ขมิ้นชันสมุนไพรไทย ที่มีดีมากกว่าที่คิด

ขมิ้นชัน เป็นพืชตระกูลเดียวกับขิงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa ใช้เป็นยารักษาโรคมาเป็นเวลานานแล้ว คนส่วนใหญ่นิยมนำไปประกอบอาหารเนื่องจากสีเหลืองและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของขมิ้นทำให้อาหารดูน่ารับประทาน หรือบางทีก็มีการนำไปใช้บำรุงผิวด้วย ซึ่งประโยชน์ของขมิ้นทางการแพทย์นั้นมีหลากหลาย โดยบทบาทหลักเป็นของสารสกัดจากขมิ้นชันที่มีชื่อว่า curcumin ไปดูกันว่าสารนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

ประโยชน์ของขมิ้นชันทางการแพทย์มีมากมาย อย่างเช่น

1.ยับยั้งการเป็นเบาหวาน

ในขมิ้นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า curcumin ซึ่งมีผลยับยั้งปฏิกิริยาที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ curcumin ยังช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหายจากอนุมูลอิสระและป้องกันการเกิดเบาหวานแบบที่ 2 ได้อีกด้วย

2.กระตุ้นการรักษาแผล

มีรายงานการศึกษาว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแผลโดยใช้ curcumin มีผลดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้ โดยมีผลกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและต่อต้านอนุมูลอิสระด้วย

3.ยับยั้งอาการปวดข้อ

จากการศึกษาพบว่าในผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อที่ได้รับ curcumin ร่วมกับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันมีผลดีกว่าการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันอย่างเดียว

4.ยับยั้งโรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองเสื่อม โดยผลการศึกษาพบว่า curcumin สามารถยับยั้งสาเหตุของการเป็นโรคนี้ได้

5.ต่อต้านการอักเสบ

มีผลการศึกษาว่า curcumin มีผลยับยั้งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบหลาย ๆ ชนิด

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีก เช่น

6.ต่อต้านอนุมูลอิสระ

มีหลายผลการศึกษาในหลอดทดลองยืนยันว่า curcumin มีผลยับยั้งอนุมูลอิสระได้

7.ลดความเป็นพิษต่อหัวใจและตับ

มีการศึกษาในหนูทดลองที่เหนี่ยวนำให้เกิดโรคหัวใจและตับพบว่า curcumin สามารถยับยั้งความรุนแรงนี้ได้

8.ฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย

มีการใช้ curcumin ในการศึกษาฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียพบว่า สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ Porphyromonas gingivitis และการสร้าง biofilm ของ Streptococcus gordonii ได้ ในการยับยั้งแบคทีเรีย Porphyromonas gingivitis ใช้ความเข้มข้นเพียง 20 µg/mL แต่ที่ความเข้มข้นมากกว่ากันนี้ 5 เท่า ยังไม่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของ Aggregatibacter actinomycetemcomitans ได้

9.ต่อต้านมะเร็ง

มีรายงานว่า curcumin สามารต่อต้านเซลล์มะเร็งและเชื้อราได้ โดยทั้งแบบใช้เดี่ยว ๆ และร่วมกับการใช้เคมีบำบัดและยาต้านเชื้อรา 1

10.ชะลอการเกิดต้อกระจก

สารอนุมูลอิสระสามารถทำให้เกิดต้อกระจกได้ ซึ่ง curcumin มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การได้รับ curcumin มีผลทำให้วิตามินซีเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะช่วยต่อต้านการเกิดต้อกระจกได้อีกทางหนึ่งด้วย

11.ยับยั้งการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และลดความดัน

มีการรายงานว่า curcumin ที่สกัดจาก Curcuma domestica มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคความดันและคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งสองโรคนี้อาจทำให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างอื่นตามมา เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคเส้นเลือดสมองตีบ เป็นต้น

                จะเห็นได้ว่าขมิ้นไม่ได้มีผลเพื่อบำรุงผิวหรือปรุงอาหารเท่านั้นยังมีประสิทธิภาพในการรักษาสุขภาพในด้านต่าง ๆ มากมาย และมีอาการข้างเคียงน้อยกว่ายาแผนปัจจุบันหลาย ๆ ตัวด้วย จากข้อมูลต่าง ๆ นี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการเลือกใช้ขมิ้นในครั้งต่อไปได้

คิดจะเลี้ยงสัตว์ ถ้าดูแลไม่ดีอาจได้โรคมาด้วย

สัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แมว หมา นก กระต่าย กระรอก หรืออื่น ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนที่ดีของคนเลี้ยง หลายคนเวลามีเรื่องไม่สบายใจคุยกับคนไม่ได้ก็ต้องหันมาหาสัตว์เลี้ยงสุดน่ารักของเรานี่ล่ะ ในเมื่อเขาเป็นเพื่อนที่ดีกับเราแล้ว เราก็ต้องดูแลเขาให้ดีด้วย หากเกิดโรคอะไรขึ้นมาแล้วไม่ใช่เพียงแต่เพื่อนของเราเท่านั้นที่จะไม่สบาย คนที่ใกล้ชิดก็พลอยไม่สบายใจรวมถึงบางทีอาจไม่สบายกายไปด้วย เนื่องจากมีโรคหลายชนิดที่สามารถส่งผ่านจากสัตว์มาสู่คนได้

โรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คนได้มีตัวอย่างเช่น  

1.โรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากเชื้อ Rabies virus ซึ่งสามารถเกิดได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดรวมทั้งคนด้วย แต่สุนัขเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดเลยเป็นที่มาของชื่อโรคนี้ ซึ่งเมื่อได้รับเชื้อจะมีอาการ กระสับกระส่าย สับสน ประสาทหลอน กลัวน้ำ และส่วนใหญ่เมื่อมีอาการแล้วจะเสียชีวิตทุกราย โดยโรคนี้ป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนให้กับสัตว์เลี้ยงของเรา หรือถ้าเราโดนสัตว์ที่มีความเสี่ยงกัดหรือข่วนก็สามารถฉีดวัคซีนตามหลังได้ โดยทำความสะอาดแผลเบื้องต้นโดยล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่มาก ๆ เพื่อลดปริมาณไวรัสและความเป็นไปได้ในการติดเชื้อ

2.โรคฉี่หนู เกิดจากเชื้อ Leptospira interrogans เป็นแบคทีเรียตัวหลักที่ก่อโรคนี้ โดยการรับเชื้อทางหลักคือ ผิวเยื่อเมือกของร่างกาย ได้แก่ ตา ช่องคลอด จมูก ปาก สัมผัสโดยตรงกับปัสสาวะที่มีเชื้ออยู่ ซึ่งพาหะหลักคือ สัตว์ฟันแทะ เช่นหนู แฮมสเตอร์ กระรอก เป็นต้น อาการสามารถพบได้ตั้งแต่ไม่มีอาการ ไปจนถึงมีไข้ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน มีเลือดออก เยื่อหุ้มสมองอักเสบและเสียชีวิตได้ แต่โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้โดยการใช้ยาฆ่าเชื้อและเมื่อได้รับการรักษาทันท่วงที

นอกจากนี้ยังมีโรคอื่น ๆ อีก เช่น

3.Toxoplasmosis เกิดจากเชื้อ Toxoplasma Gondii ซึ่งเป็นเชื้อโปรโตซัว โดยอาศัยอยู่ในเยื่อบุลำไส้ของแมวและพัฒนาจนถึงระยะหนึ่งก็จะออกมากับอุจจาระของแมวหลังจากนั้นจะเจริญต่อในดินเป็นเวลา 1-5 วันจึงจะเป็นระยะติดเชื้อ กลุ่มเสี่ยงของโรคจะเป็นพวกคนท้องและคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ในแมวเด็กจะพบว่ามีอาการท้องเสียได้ แต่จะไม่แสดงอาการในแมวโต ในคนปกติส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ แต่บางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด ต่อมน้ำเหลืองโต และปวดกล้ามเนื้อได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะหายไปได้เอง ในคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำพบว่าทำให้เกิดอาการสมองอักเสบและเสียชีวิตได้ ส่วนในคนท้องที่ได้รับเชื้อจะส่งผลให้ลูกที่เกิดมามีความผิดปกติได้

4.ผิวหนังและเนื้อเยื่อติดเชื้ออย่างเฉียบพลัน (cellulitis) ในปากแมวมีเชื้อ Pasturella multocida และ เชื้อStaphylococcusStreptomyces และ Capnocytophaga spp. ในปากของหมา เมื่อโดนสุนัขและแมวกัดถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังอย่างรุนแรงได้

นอกจากดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดีแล้วยังต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วย การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดและหากได้รับบาดเจ็บจากสัตว์เหล่านี้สำรวจตัวเองว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ ถ้าพบว่ามีความเสี่ยงแล้วควรรีบไปรับการรักษาเพื่อให้ไม่ทำให้เกิดผลเสียที่ร้ายแรงตามมา

กระชาย…สมุนไพรที่หลากหลายประโยชน์

กระชายเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ในการทำอาหารและใช้เป็นยาพื้นบ้านมาเป็นเวลานาน บางคนอาจจะชอบในกลิ่นและรสชาติของมัน แต่บางคนก็อาจจะไม่ชอบ แต่หลังจากอ่านบทความนี้หวังว่าจะทำให้คุณได้รู้จักกระชายมากขึ้น

มาทำความรู้จักเบื้องลึกของกระชายกัน

                กระชายเป็นพืชตระกูลเดียวกับขิงอยู่ในสกุล Boesenbergia spp. พบได้ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda เป็นพืชที่มีความสูงประมาณ 15-40 เซนติเมตร ใบกว้างสีเขียว กาบใบสีแดง ส่วนของเหง้าใต้ดินมีลักษณะผอมและยาวคล้ายนิ้วมือ จึงมีชื่อสามัญว่า fingerroot และยังมีกลิ่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วย ในหลาย ๆ ประเทศใช้กระชายในการประกอบอาหารเนื่องจากมีกลิ่นหอมชวนให้น่ารับประทาน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย จีน และไทย เป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายมักมีปลูกกันไว้เป็นพืชสวนครัวในรั้วบ้าน และยังมีการใช้กระชายในแพทย์พื้นบ้านเพื่อรักษาอาการต่าง ๆ เช่น ปวดกล้ามเนื้อ, เกาต์, ลดไข้, โรคในระบบทางเดินอาหาร, ท้องอืดท้องเฟ้อ และโรคกระเพาะ เป็นต้น นอกจากนี้ใบกระชายยังใช้แก้แพ้อาหารและขับพิษได้ด้วย

นอกจากนี้กระชายยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีก เช่น

1.ฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อจุลชีพ

– มีการศึกษาว่าสามารถยับยั้งเชื้อ Helicobacter pylori ซึ่งเป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะและมะเร็งลำไส้ได้
– ยับยั้งเชื้อที่ทำให้เกิดอาหารเน่าเสียและเชื้อก่อโรคอื่น ๆ ได้ เช่น Listeria monocytogenes, Bacillus cereus และ Staphylococcus aureus
– ยับยั้งการติดเชื้อ Entamoeba histolytica ในผู้ป่วย HIV ซึ่งเชื้อนี้จะทำให้เกิดอาการท้องเสียอย่างฉับพลันและเรื้อรังได้

2.ฤทธิ์ในการต่อต้านโปรโตซัว
– มีรายงานว่ากระชายมีฤทธิ์ยังยั้งโปรโตซัวที่ชื่อ Giardia lamblia ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบที่ลำไส้เล็ก ที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียและขาดสารอาหารได้

3.ยับยั้งการติดเชื้อในช่องปาก
– โดยทำให้แบคทีเรียสร้าง biofilm ที่ก่อให้เกิดการโรคต่าง ๆ เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบไม่ได้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียในช่องปากอีกหลายสายพันธุ์ด้วย
– ยับยั้งการติดเชื้อ Candida albicans ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อโรคในช่องปากได้ที่พบบ่อยในผู้ป่วย HIV

4.ฤทธิ์ในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ
– มีการศึกษาฤทธิ์ของกระชายในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้ผลว่าสารสกัดจากกระชาย สามารถยับยั้งปฏิกิริยาการเกิด peroxidation ซึ่งจะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระตามมาได้

5.รักษาโรคอ้วน
– โรคอ้วนเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของพลังงานและการสลายไขมันซึ่งจะก่อให้เกิดโรคตับ โรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาได้ โดยมีการศึกษาพบว่าสาร Panduratin A ที่มีในกระชายจะช่วยลดไขมันที่สะสมในตับและในที่หมุนเวียนเลือดได้

ที่กล่าวมาข้างตันเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของประโยชน์จากกระชายเท่านั้น ยังมีอีกมากไม่สามารถเขียนมาในนี้ได้หมด แต่หวังว่าข้อมูลสนับสนุนนี้ น่าจะทำให้หลาย ๆ คนหันมาชอบกระชายเพิ่มมากขึ้น

อดอาหารแบบนี้ รับรองว่าดีต่อสุขภาพ

บางคนอาจเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วเกี่ยวกับการอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่ง หรือ Intermittent Fasting (IF) จะส่งผลดีต่อสุขภาพได้ แต่หลายคนก็ยังปฏิเสธแนวคิดนี้โดยคิดว่าการปล่อยให้ท้องหิวมันทรมาน แต่ถ้าคุณได้รู้ถึงประโยชน์ของมัน ลองทำดูด้วยตัวเองสักครั้งแล้วค่อยตัดสินใจก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

IF คืออะไร?

            การอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่ง (IF) คือการที่ไม่กินอะไรเข้าไปเลยบางช่วงเวลา โดยมีหลายช่วงเวลาให้เลือก เช่น 5:2 หรือ 16:8 ไม่มีมาตรฐานตายตัว การอดอาหารแบบนี้มีข้อดีอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

  1. ลดระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากไม่มีการเติมพลังงานจากการกิน ทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานที่เก็บไว้มาใช้
  2. เพิ่มระดับ growth hormone ซึ่งจะช่วยให้สลายไขมันและทำให้มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น
  3. ซ่อมแซมเซลล์ โดยร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมและกำจัดของเสียจากเซลล์
  4.  มีอายุยืนโดยมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุลของสารในร่างกายทำให้เกิดการต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
  5. น้ำหนักลดลง เพราะกระบวนการนี้จะทำให้อาหารเข้าไปในร่างกายน้อยลง แต่ในช่วงเวลาที่กินได้ก็ต้องไม่กินจนมากเกินไปด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ระดับฮอร์โมน norepinephrine เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายสลายไขมันมาใช้มากขึ้นด้วย และมีรายงานว่า IF ทำให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อน้อยกว่า จำกัดแคลอรี่อย่างต่อเนื่องด้วย

ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกประกอบด้วย

  • ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ และจากการศึกษาที่พบว่า IF ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ก็จะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 ลดลง แต่ในบางการศึกษาพบว่าขึ้นอยู่กับเพศ โดยมีการศึกษาในกลุ่มผู้ที่อดอาหารเป็นเวลา 21 วัน พบว่าหลังจากวันที่ 21 การควบคุมระดับน้ำตาลแย่ลงในเพศหญิงแต่ยังคงปกติในเพศชาย
  • เพิ่มการต่อต้านสารอนุมูลอิสระและการอักเสบ สารอนุมูลอิสระสามารถทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และทำให้ร่างกายแก่เร็ว แต่ในหลาย ๆ การศึกษาพบว่า IF กระตุ้นการกำจัดสารอนุมูลอิสระและช่วยให้ต่อสู้กับการอักเสบที่เป็นผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้
  • อาจจะมีประโยชน์ต่อโรคหัวใจ เนื่องจากลดความเสียงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ เช่นความดัน คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และระดับน้ำตาล การศึกษาเหล่านี้ทำในหนูทดลอง ยังไม่มีผลการศึกษาในคนมากพอ แต่ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี
  • ป้องกันมะเร็ง มีการศึกษาในหนูทดลองโดยพบว่าลดปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ยังต้องทำการศึกษาในคนเพิ่มเติม  แต่ก็มีการรายงานว่า IF สามารถลดผลข้างเคียงในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดได้

             การอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่งมีประโยชน์มากมายดังที่กล่าวไปข้างต้น และยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกที่ไม่ได้กล่าวถึงและบางส่วนรอการศึกษาเพิ่มเติม หากใครมีความพร้อมอยากดูแลสุขภาพด้วยวิธีนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ๆ ที่น่าลอง แต่ต้องไม่ลืมว่าควรทำเท่าที่ไหว การทำอะไรเกินตัวย่อมไม่เป็นผลดีแน่นอน

เคพกูสเบอร์รี่ สีสวยดีมีประโยชน์

หลายคนคงเคยเห็นผลไม้ชนิดหนึ่งลูกกลม ๆ มีกลีบเลี้ยงหุ้มผลสีเหลืองไว้อยู่ ขนาดกำลังน่ารักมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.0-1.5 เซนติเมตร พืชชนิดนั้นก็คือ เคพกูสเบอร์รี่ (Cape gooseberry) นั่นเอง แล้วรู้ไหมว่ามันมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับพืชชนิดนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

เคพกูสเบอร์รี่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบประเทศแอฟริกาใต้ ตระกูลเดียวกับพวกพริก มะเขือเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Physalis peruviana Linn. ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาปลูกทดแทนฝิ่นโดยมูลนิธิโครงการหลวง ระยะแรกตั้งชื่อว่า โทงเทงฝรั่ง เนื่องจากมีความคล้ายโทงเทงไทยในหลาย ๆ ด้าน แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นระฆังทองด้วยเหตุผลทางการตลาด ซึ่งผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ฤดูหนาว ระยะเวลาตั้งแต่ติดผลจนเก็บผลสุกได้ใช้เวลา 3 เดือนและสามารถเก็บผลผลิตได้อีกในประมาณเวลาสามเดือน ซึ่งหากใครอยากลองปลูกก็สามารถทำได้ เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายไม่ต้องการการดูแลรักษามาก และยังมีประโยชน์เยอะอีกด้วย

ผลไม้ชนิดนี้เป็นพืชที่ให้พลังงานต่ำ โดยให้พลังงาน 53 kcal/100 กรัม และยังมีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ, วิตามินบี1, วิตามินบี2, วิตามินบี3, วิตามินซี, แคลเซียม, เหล็กและฟอสฟอรัส เป็นต้น รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ด้วย โดยมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน

ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่มีอะไรบ้าง

  • ลดความดัน เนื่องจากอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระพวกโพลีฟีนอล, แคโรทีนอยด์ และโพแทสเซียม ซึ่งสามารถควบคุมความดันและลดคอเลสเตอรอลได้
  • มะเร็งปอด มีการศึกษาว่าโพลีฟีนอลและแคโรทีนอยด์ที่อยู่ในผลไม้ชนิดนี้ช่วยยับยั้งมะเร็งปอดได้ ในทางการแพทย์ของอินเดียยังมีการใช้ผลนี้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วย
  • ปรับปรุงการมองเห็น เนื่องจากมีวิตามินเอในปริมาณค่อนข้างสูง (14% ของปริมาณความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน) จึงทำให้ดีต่อสายตา โดยป้องกันการเกิดต้อกระจก และกล้ามเนื้อตาเสื่อมด้วย
  • สร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก เพคตินในผลนี้จะช่วยให้เกิดการดูดซึม แคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น และยังนำไปใช้รักษาโรคผิวหนังอักเสบด้วย
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เป็นที่ทราบกันมาแล้วว่าวิตามินซีมีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งในเคพกูสเบอร์รี่มีปริมาณถึง 18% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน จึงทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด มีการศึกษาว่าในน้ำผลไม้นี้มีสารที่สำคัญ ที่ช่วยปรับปรุงการทำงานของหัวใจได้

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกเช่น ทำให้ตับแข็งแรง รักษาอาการทางสมอง ลดอาการของโรคเบาหวาน เป็นต้น แต่ในข้อดีหลาย ๆ อย่างนี้ก็มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรรับประทานผลดิบ เนื่องจากมีสารพวกอัลคาลอยด์บางชนิดซึ่งอาจก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้

        นอกจากสีสันสวยงามแล้วยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย โดยสามารถรับประทานได้ในหลายแบบไม่ว่าจะเป็นผลสด ทำเป็นสลัด น้ำผลไม้ หรือเติมในขนมต่าง ๆ ก็ดีไม่น้อย มีข้อดีแบบนี้แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม ออกไปหาซื่อเคพกูสเบอร์รี่กันเถอะ

ฮีโมฟีเลีย…บอบบางแต่ไม่อ่อนแอ

โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคทางพันธุกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ โดยปกติเมื่อเกิดบาดแผล ร่างกายจะมีการกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดเพื่อปิดบาดแผลนั้น ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ ตัวมาร่วมทำงาน แต่ในคนที่เป็นโรคนี้มีปัจจัยบางตัวเกิดความผิดปกติ โดยเกิดจากสารพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ปัจจัยในการแข็งตัวของเลือดที่นิยมเรียกทับศัพท์ว่า แฟคเตอร์ (Factor) ทำงานได้ลดลงหรือไม่สามารถทำงานได้เลยทำให้เลือดไม่เกิดเป็นลิ่มและไหลออกมามากกว่าปกติ

โรคฮีโมฟีเลียมี 3 ชนิด โดยตั้งชื่อจากแฟคเตอร์ตัวที่ร่างกายมีความผิดปกติ คือ

  1. ฮีโมฟีเลีย เอ (Hemophilia A ) เกิดจากการที่ร่างกายมีแฟคเตอร์ 8 (Factor VIII) ลดลงหรือสร้างไม่ได้เลย
  2. ฮีโมฟีเลีย บี (Hemophilia B ) เกิดจากการที่ร่างกายมีแฟคเตอร์ 9 (Factor IX) ลดลงหรือสร้างไม่ได้เลย
  3. ฮีโมฟีเลีย ซี (Hemophilia C ) เกิดจากการที่ร่างกายมีแฟคเตอร์ 11 (Factor XI) ลดลงหรือสร้างไม่ได้เลย

โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย โดยในผู้ชาย 10,000 คนจะพบว่าเป็นโรคนี้ 1 คน ซึ่งในประเทศไทยจะพบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอและบีมากกว่าซีและพบฮีโมฟีเลียเอมากกว่าบี ประมาณ 5 เท่า อาการของโรคนี้ส่วนใหญ่จะตรวจพบตั้งแต่เกิด โดยมีอาการเลือดออกง่ายแต่หยุดได้ยาก ซึ่งหมายถึงทุกส่วนของร่างกายที่มีเส้นเลือดไปเลี้ยงรวมทั้งสมองและอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ด้วย ความรุนแรงของโรคจะต่างกันไปตามระดับแฟคเตอร์ที่ร่างกายสร้างได้ โดยแบ่งได้เป็น รุนแรงมาก (severe) รุนแรงปานกลาง (Moderate) และ รุนแรงน้อย (Mild)

อาการของผู้ป่วยแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร

ในกลุ่มอาการรุนแรงมากจะมีระดับแฟคเตอร์ต่ำกว่า 1% ซึ่งจะพบว่ามีเลือดออกในกล้ามเนื้อหรือในข้อเกิดขึ้นได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอุบัติเหตุใด ๆ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าไม่รักษาจะเกิดอาการปวด และหากเลือดออกในข้อบ่อยโดยไม่ได้รับการรักษา จะทำให้ข้อพิการและมีความลำบากในการใช้ชีวิตได้

กลุ่มอาการรุนแรงปานกลาง มีระดับแฟคเตอร์ 1-5% เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยจะทำให้เลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อได้ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจจะทำให้ข้อพิการได้เช่นเดียวกับกลุ่มแรก

กลุ่มอาการรุนแรงน้อย ระดับแฟคเตอร์ 5-50%  ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ ไม่ค่อยมีเลือดออกในข้อ แต่เมื่อทำหัตถการหรือมีอุบัติเหตุที่รุนแรงจะพบว่ามีเลือดออกมามากได้

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคฮีโมฟีเลียให้หายขาด มีแต่การรักษาที่เหมาะสมคือการให้แฟคเตอร์ตัวที่ขาดไป ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและนอกจากนี้ยังมีการศึกษาระดับยีนเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ว่าเป็นชนิดใดเพื่อคาดการณ์แนวทางการรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดผู้ป่วยที่มีความรุนแรงขึ้นมาอีกด้วย ในคนที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคที่ซับซ้อนแบบนี้ถ้าดูแลตัวเองไม่ดีคุณภาพชิวิตจะแย่ไปเลย แต่คนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีและได้รับการรักษาที่เหมาะสมก็สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติ ซึ่งบางทีถ้าไม่บอกก็อาจจะไม่รู้เลยว่าเป็นโรคนี้

ออกกำลังกายต้องวางแผน เคล็ดไม่ลับการมีสุขภาพแข็งแรงอย่างได้ผล

แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ใช่ว่าการที่คุณลุกขึ้นมาออกกำลังกายทุก ๆ วัน จะช่วยทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงอย่างที่คิดไว้เสมอไป เพราะบางคนก็ออกน้อยไป ส่วนบางคนก็ออกหนักมากเกินไป คือ ขาดความพอดีในการออกกำลังกาย นั่นจึงทำให้สุขภาพไม่ได้แข็งแรงขึ้นจริง ๆ อย่างที่ต้องการ การออกกำลังกายที่ดีที่จะช่วยทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงไปพร้อม ๆ กับการมีรูปร่างที่ดีกระชับดูดีขึ้นนั้น ต้องมีการวางแผนที่ดีด้วย มาดูกันดีกว่าว่าการวางแผนออกกำลังกายควรเริ่มต้นอย่างไร

รู้จักตั้งเป้าหมายก็ต้องรู้จักติดตามผลงาน

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรในชีวิต คนเราล้วนมีความคาดหวัง ไม่ว่าจะกิน เที่ยว ดูหนังฟังเพลง เล่นพนันทุกอย่างเรามีเป้าหมายหรือความคาดหวังในใจกันทั้งนั้น กินเราก็หวังความอร่อย เที่ยวดูหนังฟังเพลงเราก็หวังว่าจะได้รับความบันเทิงทางใจ เล่นพนันเราก็หวังความสนุกตื่นเต้น หรือ การได้รายได้พิเศษ เช่นบางคนเข้าไปพนันกีฬาฟุตบอลกับเว็บไซต์รับพนันที่คนไทยฮิต ๆ อย่าง VWIN ก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะได้ทั้งความสนุกกับเงินก้อนโตกลับมา การตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องดี แต่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการตั้งเป้าหมายก็คือ การติดตามผล หรือ การดู Feedback ที่กลับมาด้วย การตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกายของทุกคน แน่นอนว่าคงไม่พ้นเรื่องสุขภาพและรูปร่างที่ดี แต่หลังจากออกกำลังกายแล้ว คุณเคยติดตามวัดผลหรือไม่ว่า คุณมีพัฒนาการด้านร่างกายและสุขภาพเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เมื่อก่อนอาจเดินแล้วเหนื่อยหอบง่าย พอออกกำลังกายเป็นประจำแล้ว อาการเหนื่อยหอบลดลงไหม หรือบางคนอ้วนน้ำหนักเยอะ พอออกกำลังกายแล้วน้ำหนักและรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน นี่คือ แผนการออกกำลังกายเบื้องต้นที่คุณต้องวางไว้ ตั้งเป้าหมายว่าจะให้เกิดอะไรขึ้น ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ แล้วก็มาติดตามผลดูว่าหลังจากทำไปแล้ว เกิดอะไรขึ้น ถ้าดีขึ้นก็จะมีกำลังใจ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นจะได้ปรับปรุงแผนและวิธีการออกกำลังกายเสียใหม่ได้ทัน

เตรียมตัวและอย่าหักโหม

การออกกำลังกายทุกครั้ง ไม่ว่าออกหนักหรือเบา ก็ควรมีการเตรียมพร้อมร่างกายด้วยการวอร์มอัพทุกครั้ง เพราะนี่คือเคล็ดลับที่จะทำให้การออกกำลังกายเป็นไปตามเป้าหมายอย่างราบรื่นและได้ผลมากขึ้น เพราะการวอร์มอัพช่วยลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกายได้ และที่สำคัญการตั้งเป้าหมายของคุณไม่ควรจะกระชั้นชิดเกินไป เพราะการตั้งเป้าหมายที่กระชั้นชิดด้วยเวลา อาจเป็นการบังคับทางอ้อมให้คุณต้องออกกำลังกายหนักและหักโหม การออกกำลังกายนั้นควรเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราผ่อนคลาย คลายเครียดได้ ไม่ควรนำมาเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายเครียดหนักกว่าเดิม ถ้าคุณไม่หักโหม ออกบ่อย ๆ เรื่อย ๆ ทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยทำให้สุขภาพคุณดีขึ้นอย่างที่หวังไว้แน่นอน

เหล่านี้เป็นหลักคิดในการวางแผนออกกำลังกายที่จะทำให้คุณออกกำลังกายแล้วมีสุขภาพที่ดีอย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างไรก็ดีก่อนเริ่มออกกำลังกายคราวหน้าก็อย่าลืมวางแผนให้ดีก่อนนะ คิดไว้ก่อนเลยว่าคุณต้องการเห็นพัฒนาการของตัวเองอย่างไร และควรใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ออกหนักเบาสลับการอย่างไรดี ที่จะไม่เป็นการทำร้ายตัวเองในระยะยาว แล้วคุณจะได้ทั้งสุขภาพที่ดีขึ้นและรูปร่างที่ดีขึ้นตามต้องการ

อาศัยอยู่ในห้องแอร์ อย่ายอมแพ้ให้โรคภัย

เครื่องปรับอากาศเป็นอีกสิ่งสำคัญในชีวิตยุคปัจจุบัน ยิ่งในเขตที่มีคนอยู่กันหนาแน่น อากาศถ่ายเทไม่สะดวกด้วยแล้ว หากขาดเครื่องปรับอากาศไปอาจทำให้เกิดความหงุดหงิดจนไม่เป็นอันทำงานเลยทีเดียว เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งเมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ซึ่งหลาย ๆ ข้อก็เป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันได้ด้วยตัวเอง

เรามาลองดูกันว่าเมื่อเราอยู่ในห้องปรับอากาศหรือที่เราเรียกกันติดปากสั้น ๆ ว่า “ห้องแอร์” จะส่งผลเสียกับเราได้อย่างไรบ้าง

1. ผิวแห้ง เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องแอร์ เพราะความเย็นทำให้ผิวแห้งและเกิดอาการคันได้ แล้วถ้าหากเกิดคันไม้คันมือไปแกะเกาจนเกิดแผลแล้ว ก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องติดเชื้อตามมาด้วย ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอด ก็ต้องหาวิธีป้องกันโดยสามารถทำได้ง่าย ๆ คือ ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป ทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารเพื่อบำรุงผิวก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยได้

2. โรคระบบทางเดินหายใจ ห้องแอร์ส่วนใหญ่เป็นลักษณะห้องปิด อากาศถ่ายเทไม่ดีแต่ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี และในสภาวะปกติโพรงจมูกของคนเราจะมีเมือกเคลือบอยู่เพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาทางจมูก แต่ในห้องแอร์มีอากาศแห้งจึงไม่มีเมือกป้องกันเซลล์ในโพรงจมูกทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

ยังมีอีกสองโรคต่อไปนี้ด้วย

3. โรคลีจิโอเนลโลสิส (Legionellosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสกุล Legionella spp. ซึ่งสายพันธุ์ก่อโรคส่วนใหญ่คือ L.pneumophila โดยสามารถก่อไห้เกิดอาการซึ่งแบ่งได้เป็นสองโรค คือโรคลีจิโอเนียร์ (Legionnaires) ที่เป็นโรคของกลุ่มอาการปอดบวม และอีกโรคคือ โรคไข้ปอนติแอค (Pontiac fever) โดยอาการจะคล้ายไข้หวัดซึ่งส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง เชื้อก่อโรคนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิ 25-42 องศาเซลเซียส จึงพบได้ทั่วไปในแหล่งที่มีน้ำและความชื้น ระบบเครื่องปรับอากาศก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยพบมากในหอระบายความร้อนของระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ เครื่องทำความชื้น เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น กลุ่มเสี่ยงของการเป็นโรคนี้คือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้สูงอายุ โดยจะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าคนปกติที่ติดเชื้อนี้ด้วย ซึ่งติดด่อได้โดยการหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อนี้เข้าไป  วิธีป้องกันคือ ทำให้หอระบายความร้อนแห้งเมื่อไม่ได้ใช้ ทำความสะอาด เติมน้ำยาฆ่าเชื้อ ตั้งอุณหภูมิระบบทำน้ำร้อนในเครื่องช่วยหายใจให้มากกว่า 50 องศาเซลเซียส

4. โรคติดเชื้อ ห้องที่มีลักษณะอับชื้นแบบห้องแอร์เป็นแหล่งอาศัยที่ดีของแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับเราได้หากร่างกายไม่แข็งแรง ไม่มีภูมิคุ้มกันคอยต้านทานโรค ซึ่งวิธีป้องกันคือดูแลรักษาทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศตามรอบการใช้งาน โดยปกติ 6 เดือน/ครั้ง ซึ่งจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

                ในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว ปัจจัยจากภายนอกบางทีก็เป็นสิ่งควบคุมได้ยาก ทางที่ดีคือทำร่างกายของเราให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อยู่เสมอก็จะช่วยให้ลดความรุนแรงของโรคที่จะเกิดขึ้นได้

โลกร้อน เราต้องไม่ร้อนตามโลกด้วยผลไม้ดับร้อน

เข้าหน้าร้อนแบบนี้ ประเทศไทยก็จะร้อนไปถึงร้อนมาก แม้จะอยู่ในห้องที่มีเครื่องทำความเย็น แต่พอมองไปข้างนอกเห็นไอแดดก็อดรู้สึกร้อนไม่ได้ วันนี้เรามีส่วนหนึ่งของผักและผลไม้ซึ่งเป็นตัวเลือกในการดับร้อนมานำเสนอ

ผลไม้ที่ช่วยไล่ความร้อนได้ดีส่วนใหญ่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น แต่ก็มีบางชนิดที่มีฤทธิ์เป็นกลางแต่สามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ ซึ่งหลักการนี้ก็มีใช้กันมานานแล้วทั้งในแพทย์แผนไทย แผนจีนและอายุรเวทของอินเดีย เนื่องจากศาสตร์เหล่านี้มีหลักการว่าร่างกายประกอบไปด้วยธาตุต่าง ๆ เมื่อร่างกายเกิดความผิดปกติแสดงว่ามีการเสียสมดุลของธาตุใด ๆ ไป จึงต้องนำส่วนที่ขาดนั้นมาเติม ซึ่งความร้อนในร่างกายที่มีอยู่มากเกินไปก็จะทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว เมื่อรับประทานสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปเพื่อปรับสมดุลแล้ว ก็จะช่วยให้อุณหภูมิร่างกายกลับมาสู่ภาวะปกติได้

ผักและผลไม้ชนิดไหนบ้างที่มีฤทธิ์ดับร้อนได้ไปดูกันเลย

1.แตงโม ด้วยความที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่มาก การรับประทานแตงโมในเวลาร้อนจึงช่วยดับกระหายได้ดี ซึ่งแตงโมมีความสามารถในการไล่ความร้อนที่อาจก่อให้เกิดโรค โดยการช่วยให้ขับปัสสาวะได้ดียิ่งขึ้น การรับประทานแตงโมเป็นประจำทำให้ลดภาวะความดันสูง และลดบวมได้อีกด้วย

2.ฟักทอง นอกจากจะเป็นผลไม้ฤทธิ์เย็นที่ช่วยลดความร้อนได้แล้ว ฟักทองยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีก เช่น ลดการอักเสบ ยับยั้งแบคทีเรียและปรสิต ยับยั้งการเป็นเบาหวานและอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่าง ๆ ด้วย

3.แตงกวา เป็นพืชในตระกูลเดียวกับแตงโม จึงมีคุณสมบัติไล่ความร้อนได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้ในแตงกวายังมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และยังสามารถยับยั้งการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็งได้อีกด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีผลไม้อื่น ๆ อีก เช่น

4.กล้วย เป็นผลไม้ฤทธิ์เย็นที่พบได้ทั่วไปในบ้านเราและเป็นที่ทราบกันดีว่ากล้วยอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานชั้นดี โดยพบว่ามีประโยชน์มากมายอย่างเช่น ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันการเกิดเส้นเลือดสมองตีบและช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น

5.ส้ม และพืชตระกูลส้ม เช่น มะนาว เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นและมีความสามารถในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระอยู่อีกมากด้วย

6.สับปะรด ถึงแม้จะมีฤทธิ์เป็นกลางแต่สับปะรดก็มีประสิทธิภาพในการไล่ความร้อนได้ โดยกระตุ้นให้เกิดการสร้างของเหลวในร่างกาย ช่วยให้ระบายและขับปัสสาวะได้ดีขึ้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของผักและผลไม้ที่สามารถหาได้ง่ายในบ้านเรา หวังว่าคราวหน้าถ้าคุณรู้สึกอยากคลายร้อน หกข้อข้างบนนี้จะเป็นตัวช่วยคุณได้

มะม่วงผลไม้ที่มีดีมากกว่าความอร่อย

มะม่วงเป็นผลไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ ตามปกติเราก็จะกินแต่เนื้อมะม่วง และทิ้งส่วนอื่น ๆ แต่ใครจะรู้บ้างว่าส่วนต่างของมะม่วงมีการใช้เป็นยารักษาโรคมาตั้งแต่โบราณเรื่อยมาจนปัจจุบัน

มะม่วงมีประโยชน์อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

1.ต่อต้านเซลล์มะเร็ง

มีการศึกษาสารสกัดจากมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ พบว่าสารสกัดที่ได้จากเปลือกและเม็ดของมะม่วงมีความสามารถในการยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง นอกจากนี้น้ำมะม่วงและสารสกัดที่ได้จากน้ำมะม่วงก็ให้ผลแบบเดียวกันด้วย

2.ลดระดับน้ำตาลในเลือด

มีการทดลองในหนูที่เป็นเบาหวานให้รับประทานสารสกัดจากใบมะม่วง โดยได้รับปริมาณสารสกัดในระดับต่าง ๆ กัน พบว่ามีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งสอดคล้องกันในหลาย ๆ การศึกษา

3.ต้านการอักเสบ

มีรายงานว่าสารแมงจิเฟอรินซึ่งมีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของมะม่วงรวมทั้งเปลือกของต้นมะม่วงด้วย มีผลยับยั้งกระบวนการอักเสบของเซลล์ในหลอดทดลองได้

4.ลดการทำลายของไต

มีผลการศึกษาถึงผลของสารสกัดจากมะม่วงในหนูทดลองพบว่าทำให้ไตทำงานได้ดีขึ้นและยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

5.ลดระดับไขมันในเลือด

มีการศึกษาโดยใช้สารสกัดจากใบมะม่วงในหนูทดลองพบว่า สามารถลดระดับ โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันตัวไม่ดี (LDL) แต่ทำให้ระดับไขมันที่ดี (HDL) เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้สารสกัดจากมะม่วงยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีก เช่น

6.ลดการเกิดโรคกระเพาะ

โดยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะจากการรับประทานยาแอสไพริน รับประทานยาที่ได้จากสารสกัดจากใบมะม่วง พบว่าลดอาการของโรคกระเพาะได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่น ๆ มาสนับสนุนว่า สารแมงจิเฟอรินในมะม่วงมีผลลดการหลั่งของกรดในกระเพาะและต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

7.ต่อต้านแบคทีเรีย

มีการรายงานถึงผลของสารสกัดจากใบและลำต้นของมะม่วง ว่าสามารถยับยั้งเชื้อได้หลายชนิด เช่น Staphylococcus aureus, Streptococcus pyogenes, Streptococcus pneumoniae, Pseudomonas aeruginosa, Candida albicans และ Enterococcus faecalis ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยในสิ่งแวดล้อม

8.ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

มีการทดลองถึงผลของสารแมงจิเฟอรินในหนูที่เหนี่ยวนำให้เกิดโรคหัวใจพบว่าสารแมงจิเฟอรินทำให้พยาธิสภาพหัวใจของหนูใกล้เคียงกับหนูปกติ

9.ป้องกันการเกิดกระดูกพรุน

มีรายงานว่ามะม่วงทำให้มวลกระดูกหนาแน่นขึ้นและยังทำให้โครงสร้างของกระดูกแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

10.ยับยั้งอาการท้องเสีย

มีผลการศึกษาว่าสารสกัดจากเมล็ดของมะม่วงสามารถยับยั้งอาการท้องเสียได้

มะม่วงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพืชที่ใช้ประโยชน์ในการรักษามาอย่างยาวนาน จะเห็นว่าไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงเนื้อมะม่วงเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ เช่น เปลือก เม็ด ใบ หรือแม้แต่เปลือกของต้นมะม่วงก็ยังมีสารที่สำคัญ ซึ่งใช้ในการรักษาอาการป่วยได้  มีพืชอีกหลายชนิดที่มีการใช้ประโยชน์มาแต่โบราณ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทั้งในหลอดทดลองและในคน ซึ่งเชื่อว่าถ้ามีการพัฒนาตำรับให้สะดวกต่อการใช้งาน ต้องมีอีกหลายคนเทใจมาให้พืชบ้าน ๆ แบบนี้แน่นอน