล ระลึกถึงภาวะขาดแคลนอาหาร และผู้ที่ไม่ได้รับการดูแลจากสังคม

                ศาวนาคริสต์ การถือศีลอดจะมีขึ้นในวันแรกของการถือศีลบวช ไปจนถึงเทศกาลอีสเตอร์ เป็นการระลึกถึงพระเยซูในช่วง 40 วันในทะเลทราย

                ศาสนาพุทธ แม้จะไม่มีระบุแน่ชัดถึงการถือศีลอดสำหรับชาวพุทธ แต่พระในพุทธศาสนาก็กำหนดให้พระสงฆ์ฉันอาหารเพียง 2 มื้อเท่านั้น

ทั้งนี้ในเรื่องของการถือศีลอดนั้น แทบจะทุกศาสนามีข้อยกเว้นสำหรับผู้ป่วย เด็ก คนชรา และคนท้อง 

นักวิจัยเรื่องการอดอาหารมีเหตุผลว่าทำไมต้องอดอาหาร

                ผลที่ได้จากการวิจัย คือ ช่วยเพื่อป้องกันโรคความจำเสื่อม เมื่อร่างกายได้รับอาหารน้อยลง เซลล์จะทำลายระบบการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ และทำลายคราบจุลินทรีย์ทั้งหลาย แทนการสะสมในร่างกาย นักวิจัยระบุว่าช่วงที่ควรงดอาหารคือ คนอายุวัยกลางคน สำหรับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยสูงวัยการอดอาหาร อาจส่งผลร้ายต่อร่างกาย การอดอาหารสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม ถือว่าเป็นการบำบัดชนิดหนึ่ง

แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทุกอย่างเกี่ยวกับการอดอาหาร แต่ผลการวิจัยก็ให้ผลลัพท์ว่าการอดอาหารของผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งนั้นส่งผลในทางที่ดี แต่ควรอดอาหารโดยได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ผู้ที่ไม่ควรอดอาหาร

บุคคลต่อไปนี้ไม่ควรอดอาหาร

  • เด็กและเยาวชนไม่ควรอดอาหาร หากต้องทำเพราะเหตุผลของน้ำหนักเกิน ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และไม่ควรอดอาหารเป็นเวลานาน แต่ควรปรับอาหารให้เหมาะสม
  • หญิงมีครรภ์ และผู้ที่ต้องให้นมบุตร มารดาไม่ควรอดอาหาร เพราะการลดน้ำหนักมีความเสี่ยงสูงทั้งต่อตนเองและต่อบุตร
  • ผู้สูงอายุ เพราะมีผลต่อสุขภาพ
  • ผู้ป่วยทางจิต หรือ ผู้เป็นโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่ต้องรับประทานยารักษาโรคประจำตัวต่าง ๆ

การอดอาหารนั้นมีหลายลักษณะ

  • ควรเลือกตามความเหมาะสม และความต้องการว่าต้องการจะอดอาหารเพื่ออะไร
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องระวังเรื่องอินซูลิน
  • ผู้ที่ต้องการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ร่างกายต้องได้รับปริมาณแคลอรี่ที่เพียงพอต่อวัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการโยโย่

แม้จะมีผลการวิจัยว่าการอดอาหารนั้นมีประโยชน์ แต่การอดอาหารโดยคำนึงถึงแต่เรื่องการลดน้ำหนัก จนลืมว่าร่างกายคนเรานั้นต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ จึงควรคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นหลัก การอดและลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

 

วิตามิน และสมุนไพร ทำลายตับได้เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์

เรามักจะเข้าใจหรือถูกทำให้เข้าใจว่า แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเป็นอันตรายต่อตับ แต่นอกเหนือจากแอลกอฮอล์ ยังมีสารบางอย่างในสมุนไพร หรือแม้กระทั่งวิตามิน สามารถทำลายตับของเราได้เช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึง และอาจจะมองว่าไม่มีอันตรายต่อสุขภาพของคนเราเลยด้วยซ้ำไป

อะไรบ้างที่ทำลายตับของคนเรา

                หลายอย่างที่เรากินเข้าไปในชีวิตประจำวัน โดยที่เราคิดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในขณะที่ให้ประโยชน์ก็อาจจะให้โทษได้เช่นกัน มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • น้ำตาล แน่นอนว่าการกินน้ำตาล หรือของหวานมากทำให้อ้วน และนำมาซึ่งโรคภัยอีกหลายอย่าง นอกจากน้ำตาลจากอ้อยก็ยังมีฟรุกโตสไซรัป และกลูโคสไซรัป ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน ทั้งหมดล้วนเป็นตัวที่ทำลายตับได้ มีผลการศึกษาพบว่าสารให้ความหวานพวกนี้ สามารถทำลายตับได้เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ แม้ว่าคนคนนั้นจะไม่ได้มีน้ำหนักตัวเกินมาตฐานก็ตาม เราจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก รวมทั้งเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ ขนมอบ ลูกอม
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรธรรมชาติ แม้ว่าบนฉลากจะระบุเป็นของธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ประโยชน์ ของบางชนิดเป็นโทษต่อร่างกายพอ ๆ กับที่ให้ประโยชน์ เช่น คาวา พืชที่นิยมเอามาเป็นส่วนผสมทำเป็นเครื่องดื่มนั้น ผลการศึกษาในเยอรมนีระบุว่าให้โทษมากกว่าให้คุณ
  • ความอ้วน น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ทำให้มีไขมันสะสมในตับมากเกินไป และป่วยด้วยโรคตับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ ตับจะขยายขึ้น และเกิดตับแข็งได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคตับเช่นกัน จึงควรออกกำลังกาย และดูแลควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนเกินไป
  • วิตามินเอ ซึ่งอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผัก ผลไม้ที่มีสีแดง เหลือง ส้ม ล้วนอุดมไปด้วยวิตามินเอ ซึ่งเราอาจจะกินผัก ผลไม้ประเภทนี้กันเป็นประจำอยู่แล้ว หากเรากินอาหารเสริมด้วยความเชื่อว่า ช่วยเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดก็อาจจะได้รับวิตามินมากเกินไป เพราะส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีวิตามินเอรวมอยู่ด้วย เมื่อร่างกายได้รับมากเกินไปก็สามารถไปทำลายตับได้ สำหรับคนที่ต้องการกินวิตามินเอเพิ่ม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการซื้อมากินเอง
  • พาราเซตามอล มีอาการเจ็บป่วยมากมาย รวมทั้งอาการปวดหัว ที่ทำให้คนเราต้องพึ่งยาแก้ปวด ก่อนใช้ยาควรอ่านฉลากให้ดีก่อน เพราะไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดหัว หรือยาแก้หวัด ทั้งสองอย่างมีส่วนผสมของพาราเซตามอลผสมอยู่ ควรอ่านปริมาณที่เหมาะสมในการใช้ยาต่อวัน หากใช้เกินขนาดพาราเซตามอลจะทำลายตับเราได้
  • กรดไขมันทรานส์ ไขมันเทียมที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย หากร่างกายได้รับมาก ๆ ก็จะทำให้อ้วน และนั่นก็ส่งผลต่อตับเช่นกัน ควรหลีกเลี่ยงขนมประเภทโดนัท อาหารฟาสต์ฟู้ด คุกกี้ต่าง ๆ ของทอด และไอศกรีม
  • แอลกอฮอล์ ตัวสุดท้ายนี้เรารู้ดีกันทุกคนอยู่แล้วว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปทำลายตับได้โดยตรง คนที่ดื่มเบียร์เกิน 1 ลิตรต่อวัน หรือไวน์เกินครึ่งลิตรต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับสูง และสำหรับผู้หญิงควรดื่มในปริมาณครึ่งเดียวจากที่กล่าวมา เพราะผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย

เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นอันตรายต่อตับได้ทั้งนั้น การที่เราระมัดระวังการดื่มแอลกอฮอล์ แต่ชอบกินวิตามินเอ หรือชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับได้ ทุกอย่างล้วนมีสองด้าน ปริมาณที่พอดีคือความปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกาย

 

เบาหวานอันตรายที่มองไม่เห็น พร้อมย่องเข้าหาทุกคนหากไม่ระวังตัว

ผลสำรวจจากทั่วโลกพบว่า ประชากรโลกเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป การทำงานหนัก มีประชุมทั้งวัน กลับบ้านดึก กินอาหารแล้วเข้านอนทันที ใช้ชีวิตโดยไม่ได้ออกกำลังกาย เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มนุษย์ออฟฟิศเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น

เบาหวานมาจากไหน

เรามักจะเข้าใจว่าโรคเบาหวานมาจากน้ำตาล แต่นั่นเป็นการเข้าใจที่ผิด เพราะเบาหวานไม่ได้เกิดจากน้ำตาลที่อยู่ในอาหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเซลล์ของร่างกายและฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นมีส่วนสำคัญต่อโรคเบาหวาน น้ำตาลที่ส่งผลดีต่อร่างกายนั้นจะให้สารกลูโคส ซึ่งส่งผ่านไปตามเส้นเลือด และเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อสร้างพลังงาน สมองจะควบคุมการทำงานของน้ำตาล หากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ตับอ่อนจะสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมน้ำตาล

                เบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือเกิดอาการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือด เพื่อใช้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติ หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดในปริมาณที่มากเกินปกติ หากร่างกายอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เสื่อมโทรม เกิดโรค และอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นได้

เบาหวานแบ่งเป็น 2 ประเภท

เบาหวานประเภท 1 เป็นประเภทที่ร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน และเบาหวานประเภท 2 เป็นประเภทที่ร่างกายได้รับฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ หรือฮอร์โมนอินซูลินไม่ทำงาน จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเรา ทำให้พบโรคเบาหวานประเภท 2 มากขึ้นซึ่งไม่เพียงแต่พบในผู้ที่อยู่ในวัยทำงานเท่านั้น แต่ยังพบในเด็กและเยาวชนซึ่งมีน้ำหนักเกินมาตรฐานอีกด้วย

เบาหวานนั้นมักจะไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะแรก ๆ แต่จะมีข้อสังเกตดังนี้

  • มีอาการหิวน้ำผิดปกติ และดื่มน้ำหลายลิตรต่อวัน
  • ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หมดแรง
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • หิวบ่อย หิวมาก
  • น้ำหนักลดทั้ง ๆ ที่กินอาหารปกติ
  • เกิดอาการคันที่ผิวหนัง
  • สายตาพร่ามัว
  • มีอาการแผลอักเสบ
  • แผลหายช้า
  • หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • เยื่อหุ้มสมองผิดปกติ

สิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันเบาหวานประเภท 2

  • หากอ้วนผิดปกติควรลดน้ำหนัก
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้ร่างกายได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เช่น เดิน ครั้งละ 30-45 นาที
  • กินอาหารประเภทให้พลังงานต่ำและไม่ขัดขาว
  • กินสลัดและผักสดมากกว่าอาหารประเภทอื่น
  • ลดปริมาณของหวาน
  • กินอาหารโปรตีนทุกมื้อ
  • ใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ
  • ดื่มน้ำอย่างน้อย 5 ลิตรต่อวัน (น้ำธรรมดาที่ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ)

จากความเชื่อที่ว่าเบาหวานเกิดจากกรรมพันธุ์ที่ส่งต่อสู่รุ่นลูก รุ่นหลานได้ แต่อันที่จริงแล้ว ทุกคนล้วนมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ทั้งนั้น และกลับกันหากเราดูแลตัวเองอย่างดี ทั้งเรื่องการกิน ออกกำลังกาย และการพักผ่อน ต่อให้มี 10 คนในบ้านเป็นเบาหวาน เราก็จะเป็นคนที่รอดจากโรคได้อยู่ดี               

 

ผมหงอกเกิดจากอาการเครียดทางกายและทางใจจริงหรือ

เคยได้ยินคนพูดว่า “ฉันช็อกเพราะตื่นขึ้นมาแล้วเจอผมหงอกเต็มหัว” บางทีเราอาจจะนึกสงสัยว่ามันเป็นไปได้จริงหรือที่ผมคนเราจะหงอกได้เพียงชั่วข้ามคืน อะไรคือปัจจัยที่ทำให้สีผมเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ความเครียดทางกายและทางใจมีส่วนทำให้เกิดผมขาวได้มากน้อยแค่ไหน

ความเครียดทำให้การสร้างเม็ดสีของรากผมเกิดการเปลี่ยนแปลง

                การเกิดผมหงอกเพียงชั่วข้ามคืนที่เราเคยได้ยินกัน เป็นเพียงเรื่องจินตนาการเองเท่านั้น เพราะผมของคนเราไม่สามารถเปลี่ยนสีได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น การเกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผมไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีเทา สีบลอนด์ หรือสีขาว ไม่ได้เกิดจากการทำปฏิกิริยากับอากาศ แต่มีเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงของสี

ความกังวลและความเครียดทางจิต ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรากผมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเส้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ รูขุมขนบนหนังศีรษะของคนเรานั้นเกี่ยวโยงกับเส้นประสาท ซึ่งเส้นประสาทเหล่านี้ตอบสนองต่อฮอร์โมนความเครียด

เมื่อใดที่ร่างกายเกิดความเครียดร่างกายหลั่งฮอร์โมนสามชนิดคือ อะดรีนาลีน(adrenaline), นอร์อะดรีนาลีน (noradrenaline) และคอร์ติซอล (cortisol) ออกมา ฮอร์โมนทั้งหมดนี้จะทำให้ร่างกายเกิดการขับเคลื่อน ซึ่งส่งผลทั้งผลดีและไม่ดีออกมา

ฮอร์โมนจากความเครียดส่งผลต่อเส้นประสาทบนหนังศีรษะ และไปขัดขวางรูขุมขนทำให้รากผมไม่ได้รับเม็ดสี และสารอาหารไปหล่อเลี้ยงผม นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเส้นผมที่งอกใหม่จึงไม่แข็งแรง และเส้นผมเกิดการเปลี่ยนสีไปจากเดิม สารที่ว่าคือสารเมลานิน (Melanin) เมื่อผมที่เกิดขึ้นมาใหม่ไม่ได้รับสารเมลานิน หรือได้รับสารเมลานินน้อย ผมจึงกลายเป็นสีขาว หรือสีเทา

ผมขาวหรือผมที่ขาดเม็ดสีจะร่วงอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นวงกลม

การเกิดผมขาวอย่างรวดเร็ว หรือจู่ ๆ ผมก็เปลี่ยนเป็นสีเทา อาจจะเกิดจากสาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ อาการผมร่วงเป็นวงกลม หรือร่วงเป็นหย่อม ๆ  ลักษณะเช่นนี้ ผมจะร่วงเฉพาะจุดและร่วงพร้อม ๆ กันหมด จนเกิดเป็นวงกลมหรือวงรี ผิวของหนังศีรษะจะล้านเลี่ยน ผมขาวที่มีปัญหาจะร่วงจนหมด และเหลือเพียงผมขาวที่เกิดตามธรรมชาติเท่านั้น ผมร่วงเป็นวงกลมแบบนี้เซลล์รากผมยังไม่ถูกทำลาย ซึ่งมักเกิดจากกระบวนการภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำลายเซลล์รากผมของตนเอง และยังไม่ทราบว่ามีสาเหตุจากอะไร ผมร่วงในลักษณะนี้สามารถรักษาให้หายได้

โดยธรรมชาติของวัย เมื่อคนเราสูงวัยขึ้น เส้นผมก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย การสะสมเม็ดสีจะน้อยลงทำให้เส้นผมมีสีจางลง ซึ่งแต่ละคนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่แตกต่างกัน อาจจะเริ่มตั้งแต่ 30 ปี หรือ 50 ปี ที่เส้นผมจะเริ่มมีสีเทาหรือสีขาว แต่หากเกิดผมขาวโดยที่เรารู้สึกว่าไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติก็ควรสำรวจตนเองว่าเรามีความเครียดมากเกินไปหรือเปล่า ความเครียดสะสมนาน ๆ นั้นส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคอื่น ๆ อีกหลายโรค รวมทั้งส่งผลต่อเส้นผมดังที่กล่าวมา หากไม่อยากมีผมขาวก่อนวัยอันควร ก็จงหยุดสร้างความเครียด ความวิตกต่าง ๆ ให้ร่างกายและจิตใจ

 

เมื่ออาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย กลับทำให้เราเจ็บป่วย

สำหรับคนที่แพ้อาหาร หากไม่ระมัดระวัง อาหารอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนที่แพ้อาหาร เพราะทำให้ชีวิตหมดสนุกไปกับการได้เลือกกินตามใจชอบ บางคนที่แพ้หนักนั้น แม้กระทั่งการได้กลิ่นอาหารก็จะมีอาการทางร่างกายทันที กลายเป็นว่าอาหารที่เรากินเป็นอาหารที่ทำให้เราป่วย

อาการแพ้อาหาร

เริ่มตั้งแต่อาการคันไปจนกระทั้งอาการหายใจไม่ออก บางคนแพ้ผัก ผลไม้ ที่เรานึกไม่ถึงเช่น แพ้กีวี แพ้มะเขือเทศ

บางคนอาการแพ้จะปรากฎให้เห็นตั้งแต่เด็ก เช่น แพ้เกสรดอกไม้บางชนิด และจะเริ่มแพ้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในวัยที่อายุมากขึ้น เช่นเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจะแพ้กีวี สับปะรด สตรอว์เบอร์รี่ กล้วย ถั่ว ฯลฯ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาข้ามระหว่างสารก่อภูมิคุ้มกัน และภูมิคุ้มกันในร่างกาย

ปฏิกิริยานี้อาจจะแสดงออกในลักษณะของการแพ้เกสรดอกไม้บางชนิด โดยมีอาการคัน น้ำมูกไหล แพ้อาหารโดยที่ร่างกายแต่ละคนจะแสดงอาการแตกต่างกันออกไป

ทำไมถึงเกิดการแพ้อาหาร

เพราะร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมของส่วนผสมในอาหาร เช่นในอาหารอาจจะมีไขมันจากสัตว์ หรือโปรตีนจากพืชปนอยู่ คนที่แพ้อาหาร หรือไม่คุ้นเคยกับอาหารประเภทนั้นในชีวิตประจำวันมาก่อน อาการภูมิแพ้นี้จะเกิดหลังจากร่างกายได้รับสารอาหารชนิดนั้นครั้งแรก และหลังจากนั้นจะเริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้าน เป็นปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ ทำให้เกิดเป็นอาการต่าง ๆ กัน


ฮีสตามีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการตอบสนอง ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ จะแสดงอาการทันทีเมื่อร่างกายได้รับสารอาหารนั้น ๆ เซลล์ผิวหนังจะหลั่งฮีสตามีนออกมา และแสดงออกทางร่างกาย เช่น อาการคัน มีผื่นแดงที่ผิวหนัง ใบหน้าบวม หายใจติดขัด หรือในบางรายจะแสดงออกภายในช่องปาก คันในลำคอ ริมฝีปาก หรือรู้สึกเหมือนมีขนอยู่ในปากและเพดานปาก แม้ว่าจะได้รับสารหรือโปรตีนนั้นเพียงเล็กน้อย หรือแค่ได้กลิ่น และที่พบบ่อยที่สุด คือในถั่วสด และผลไม้ที่มีเมล็ดแข็ง ร่างกายอาจจะแสดงอาการในระบบทางเดินอาหารเช่น อาเจียน หรือท้องเสีย ซึ่งมีการอาการแพ้เพียงไม่กี่ชนิดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่จะก่อความรำคาญและรบกวนชีวิตเราได้

คนที่มีอาการแพ้มาก ๆ อาจจะแพ้ผัก ผลไม้หลายประเภทแม้กระทั่ง แครอท ผักชี นม ชีส แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่คนเป็นโรคนี้ไม่เคยแพ้ เช่น ผักสลัดที่เป็นใบ ๆ มันฝรั่ง น้ำตาล และข้าว

อาการแพ้อาหารอาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรืออาจจะเป็นขึ้นมาเองก็ได้ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดทางกาย ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการชนิดนี้ได้ ในเด็กเล็กอาจจะมีปฏิกิริยาแพ้นมและไข่ได้ โดยไม่เคยเป็นภูมิแพ้เกสรดอกไม้มาก่อน ส่วนอาการในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะแพ้เกสรดอกไม้ก่อนเกิดการแพ้อาหาร หรืออาจจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน

การรักษา

ต้องให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทดสอบอาการแพ้ โดยทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองอาการแพ้ทางผิวหนัง รวมทั้งเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกัน หาการแพ้อาหาร เมื่อตรวจพบว่าแพ้อาหารประเภทใด หรือโปรตีนประเภทใดก็ต้องหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้น บางครั้งแค่การปรุงให้สุก ก็ทำให้หายแพ้ได้เพราะการปรุงสุก ทำให้โปรตีนหายไปหรือถูกทำลายไป

การรักษานั้นอาจทำได้ยาก การแพ้อาหารบางชนิดอาจแพ้ไปตลอดชีวิต เช่น นม ไข่ ถั่วลิสง ปลา ก่อนรับประทานจึงควรอ่านฉลากส่วนผสม หรือหากรับประทานในร้านก็ควรถามถึงส่วนผสมในอาหารก่อน ส่วนการแพ้เกสรดอกไม้นั้นมียาหรือสเปรย์ป้องกันได้ แต่การแพ้อาหารไม่สามารถป้องกันได้ หากรู้สึกว่ากินอะไรผิดก็ควรรีบล้างปากด้วยน้ำ หรือหากมีอาการรุนแรงก็ต้องรีบไปพบหมอ

 

การเดินหมื่นก้าว แทนการออกกำลังกายอย่างอื่นได้จริงหรือ

การออกกำลังกายนั้นย่อมดีต่อสุขภาพ แต่การเดินหนึ่งหมื่นก้าวนั้นทดแทนการออกกำลังกายอื่น ๆ ได้จริงหรือ คนที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันด้วยการนั่งทำงานในออฟฟิศ ควรขยับร่างกายมากกว่าการเดินเพียงหมื่นก้าว การออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันให้ผลดีกว่าการเดินเพียงครั้งเดียว

เดินหมื่นก้าวกลับมาทันสมัยอีกครั้ง

การเดินหนึ่งหมื่นก้าว เป็นความคิดของบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ในปี 1964 โดยการเดินนับก้าวในตลาด ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก การเดินนี้เรียกว่า Manpo-kei ซึ่ง Manpo หมายถึง หนึ่งหมื่นก้าว

ปัจจุบันการเดินหนึ่งหมื่นก้าวได้กลับมาเป็นกระแสในการออกกำลังกายอีกครั้ง เครื่องมือเล็ก ๆ ในการนับก้าวขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

แต่การเดิน หนึ่งหมื่นก้าวช่วยให้สุขภาพดีจริงหรือ

จากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหว ระบุว่าการเดินหนึ่งหมื่นก้าวเป็นความคิดที่ล้าสมัย และปราศจากข้อเท็จจริง การเดินหนึ่งหมื่นก้าวนั้นสั้นเกินไป และการเดินเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ ความเป็นไปได้ ในการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน การเดินเพียงหนึ่งหมื่นก้าวไม่ใช่การออกกำลังกายที่ใช้แรง การออกกำลังกายที่ได้ประโยชน์นั้นต้องกระทำอย่างสม่ำเสมอ และใช้แรงกายในระดับที่เหมาะสม

ในชีวิตประจำวันเราควรฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายให้เกิดความเคยชิน และในแต่ละอาทิตย์ควรใช้เวลาอย่างน้อยสองถึง สองชั่วโมงครึ่งในการออกกำลังกาย  การเดินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถที่จะช่วยให้มีสุขภาพดีได้

ทำไมการเดินหนึ่งหมื่นก้าวจึงทดแทนการนั่งทั้งวันไม่ได้

เฉลี่ยในคนปกตินั้นใช้เวลาในการนั่ง 70% ต่อวัน ไม่ว่าจะในที่ทำงาน บนโซฟาในบ้าน หน้าจอทีวี ในร้านอาหาร ฯลฯ และโดยเฉลี่ยนั่งถึง 15 ชั่วโมงต่อวัน ข้อสรุปจากการศึกษาและวิจัยพบว่าการนั่งนาน ๆ นั้นส่งผลร้ายต่อร่างกาย คนที่ชินกับการนั่งนาน ๆ ไม่สามารถที่จะทำกิจกรรม หรืองานอดิเรกได้ และการนั่งนาน ๆ อาจก่อให้เกิดผลต่อหัวใจได้ เช่นทำให้เป็นโรคหัวใจ การเคลื่อนไหวร่างกายมีผลดีต่อหัวใจเสมอ

เราจะเริ่มออกกำหลังกายในชีวิตประจำวันอย่างไร

  • สำหรับผู้เริ่มต้น ให้นับทุก ๆ กิจกรรมที่ทำในแต่ละวันเป็นการออกกำลังกาย
  • ควรเริ่มกิจกรรมจากน้อยไปมาก ค่อย ๆ ออกกำลังอย่าหักโหม เพราะการหักโหมออกกำลังกายมาก ๆ ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นจะไม่สามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มขึ้นได้อีก
  • กิจกรรมที่เราทำควรเหมาะสมกับตัวเรา เหมาะกับอายุและกำลังที่เรามี ข้อแนะนำคือควรทดลองหลาย ๆ อย่างและควรทำกิจกรรมหลายอย่างสลับกันไป ไม่ควรยึดติดอยู่กับอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวทุกส่วน
  • ควรทำกิจกรรมหลายครั้งต่ออาทิตย์ ทุกกิจกรรมที่ทำไม่ต่ำว่า 10 นาทีต่อครั้ง นับไปตั้งแต่การเดินไปที่ทำงาน การไปฟิตเนส การวิ่ง การปั่นจักรยาน ฯลฯ กิจกรรมเบา ๆ ควรกระจายไปทุกวัน อย่างน้อย 5 วันในหนึ่งอาทิตย์ และสลับทำกิจกรรมหนัก 1 วัน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 20 นาที

การออกกำลังกายที่ให้ผลดีต่อร่างกายไม่จำเป็นต้องทันสมัย ตามกระแสสังคม แต่ควรหาอะไรที่ง่าย ๆ เหมาะสมกับตัวเราจะทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างมีความสุข ไม่ว่าจะออกกำลังกายในบ้าน กลางแจ้ง หรือในฟิตเนส