All posts by Guy Lawrence

น้ำมันมะพร้าว ไขมันอิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ

น้ำมันมะพร้าวขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำมัน อาจทำให้บางคนกังวลเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพ ยิ่งพอได้รู้ว่ามีไขมันอิ่มตัวมากด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ตามมา แต่ทำไมน้ำมันมะพร้าวยังเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนรักสุขภาพกันนะ เราลองมาดูถึงรายละเอียดของน้ำมันมะพร้าวกันดีกว่าว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง

มาทำความรู้จักน้ำมันมะพร้าวให้มากขึ้นอีกนิดกันเถอะ

น้ำมันมะพร้าวคือน้ำมันที่สกัดได้จากเนื้อมะพร้าว ประกอบไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ (90%) กรดไขมันหลักที่พบ คือ กรดลอริก (lauric) 46%, กรดไมริสติก (myristic) 17% และกรดปาล์มมิติก (palmitic) 9% กรดไขมันลอริกที่มีอยู่เป็นส่วนใหญ่สามารถดูดซึมที่ลำไส้โดยตรงและส่งไปที่ตับเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงาน โดยไม่ต้องไปเก็บที่เนื้อเยื่อซึ่งมีหน้าที่สะสมไขมันอยู่ที่ใต้ผิวหนัง หลอดเลือด หรืออวัยวะอื่น ๆ เช่น หัวใจ ตับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคอเลสเตอรอลในปริมาณที่น้อยมาก ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึงไม่ถูกจัดว่าเป็นน้ำมันที่มีผลทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดแดงผิดปกติ

น้ำมันมะพร้าวที่ขายทั่วไปมีทั้งแบบสกัดร้อนและสกัดเย็น การสกัดร้อนจะมีการใช้ความร้อน ผลผลิตจะได้เป็นน้ำมันที่เหมาะแก่การทำอาหารแทนน้ำมันพืชต่าง ๆ ส่วนการสกัดเย็นก็เป็นกรรมวิธีที่ไม่ใช้ความร้อนน้ำมันที่ได้สามารนำไปรับประทานและใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น บำรุงเส้นผม บำรุงผิว เป็นต้น

น้ำมันมะพร้าวมีผลอย่างไรต่อร่างกายมนุษย์บ้าง

ภาวะเครียดจากการเกิดออกซิเดชัน (Oxidative stress)

คือความไม่สมดุลระหว่างสารอนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารฟลาโวนอยด์และสารโพลีฟีนอลอื่น ๆ ที่จะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ มีการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่สองเปรียบเทียบกับคนปกติ แต่ผลที่ได้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เนื่องผู้ที่เป็นเบาหวานในกลุ่มที่ศึกษามีอายุเยอะ และมีการเปลี่ยนแปลงสารชีวเคมีในร่างกาย จึงมีสารต้านอนุมูลอิสระลดลงได้

ผู้ป่วยโรคอ้วน (Obesity)

มีการศึกษาในผู้ที่หญิงมีภาวะอ้วน 40 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม ทานน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันถั่วเหลืองเปรียบเทียบกัน เป็นเวลา 3 เดือน ได้ผลว่าในผู้ที่ทานน้ำมันมะพร้าวจะมีไขมัน HDL สูงและ LDL ต่ำกว่ากลุ่มที่ทานน้ำมันถั่วเหลือง นอกจากนี้กลุ่มที่ทานน้ำมันมะพร้าวยังมีรอบเอวลดลงกว่าอีกกลุ่มด้วย

ผู้ป่วยมะเร็ง (Cancer)

มีการใช้น้ำมันมะพร้าวในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 3-4 ซึ่งต้องรักษาโดยการใช้เคมีบำบัด 6 รอบ โดยให้ทาน 1 สัปดาห์ หลังจากได้รับเคมีบำบัดทุกรอบตั้งแต่รอบที่ 3-6 วันละ 20 มิลลิลิตร หลังจากนั้นเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทานโดยการตอบแบบสำรวจ พบว่ากลุ่มที่ได้ทานน้ำมันมะพร้าวมี อาการอ่อนเพลีย นอนหลับยาก หายใจลำบาก ลดลง แต่การทดลองนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้คำถามในการสำรวจ จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติม

งานวิจัยข้างต้นต่างกล่าวถึงประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในหลาย ๆ เรื่องจึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อใช้ยืนยันข้อมูลเหล่านี้ และแม้ว่าจะเป็นอะไรที่มีประโยชน์การได้รับมากไปย่อมไม่เป็นผลดี ในขณะที่การได้รับน้อยไปก็ส่งผลเสียเช่นกัน ดังนั้นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ลดอาหารที่เป็นโทษ น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด

 

ไข้หวัด โรคยอดนิยมของคนภูมิต่ำ

สภาพอากาศปัจจุบันมีความแปรปรวนมากขึ้น บางทีกลางวันร้อนแดดจ้า พอตกบ่ายฝนตกแบบไม่มีเว้นช่วง หรือบางวันก็มีทั้งร้อน ฝนและหนาวในวันเดียวกัน การดูแลรักษาสุขภาพ ร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้

รู้ไว้ห่างไกล…ไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไรโนไวรัส (Rhinovirus) และโคโรน่าไวรัส (Coronavirus) เป็นส่วนใหญ่ และมีบางส่วนที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยสายพันธุ์ไวรัสที่ก่อโรคหวัดมีอยู่มากมาย ซึ่งเมื่อเป็นแล้วก็จะมีภูมิต้านทานต่อสายพันธุ์นั้น ๆ และเมื่อเป็นหวัดครั้งต่อไปก็มักจะเกิดจากสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยเป็นมาก่อน เราจึงพบว่าเป็นหวัดกันได้บ่อย ๆ ในคนที่ภูมิต้านทานต่ำ

 อาการ ไข้หวัดธรรมดาส่วนมากจะมีอาการไม่รุนแรง มักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ หลัก ๆ จะเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล มีไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีเลย อาจมีอาการไอ เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารร่วมด้วย

การติดต่อ เชื้อไวรัสหวัดสามารถติดต่อกันได้ง่ายโดยการหายใจและสัมผัสสารคัดหลั่งที่ติดอยู่ตามของใช้ต่าง ๆ แล้วนำมือที่เปื้อนเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการขยี้ตา แคะจมูก เอานิ้วเข้าปาก ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย หากไม่ป้องกันเวลาพูด ไอ หรือจามก็เป็นทางหนึ่งในการติดต่อได้

การรักษา ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยรักษาตามอาการ เช่น ทานยาลดไข้เมื่อมีไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ กินอาหารที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย แต่หากมีอาการปวดหู ปวดหัว เจ็บคอมาก ๆ น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเขียวปนเหลือง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนได้ทันท่วงที

การป้องกัน กินอาหารเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน เช่น โปรตีน วิตามินซี สังกะสี เป็นต้น ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย หากเลี่ยงไม่ได้ก็หาวิธีป้องกัน เช่น ใส่หน้ากากอนามัยเวลาต้องเข้าใกล้ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อนส้อม ล้างมือให้สะอาดก่อนนำอาหารเข้าปาก รักษาร่างกายให้อบอุ่น ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ป่วยโรคหวัด ควรตระหนักว่าตนเองมีเชื้อที่พร้อมส่งต่ออยู่ตลอดเวลา จึงเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่จะดูแล ป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังผู้อื่นได้ หากต้องไปในที่สาธารณะควรใส่หน้ากากอนามัย เมื่อไอหรือจาม ควรปิดปาก เสมอและยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก เช่น วัยอนุบาล ซึ่งเด็กไม่สามารถตัดสินใจได้ ผู้ปกครองควรดูแลไม่ให้บุตรหลานที่มีอาการไปโรงเรียน เพราะจะยิ่งทำให้เชื้อแพร่กระจายไปในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

โรคไข้หวัดถึงแม้จะมีอาการไม่รุนแรงแต่ก็รบกวนชีวิตประจำวันของเราได้ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนที่เดินสวนกันไปมาในแต่ละวันนี้มีใครมีเชื้อหวัดที่พร้อมจะแพร่อยู่บ้าง ทางที่ดีที่สุดคือการดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคที่จะเข้ามาอยู่ตลอดเวลาจะเป็นการดีที่สุด

 

ผลไม้มหัศจรรย์ (Miracle) หวานซ่อนเปรี้ยว

เวลาที่เจอผลไม้ที่ควรจะหวานแต่กลับเปรี้ยวจนแทบกินไม่ได้ คุณเคยคิดไหมว่ามีวิธีไหนที่จะเปลี่ยนรสชาติของผลไม้ให้หวานขึ้นแบบรวดเร็วโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล ถ้าคิดไม่ออกตอนนี้ยังไม่เป็นไร แต่หลังจากได้อ่านบทความนี้คุณน่าจะได้อีกหนึ่งวิธีดี ๆ เพิ่มขึ้นมา

มาทำความรู้จักกับผลไม้มหัศจรรย์นี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

ผลไม้มหัศจรรย์ หรือ Miracle fruit มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Synsepalum dulcificum เป็นผลไม้พื้นเมืองของประเทศทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ผลสุกจะมีรูปร่างกลมรีคล้ายไข่ สีแดงสด ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการเปลี่ยนรสเปรี้ยวให้กลายเป็นหวาน โดยเกิดจากสารไกลโคโปรตีนที่ชื่อว่า มิราคูลิน (Miraculin)

     กลไกการทำงานของสารมิราคูลิน

ตุ่มรับรสหวานที่ลิ้นประกอบด้วยตัวรับ 2 ตัวคือ T1R2 และ T1R3 โดย T1R2 จะจับกับโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก ส่วนโมเลกุลใหญ่ จะจับกับ T1R3 ตัวรับทั้งสองตัวนี้จะตอบสนองต่อน้ำตาลชนิดต่าง ๆ สารให้ความหวานและโปรตีนโมเลกุลเล็ก ๆ เมื่อสารต่าง ๆ เหล่านี้จับกับตัวรับแล้วจะไปกระตุ้น g-protein coupled receptor ซึ่งส่งผลให้เกิดการรับรู้รสหวานขึ้น กลไกการทำงานของสารมิราคูลินที่แท้จริงยังไม่มีคำตอบชัดเจนต้องทำการศึกษาต่อไป แต่จากความรู้เกี่ยวกับการรับรู้รสหวานข้างต้น และความรู้ที่ว่าสารมิราคูลินจะทำงานในสภาวะที่เป็นกรด ทำให้สันนิษฐานได้ว่า พอรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวเข้าไปทำให้เกิดภาวะที่เป็นกรด มิราคูลินจะถูกกระตุ้นโดยเปลี่ยนโครงสร้างไปจับกับตัวรับทำให้เกิดการรับรู้รสหวานขึ้น (ในภาวะเป็นกลางจะไม่เกิดการกระตุ้นนี้) โดยเมื่อมีความเป็นกรดมากขึ้นตัวรับรสหวานก็จะยิ่งถูกกระตุ้นมากขึ้นด้วย หลังจากกินผลไม้มหัศจรรย์นี้เข้าไปจะมีรสหวานอยู่ได้นานกว่า 1ชั่วโมง

ประโยชน์ทางการแพทย์ของผลไม้ชนิดนี้

เบาหวาน นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองโดยให้กลุ่มของหนูที่ได้รับอาหารที่มีระดับน้ำตาลฟรักโทสสูง กินผลมหัศจรรย์ ซึ่งได้แสดงผลออกมาว่า ผลมหัศจรรย์สามารถป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลินได้

เคมีบำบัด กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่รับการรักษาโดยใช้เคมีบำบัดจะมีผลค้างเคียงอย่างหนึ่ง คือการรับรู้รสชาติจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลต่อความอยากอาหารและพลังงานที่จะได้รับด้วย การศึกษาครั้งนี้แบ่งผู้ป่วยเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้ทานผลมหัศจรรย์ ส่วนอีกกลุ่มได้รับยาหลอก (placebo) เป็นเวลาสองสัปดาห์ หลังจากนั้นได้มีการสอบถามถึงความพึงพอใจต่อรสชาติของอาหารที่ทานในเวลาที่ทำการทดลอง ได้ผลว่ากลุ่มที่ทานผลมหัศจรรย์มีการรับรู้รสชาติอาหารที่ดีขึ้น

ลดน้ำหนัก มีงานวิจัยออกมาว่าผลมหัศจรรย์สามารถกระตุ้นความหวานในของหวานประเภทน้ำตาลต่ำได้ ทำให้ยังได้รับรสชาติหวานเหมือนเดิม แต่ลดปริมาณพลังงานที่ทานเข้าไปได้

ความปลอดภัย ถึงแม้ว่าการทานผลมหัศจรรย์ในรูปแบบอาหารจะถือว่ามีความปลอดภัย แต่ในการใช้ระยะยาวเพื่อเป็นอาหารเสริม ยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจน

นอกจากประโยชน์ข้างต้นแล้ว ผลมหัศจรรย์ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงอีกด้วย แต่เนื่องจากผลต่อสุขภาพยังมีการศึกษาจำนวนจำกัด ในการรับประทานเป็นประจำจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ แม่ที่ต้องให้นมลูก หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพราะยังไม่มีใครทราบถึงผลของการทานผลไม้ชนิดนี้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นหากอยากลองทดสอบคุณสมบัติหวานซ่อนเปรี้ยวของผลไม้ชนิดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกไม่ใช่น้อย

 

ไข้มาลาเรีย ภัยร้าย…ของคนเดินป่า

ไข้มาลาเรียเป็นโรคติดต่อผ่านแมลงชนิดหนึ่ง โดยมียุงก้นปล่องเป็นพาหะ ซึ่งโปรโตซัวที่อยู่ในสกุลพลาสโมเดียมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ สายพันธุ์ที่ก่อโรคที่สำคัญในคนมี 5 สายพันธุ์ ได้แก่ Plasmodium falciparum, P. vivax, P. malariae, P. ovale และ P. knowlesi สาเหตุหลักของการติดต่อคือถูกยุงก้นปล่องที่มีเชื้อนี้กัด นอกจากนี้ยังพบได้จากการเปลี่ยนถ่ายเลือด หรือลูกที่ได้รับเลือดจากแม่ที่ติดเชื้อผ่านทางรกอีกด้วย โดยไข้มาลาเรีย ยังถูกเรียกในชื่ออื่น ๆ อีก เช่น ไข้จับสั่น ไข้ป่า ไข้ดง ไข้ร้อนเย็น ไข้ดอกสัก ไข้ป้าง เป็นต้น

กลับจากเดินป่า ชายแดน หากมีไข้ อย่าลืมนึกถึงโรคนี้

โรคมาลาเรียเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่พบในประเทศเขตร้อน และกึ่งเขตร้อนซึ่งมีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการแพร่พันธุ์ของยุงก้นปล่อง โดยในประเทศไทยจะพบมากบริเวณที่เป็นป่า เขา แหล่งน้ำสะอาดตามธรรมชาติ เช่น ลำธาร น้ำตก เป็นต้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดน ที่การบริการทางด้านสาธารณสุขยังไม่ดีพอ

อาการของโรค หลังจากถูกยุงพาหะ(ยุงเพศเมียซึ่งมีเชื้อก่อโรคอยู่ในตัว) กัดจะมีระยะฟักตัวประมาณ 10-14 วัน เริ่มแรกจะมีไข้ไม่เป็นเวลา โดยจะมีอาการไข้ต่ำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้ออาจมีอาการคลื่นไส้และเบื่ออาหารร่วมด้วย ต่อมาเมื่อเชื้อเข้าสู่เม็ดเลือดแดงและทำให้เม็ดเลือดแดงแตกแล้วจะทำให้มีไข้สูง หนาวสั่น เหงื่อออก ในช่วงเวลาเดิม ๆ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์เพราะหากปล่อยไว้อาจมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น ภาวะมาลาเรียขึ้นสมอง โลหิตจาง ไตวาย ซึ่งอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

 การป้องกัน โรคมาลาเรียไม่มีวัคซีนและในประเทศไทยพบว่ามีภาวะดื้อยาของเชื้อมาลาเรีย จึงไม่แนะนำให้รับประทานยาเพื่อป้องกัน ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ยุงกัดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เมื่อต้องเข้าไปในพื้นที่ ๆ มีความเสี่ยงของโรคนี้ ซึ่งทำได้โดย สวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้มิดชิด นอนในมุ้งที่ชุบสารเคมีที่มีฤทธิ์ไล่ยุงและแมลง ใช้ยาทาหรือยาจุดกันยุง เป็นต้น

  อัตราการเกิด โรคที่น้อยลง นำไปสู่ความหวังในการกำจัดโรค

ในปัจจุบันประเทศไทยมียุทธศาสตร์กำจัดโรคมาลาเรีย พ.ศ.2560-2569 เนื่องจากปัญหาเชื้อมาลาเรียดื้อยายังคงมีอยู่ประเทศไทย มีอัตราอุบัติการณ์ต่อโรคในประชากรน้อยกว่า 1/1000 คน และประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนต่างให้ความร่วมมือในการกำจัดโรคนี้ นอกจากนี้ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีอยู่ จึงมีความคาดหวังว่าจะกำจัดโรคนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ตั้งไว้ได้

ไข้มาลาเรียถึงแม้จะมีอัตราการเกิดโรคน้อยลงแต่ก็ยังคงสามารถเกิดได้อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังพบภาวะดื้อยาและบางครั้งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว การป้องกันตัวเองเมื่อเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ และหากพบความผิดปกติใด ๆ อย่าลืมรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

อาหารปิ้ง ย่าง ความอร่อยที่มาพร้อมกับโทษที่เกินราคา

อาหารปิ้ง ย่าง เป็นเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะเมื่อใช้เตาถ่านด้วยแล้ว จะมีกลิ่นหอมของควันที่อบอวลเกาะอยู่ที่ชิ้นอาหารซึ่งเพิ่มอรรถรสได้เป็นอย่างดี แต่โลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็โหดร้าย ความอร่อยที่เราชื่นชอบกลับแถมมาด้วยสารอันตราย โดยมีคำเตือนจากกรมอนามัยว่า ผู้ที่รับประทานอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง หรือรมควันไหม้เกรียมเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการได้รับสารประเภทเดียวกับที่พบในควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ เตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม และควันบุหรี่ ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

     สารก่อมะเร็งที่พบในอาหารปิ้ง ย่าง มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

  1. สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) พบในปลาหมึก ปลาทะเลย่าง และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปซึ่งมักจะใส่สารไนเตรทเพื่อใช้เป็นสารกันบูด เช่น แหนม ไส้กรอก เบคอน แฮม ซึ่งสารนี้มีงานวิจัยว่าก่อให้เกิดมะเร็งตับและมะเร็งหลอดอาหาร
  2. สารไพโรลัยเซต (Pyrolysates) เป็นสารที่เกิดจากการที่กรดอะมิโน (หน่วยย่อยของโปรตีน) ถูกทำลายโดยความร้อนสูงจนกลายเป็นสารใหม่ที่โมเลกุลมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยจะพบมากในบริเวณส่วนของ อาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม โดยเป็นสารที่สามารถก่อมะเร็งตับได้
  3. สารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน หรือสารกลุ่มพีเอเอช (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon;PAHs) เป็นสารที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์หรือการสลายสารอินทรีย์โดยความร้อน สารนี้จะพบในส่วนของเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง ที่ไหม้เกรียม โดยเฉพาะส่วนที่มีไขมันเปลวติดอยู่ด้วย เพราะในขณะปิ้ง ย่าง ไขมันจะหยดลงไปบนถ่านทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ จึงเกิดสารกลุ่มพีเอเอช ลอยขึ้นมาเกาะที่อาหารพร้อมเขม่าควัน การได้รับสารนี้ปริมาณมากอาจส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต และสารกลุ่มพีเอเอชนี้สามารถก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหารได้อีกด้วย

มีวิธีที่จะลดความเสี่ยงจากการรับสารพิษนี้มั้ย?

          ทางกรมอนามัยได้ให้คำแนะนำไว้ว่า

  • เลือกใช้เนื้อไม่ติดมันหรือตัดส่วนที่เป็นมันออก เพื่อลดปริมาณไขมันที่จะหยดลงบนถ่าน
  • ห่ออาหารด้วยฟอยล์หรือใบตองในขณะปิ้ง ย่าง เพื่อลดโอกาสที่ไขมันหยดลงบนเตาถ่านเช่นกัน
  • ตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออก ก่อนรับประทานเพื่อลดปริมาณโอกาสที่สารพิษจะเข้าสู่ร่างกาย
  • ทานเนื้อสัตว์แปรรูปให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีสันสวยเกินปกติ เพราะส่วนใหญ่เนื้อสัตว์แปรรูปจะใส่สารกันบูด ซึ่งอาจมีไนโตรซามีนได้
  • ใช้เตาไฟฟ้าแทนเตาถ่าน เพื่อลดโอกาสที่ไขมันจะหยดลงบนถ่านที่จะทำให้เกิดการเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์

เป้าหมายของการกินอาหารคือเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง แต่ถ้าอาหารที่กินเข้าไปมาพร้อมกับโทษที่อาจก่อให้เกิดผลเสียอย่างมากกับเรา จะดีกว่าไหมถ้าเราจะเลือกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากินสิ่งที่ไม่ได้อร่อยเท่าเดิมแต่เพิ่มเติมด้วยสุขภาพที่ดี

 

เลือกน้ำมันหอมระเหย อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

อโรมาเธอราพี (Aromatherapy) แปลเป็นไทยได้ว่า การบำบัดโดยใช้กลิ่นหอม ซึ่งใช้รักษาอาการบางอย่าง เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคผิวหนัง ความเครียด เป็นต้น น้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากพืชแต่ละชนิดจะมีกลิ่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป โดยพบว่ามีการใช้กลิ่นหอมเพื่อบำบัดรักษาในยุโรปมานานมากกว่าร้อยปี ส่วนในแถบตะวันออกกลางมีมานานกว่าพันปีแล้ว

ในปัจจุบันมีการใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อลดความเครียด ปรับสมดุลของจิตใจและอารมณ์กันมากขึ้น ซึ่งมีทั้งการใช้สูดดมอย่างเดียวและใช้น้ำมันพร้อมกับการนวดเพื่อผ่อนคลาย ในน้ำมันหอมระเหยจะมีโมเลกุลเล็ก ๆ อยู่มากมายที่มีผลต่อการบำบัดรักษา ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายคือ เมื่อเราได้กลิ่นหอมผ่านทางระบบประสาทรับกลิ่นที่อยู่เหนือโพรงจมูก โมเลกุลของกลิ่นหอมเหล่านี้จะถูกส่งไปยังสมองระบบลิมบิค (limbic system) ที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ พฤติกรรม และความทรงจำ นอกจากนี้โมเลกุลเหล่านี้จะเข้าสู่กระแสเลือดโดยผ่านทางเนื้อเยื่อของปอด จึงร่วมกันส่งผลต่อสมองส่วนต่าง ๆ เกิดการปรับสมดุลสภาพของอารมณ์และจิตใจ ทำให้ผ่อนคลาย ลดความเครียดลงได้

น้ำมันหอมระเหยกลิ่นไหน มีดียังไงบ้าง?         

  1. มะลิ (Jasmine)คลายความเครียด เหนื่อยล้า แก้ปัญหาทางเดินหายใจ ไข้หวัด ปวดหัว นอนไม่หลับ
  2. กุหลาบ (Rose) เพิ่มความรู้สึกอบอุ่น คลายความเครียด แก้ปัญหาอารมณ์แปรปรวนก่อนมีประจำเดือน นอนไม่หลับ
  3. ตะไคร้ (Lemongrass) ลดความท้อแท้ คลายความเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  4. ส้ม (Orange) คลายความเครียด อ่อนเพลีย แก้ปัญหานอนไม่หลับ แก้ปวดเมื่อย
  5. ตะไคร้หอม (Citronella) บรรเทาอาการหวัด ไมเกรน ลดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า
  6. โรสแมรี่ (Rosemary) บรรเทาอาการหวัด ปวดหัว หลอดลมอักเสบ ไมเกรน นอนไม่หลับ
  7. จำปี (Champaca white) ช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย
  8. เจอราเนียม (Geranium) ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แก้ปัญหานอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง
  9. ลาเวนเดอร์ (Lavender) ลดความเครียด บรรเทาอาการหวัด นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง
  10. โหระพา ( Sweet basil) กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดอาการวิตกกังวล แก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ แก้ไอ
  11. คาโมมายล์ (Chamomile Blue) ลดความเครียด วิตกกังวล ทำให้ผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวดหัว คลื่นไส้
  12. มะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ลดความเหนื่อยล้า ซึมเศร้า ทำให้ผ่อนคลาย แก้ปัญหา นอนไม่หลับ
  13. มะนาวเขียว (Lime) ลดความเหนื่อยล้า เครียด วิตกกังวล ทำให้รู้สึกสดชื่น มีสมาธิ แก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ
  14. พริกไทยดำ (Black pepper) ลดความเหนื่อยล้า เครียด กลัว แก้ปัญหาทางเดินหายใจ คลื่นไส้ ไม่เจริญอาหาร
  15. สะระแหน่ (Pepper mint) ลดความรู้สึก เหนื่อยล้า วิตกกังวล ทำให้รู้สึกสดชื่น มั่นใจ บรรเทาอาการปวดหัว คลื่นไส้

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยมีมากมายหลากหลาย เวลาที่เราจะซื้อนอกจากเลือกกลิ่นที่ชอบแล้ว ควรคำนึงถึงสรรพคุณและข้อควรระวังของกลิ่นนั้น ๆ ด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะการใช้น้ำมันบางชนิดมีข้อควรระวัง เช่น ห้ามใช้ในผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีผิวไวต่อแสง ผู้ที่มีภาวะความดันสูง เป็นต้น จึงควรถามรายละเอียดก่อนใช้สักนิด เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียตามมาทีหลัง

 

อยากสายตาดี…นี่ต้องกินอะไรเหรอ ?

การที่เราเกิดมามีอวัยวะครบสมบูรณ์นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากเลยทีเดียว ดวงตาที่มองเห็นได้เป็นปกติก็เป็นส่วนหนึ่งของความโชคดีนี้ เราจึงควรดูแลรักษาดวงตาให้มีสุขภาพดีอยู่ตลอด การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็เป็นทางหนึ่งในการบำรุงสายตาให้สดใสเสมอ

สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยขน์ต่อดวงตามีอยู่มากมาย เช่น

  • ลูทีน (lutein) และ ซีแซนทีน (zeaxanthin) เป็นวิตามินกลุ่มแคโรทีนอยด์ เป็นเม็ดสีที่พบในจอประสาทตา ซึ่งมีหน้าที่ในการกรองแสงและป้องกันดวงตาจากรังสีที่มีพลังงานสูง เช่น รังสียูวี โดยจะพบสารสองตัวนี้ในอาหารบำรุงสายตาพวก บร็อคโคลี่ ปวยเล้ง คะน้า ข้าวโพด กีวี องุ่น ไข่แดง ผักและผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง และแดง เช่น ฟักข้าว แครอท ส้ม พริกหวาน
  • วิตามินเอ (vitamins A) ในธรรมชาติพบเฉพาะในสัตว์ ส่วนในพืชจะมีสารที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ เรียกว่าโปรวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารพวกแคโรทีนอยด์ได้แก่ เบตา-แคโรทีน แอลฟา-แคโรทีน และเบตา-คริพโทแซนทิน วิตามิน เอ พบได้ในน้ำนม เนย เนยแข็ง ตับ น้ำมันตับปลา มีส่วนสำคัญในการป้องกันกระจกตา นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนประกอบของโปรตีนโรดอปซินที่ช่วยในการมองเห็นในสภาวะแสงน้อยด้วย
  • เบตา-แคโรทีน (betacarotene) เป็นสารสีที่ให้สีเหลือง ส้ม อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์เช่นเดียวกับลูทีนและซีแซนทีน แต่จัดเป็นสารโปรวิตามินเอ เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กและตับ พบมากใน ผักที่มีสีเขียวเข้ม และผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม เช่น ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ชะอม ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศสุก เป็นต้น
  • วิตามินซี (vitamins C) พบมากในผักและ ผลไม้สด เช่น ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลส้ม (citrus) เป็นต้น นอกจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแล้วยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้แข็งแรงอีกด้วย โดยเฉพาะส่วนของกระจกตาและตาขาว
  • วิตามินอี (vitamins E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ที่จะคอยปกป้องดวงตาของเรา มีการศึกษาว่าวิตามินอีสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ แต่ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสมมติฐานนี้ แต่อย่างไรก็ตามควรรับประทานวิตามินอีให้เพียงพอเพื่อรักษาให้ดวงตามีสุขภาพที่ดีเสมอ ซึ่งวิตามินชนิดนี้พบมากใน ผักใบเขียว อะโวคาโด เมล็ดธัญพืช ถั่วต่าง ๆ จมูกข้าว ข้าวกล้อง ปลาแซลมอน น้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม (palm oil)

         นอกจากการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว การใช้สายตาอย่างถูกวิธีก็เป็นส่วนสำคัญในการรักษาให้ดวงตามีสภาวะที่ดีอยู่เสมอ เช่น พักสายตาจากการจ้องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทุก 20-30 นาที ไม่เอามือป้ายตาในขณะที่มือสกปรก ไม่ใส่คอนแทคเลนส์เวลานอนหลับ เป็นต้น หากทำได้ดังนี้แล้วดวงตาของคุณก็พร้อมที่จะสดใสไปพร้อมกับคุณอย่างแน่นอน

 

คุณเตรียมตัว เตรียมร่างกาย ก่อนไปเจาะเลือดดีพอหรือยัง

การเตรียมตัวก่อนการเจาะเลือดอย่างถูกวิธี เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติออกมาถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำขึ้น โดยบางการทดสอบก็ไม่ต้องมีการเตรียมตัวอะไรมาก เเต่บางอย่างก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อน ซึ่งมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างมาเกี่ยวข้อง

เตรียมการดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เลือดของคนเราสามารถบอกอะไรได้หลาย ๆ อย่าง เนื่องจากสารต่าง ๆ ที่หลั่งออกมาก็จะล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด เมื่อมีการเจาะเลือดของคนที่เตรียมตัวมาอย่างถูกวิธี และมีวิธีการทางห้องปฏิบัติการที่ดี ก็จะได้ค่าที่ถูกต้องตามมาด้วย กระบวนการตั้งแต่เจาะเลือดจนเลือดไปถึงห้องปฏิบัติการและได้ผลออกมา ต้องมีการควบคุมคุณภาพเพื่อให้ผลการทดสอบออกมามีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ โดยส่วนนี้จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทางห้องปฏิบัติการ ส่วนหน้าที่ของผู้ถูกเจาะเลือดจะเริ่มก่อนเป็นลำดับแรกซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ในการเจาะเลือดเเต่ละครั้ง แพทย์จะมีคำสั่งตรวจออกมาว่าต้องการตรวจสารอะไรเพื่อดูภาวะใดของร่างกาย ในกรณีที่ต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ ทางแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก็จะแจ้งให้ทราบถึงวิธีที่ถูกต้องในการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด เพราะหากไม่ได้มีการเตรียมตัวมาแล้ว อาจส่งให้ผลที่ได้มีค่าผิดปกติ ไม่น่าเชื่อถือ ทำให้เสียเวลาต้องมาตรวจซ้ำอีก การเตรียมตัวก่อนการเจาะเลือดในบางครั้งจึงมีความสำคัญมาก

ในการตรวจสารต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษมีคำแนะนำดังนี้  

  1. การตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose) ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด
  2. 2. การตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile;Cholesterol,Triglyceride, HDL, LDL) ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด
  3. การตรวจปัจจัยการแข็งตัวของเลือดบางชนิด ในการตรวจปัจจัยการแข็งตัวของเลือดบางชนิด หากมีไขมันในเลือดมารบกวนการอ่านค่าอาจทำให้ได้ค่าไม่ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด เช่นเดียวกับการตรวจไขมัน โดยกรณีแบบนี้ แพทย์ก็จะเน้นย้ำว่าให้อดอาหารมาด้วยเพราะบางคนอาจไม่คุ้นเคย
  4. การตรวจหาสารอื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีการทดสอบที่ต้องมีการอดอาหารหากรู้สึกกระหาย สามารถจิบน้ำเปล่าได้ในปริมาณเล็กน้อย

หลังจากเจาะเลือดและปิดแผลแล้วควรกดแผลเบา ๆ ประมาณ1-2 นาที เพื่อให้เลือดหยุดไหลสนิท ไม่ควรพับแขนเพราะอาจทำให้เลือดออกใต้ผิวหนังได้

การตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกจากการตรวจเลือดแล้วยังมีการตรวจจากสิ่งส่งตรวจอื่น ๆ อีก เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหลั่งต่าง ๆ ซึ่งมีวิธีที่การเก็บสิ่งส่งตรวจและวิธีการเตรียมตัวที่แตกต่างกันไป หากท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว อย่าลืมถามแพทย์หรือผู้เกี่ยวข้องถึงการเก็บสิ่งส่งตรวจอย่างถูกวิธี เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์และส่งผลให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องด้วย

 

สมุนไพรที่หลาย ๆ บ้านมีติดครัวไว้ มีประโยชน์อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

สมุนไพรไทยที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันมีอยู่มากมาย บางคนอาจใช้เพื่อเป็นยารักษาโรคโดยตรง ในขณะที่หลายคนใช้ปรุงแต่งเพื่อเพิ่มอรรถรสในอาหาร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสมุนไพรไทยที่ใช้ในครัวเรือนให้มากขึ้นอีกนิดกันดีกว่า

กระเทียม (Garlic) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Allium sativum Linn. มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเอเชียกลาง ในประเทศไทยปลูกมากบริเวณภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ในการทำอาหารส่วนใหญ่จะใช้ส่วนหัว แต่ใบกระเทียมก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน โดยใบจะมีสรรพคุณ ขับเสมหะและช่วยให้เสมหะแห้ง ส่วนหัวสามารถใช้รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ป้องกันและรักษาโรคผิวหนัง ลดการเกิดลิ่มเลือด บำรุงหัวใจ และปรับสมดุลการทำงานของไตได้

กะเพรา (Holy Basil)  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Ocimum sanctum Linn. มีถิ่นกำเนิดแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถปลูกได้ง่ายและเติบโตได้ดีทุกสภาพอากาศ จึงถือเป็นพืชที่ควรมีติดบ้านไว้ตลอด เพราะนอกจากจะเป็นสมุนไพรที่ใช้ใส่ในอาหารได้หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายด้วย เช่น ขับลม ขับน้ำนม ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง รักษาแผลในกระเพราะ และน้ำมันหอมระเหยจากกิ่งและใบกะเพราก็สามารถใช้ไล่ยุงได้อีกด้วย

ขิง (Ginger) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe. เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินเดีย มีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า “เหง้า” ซึ่งจะแตกแขนงและมีกลิ่นหอม ส่วนมากจะใช้ส่วนนี้ในการทำอาหาร สรรพคุณของขิงจะมีรสเผ็ดร้อนเป็นหลัก ใช้ขับลมแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ไอ ขับเสมหะ คลื่นไส้ อาเจียน นอกจากเหง้าแล้วส่วนอื่น ๆ ของขิง เช่น ใบ ดอก ราก และผลก็ยังมีประโยชน์มากมาย เรียกว่าใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้นเลยทีเดียว

ตะไคร้ (Lemongrass) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citrates มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถวประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย ในทวีปอเมริกาใต้ และคองโก ลำต้นจะอยู่รวมกันเป็นกอ จะใช้ส่วนลำต้นและเหง้าในการทำอาหารมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพบได้ในอาหารไทยหลายๆชนิด มีสรรพคุณมากมาย เช่น รักษาโรคหืด ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้อาเจียนทำให้เจริญอาหาร นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ยังมีกลิ่นหอม ซึ่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ ได้

มะกรูด (Kaffir lime) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณประเทศลาวอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย นิยมใช้กลิ่นจากใบและผิวมะกรูดในการทำอาหาร ส่วนน้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยวสามารถใช้แทนน้ำมะนาวได้แต่มีกลิ่นฉุนกว่าจึงไม่นิยมเท่ามะนาว สรรพคุณของสมุนไพรชนิดนี้คือ สามารถใช้บำรุงหัวใจ ขับลมในลำไส้ และรักษาอาการแน่นท้อง จุกเสียด นอกจากนี้ผลมะกรูดยังใช้บำรุงเส้นผมได้อีกด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนน้อยของสมุนไพรไทยที่มีอยู่ทั้งหมด ยังมีสมุนไพรที่มีประโยชน์อีกมากมายที่ควรค่าแก่การปลูกไว้ในบ้าน เพราะนอกจากเวลาทำอาหารไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลแล้ว ยังสามารถรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายได้อีกด้วย เหมือนกับที่มีคำกล่าวว่า “อย่ากินยาเป็นอาหาร แต่จงกินอาหารให้เป็นยา”

 

ระบบหมุนเวียนเลือดสำคัญอย่างไร เรื่องสำคัญที่น่าเรียนรู้

ร่างกายของมนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่ถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์แบบ ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน หากระบบใดเกิดบกพร่องไปย่อมทำให้เกิดความไม่สมดุลและความผิดปกติตามมา
ระบบหมุนเวียนเลือดก็ถือว่าเป็นระบบหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะหากอวัยวะส่วนใดที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยง ย่อมทำให้เกิดการตายของเซลล์บริเวณนั้น เเละทำให้สูญเสียการทำงานไปในที่สุด

เลือดมีหน้าที่หลากหลาย เช่น ขนส่งออกซิเจนและสารอาหารผ่านทางเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยที่มีอยู่ทั่วร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามา ส่งผ่านของเสียที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ไปยังระบบกำจัดของเสียของร่างกาย รวมทั้งรักษาระบบต่าง ๆ ให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลอีกด้วย

เลือดของเราประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

เลือดประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ พลาสมา(น้ำเหลือง) มีอยู่ประมาณ 55%  อีก 45% จะเป็นเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด  ซึ่งทำหน้าที่ต่างกันออกไป

  1. พลาสมา เป็นส่วนของของเหลวที่อยู่ในเลือด ซึ่งจะประกอบไปด้วย น้ำ น้ำตาล ไขมัน โปรตีน และแร่ธาตุต่าง ๆ มีหน้าที่หลักคือ ขนส่งเซลล์เม็ดเลือด สารอาหาร ภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมน ของเสียต่าง ๆ ไปทั่วร่างกาย
  2. เซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีมากที่สุดในเลือด (40-45%) เป็นสีแดงเนื่องจากสีของฮีโมโกลบิน(hemoglobin)  มีลักษณะคล้ายโดนัทคือตรงกลางเซลล์จะเว้าเข้าหากัน เพราะไม่มีนิวเคลียสทำให้เม็ดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นสามารถเคลื่อนที่ไปตามหลอดเลือดเล็ก ๆ ได้ โดยฮีโมโกลบิน จะเป็นตัวขนส่งออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และเนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงไม่มีนิวเคลียสจะมีอายุประมาณ 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกกำจัดโดยกระบวนการภายในร่างกายต่อไป

อีกสองชนิดที่ขาดไม่ได้ คือ

  1. เซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นเซลล์ที่คอยปกป้องร่างกายจากการรุกรานของสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต เชื้อรา มีประมาณ 1% ของเลือดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ 5 ชนิด คือ นิวโทรฟิล(Neutrophil) อีโอซิโนฟิล(Eosinophil) เบโซฟิล(Basophil) ลิมโฟไซต์ (Lymphoctyte) และโมโนไซต์ (Monocyte) โดยทุกชนิดจะมีบทบาทในการต่อสู้และวิธีการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างกันออกไป
  2. เกล็ดเลือด เป็นเศษของเซลล์ Megakaryocytes ที่อยู่ในไขกระดูกมีรูปร่างคล้ายจาน อายุประมาณ 10 วัน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดลิ่มเลือดในขั้นเริ่มต้น โดยเมื่อเกิดบาดแผลจะมีการส่งสัญญานเรียกให้เกล็ดเลือดมารวมตัวกันปิดตรงบริเวณหลอดเลือดที่มีการฉีกขาดทำให้เลือดหยุดไหลได้ในกรณีที่บาดแผลขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ก็จะมีการห้ามเลือดขั้นต่อไปโดยใช้โปรตีนที่ช่วยในการทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างเป็นลำดับ โดยสุดท้ายจะได้เป็นร่างแหไฟบริน โดยจะมาช่วยทำให้เกล็ดเลือดที่จับตัวในตอนแรกมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ระบบหมุนเวียนเลือดมีความสำคัญขนาดนี้ แต่ก็ยังมีระบบอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลและมีสุขภาพดีตลอดไป