All posts by Guy Lawrence

อดอาหารแบบนี้ รับรองว่าดีต่อสุขภาพ

บางคนอาจเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วเกี่ยวกับการอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่ง หรือ Intermittent Fasting (IF) จะส่งผลดีต่อสุขภาพได้ แต่หลายคนก็ยังปฏิเสธแนวคิดนี้โดยคิดว่าการปล่อยให้ท้องหิวมันทรมาน แต่ถ้าคุณได้รู้ถึงประโยชน์ของมัน ลองทำดูด้วยตัวเองสักครั้งแล้วค่อยตัดสินใจก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

IF คืออะไร?

            การอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่ง (IF) คือการที่ไม่กินอะไรเข้าไปเลยบางช่วงเวลา โดยมีหลายช่วงเวลาให้เลือก เช่น 5:2 หรือ 16:8 ไม่มีมาตรฐานตายตัว การอดอาหารแบบนี้มีข้อดีอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

  1. ลดระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากไม่มีการเติมพลังงานจากการกิน ทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานที่เก็บไว้มาใช้
  2. เพิ่มระดับ growth hormone ซึ่งจะช่วยให้สลายไขมันและทำให้มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น
  3. ซ่อมแซมเซลล์ โดยร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมและกำจัดของเสียจากเซลล์
  4.  มีอายุยืนโดยมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุลของสารในร่างกายทำให้เกิดการต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
  5. น้ำหนักลดลง เพราะกระบวนการนี้จะทำให้อาหารเข้าไปในร่างกายน้อยลง แต่ในช่วงเวลาที่กินได้ก็ต้องไม่กินจนมากเกินไปด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ระดับฮอร์โมน norepinephrine เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายสลายไขมันมาใช้มากขึ้นด้วย และมีรายงานว่า IF ทำให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อน้อยกว่า จำกัดแคลอรี่อย่างต่อเนื่องด้วย

ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกประกอบด้วย

  • ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ และจากการศึกษาที่พบว่า IF ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ก็จะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 ลดลง แต่ในบางการศึกษาพบว่าขึ้นอยู่กับเพศ โดยมีการศึกษาในกลุ่มผู้ที่อดอาหารเป็นเวลา 21 วัน พบว่าหลังจากวันที่ 21 การควบคุมระดับน้ำตาลแย่ลงในเพศหญิงแต่ยังคงปกติในเพศชาย
  • เพิ่มการต่อต้านสารอนุมูลอิสระและการอักเสบ สารอนุมูลอิสระสามารถทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และทำให้ร่างกายแก่เร็ว แต่ในหลาย ๆ การศึกษาพบว่า IF กระตุ้นการกำจัดสารอนุมูลอิสระและช่วยให้ต่อสู้กับการอักเสบที่เป็นผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้
  • อาจจะมีประโยชน์ต่อโรคหัวใจ เนื่องจากลดความเสียงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ เช่นความดัน คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และระดับน้ำตาล การศึกษาเหล่านี้ทำในหนูทดลอง ยังไม่มีผลการศึกษาในคนมากพอ แต่ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี
  • ป้องกันมะเร็ง มีการศึกษาในหนูทดลองโดยพบว่าลดปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ยังต้องทำการศึกษาในคนเพิ่มเติม  แต่ก็มีการรายงานว่า IF สามารถลดผลข้างเคียงในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดได้

             การอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่งมีประโยชน์มากมายดังที่กล่าวไปข้างต้น และยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกที่ไม่ได้กล่าวถึงและบางส่วนรอการศึกษาเพิ่มเติม หากใครมีความพร้อมอยากดูแลสุขภาพด้วยวิธีนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ๆ ที่น่าลอง แต่ต้องไม่ลืมว่าควรทำเท่าที่ไหว การทำอะไรเกินตัวย่อมไม่เป็นผลดีแน่นอน

เคพกูสเบอร์รี่ สีสวยดีมีประโยชน์

หลายคนคงเคยเห็นผลไม้ชนิดหนึ่งลูกกลม ๆ มีกลีบเลี้ยงหุ้มผลสีเหลืองไว้อยู่ ขนาดกำลังน่ารักมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.0-1.5 เซนติเมตร พืชชนิดนั้นก็คือ เคพกูสเบอร์รี่ (Cape gooseberry) นั่นเอง แล้วรู้ไหมว่ามันมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับพืชชนิดนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

เคพกูสเบอร์รี่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบประเทศแอฟริกาใต้ ตระกูลเดียวกับพวกพริก มะเขือเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Physalis peruviana Linn. ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาปลูกทดแทนฝิ่นโดยมูลนิธิโครงการหลวง ระยะแรกตั้งชื่อว่า โทงเทงฝรั่ง เนื่องจากมีความคล้ายโทงเทงไทยในหลาย ๆ ด้าน แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นระฆังทองด้วยเหตุผลทางการตลาด ซึ่งผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ฤดูหนาว ระยะเวลาตั้งแต่ติดผลจนเก็บผลสุกได้ใช้เวลา 3 เดือนและสามารถเก็บผลผลิตได้อีกในประมาณเวลาสามเดือน ซึ่งหากใครอยากลองปลูกก็สามารถทำได้ เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายไม่ต้องการการดูแลรักษามาก และยังมีประโยชน์เยอะอีกด้วย

ผลไม้ชนิดนี้เป็นพืชที่ให้พลังงานต่ำ โดยให้พลังงาน 53 kcal/100 กรัม และยังมีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ, วิตามินบี1, วิตามินบี2, วิตามินบี3, วิตามินซี, แคลเซียม, เหล็กและฟอสฟอรัส เป็นต้น รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ด้วย โดยมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน

ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่มีอะไรบ้าง

  • ลดความดัน เนื่องจากอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระพวกโพลีฟีนอล, แคโรทีนอยด์ และโพแทสเซียม ซึ่งสามารถควบคุมความดันและลดคอเลสเตอรอลได้
  • มะเร็งปอด มีการศึกษาว่าโพลีฟีนอลและแคโรทีนอยด์ที่อยู่ในผลไม้ชนิดนี้ช่วยยับยั้งมะเร็งปอดได้ ในทางการแพทย์ของอินเดียยังมีการใช้ผลนี้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วย
  • ปรับปรุงการมองเห็น เนื่องจากมีวิตามินเอในปริมาณค่อนข้างสูง (14% ของปริมาณความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน) จึงทำให้ดีต่อสายตา โดยป้องกันการเกิดต้อกระจก และกล้ามเนื้อตาเสื่อมด้วย
  • สร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก เพคตินในผลนี้จะช่วยให้เกิดการดูดซึม แคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น และยังนำไปใช้รักษาโรคผิวหนังอักเสบด้วย
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เป็นที่ทราบกันมาแล้วว่าวิตามินซีมีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งในเคพกูสเบอร์รี่มีปริมาณถึง 18% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน จึงทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด มีการศึกษาว่าในน้ำผลไม้นี้มีสารที่สำคัญ ที่ช่วยปรับปรุงการทำงานของหัวใจได้

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกเช่น ทำให้ตับแข็งแรง รักษาอาการทางสมอง ลดอาการของโรคเบาหวาน เป็นต้น แต่ในข้อดีหลาย ๆ อย่างนี้ก็มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรรับประทานผลดิบ เนื่องจากมีสารพวกอัลคาลอยด์บางชนิดซึ่งอาจก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้

        นอกจากสีสันสวยงามแล้วยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย โดยสามารถรับประทานได้ในหลายแบบไม่ว่าจะเป็นผลสด ทำเป็นสลัด น้ำผลไม้ หรือเติมในขนมต่าง ๆ ก็ดีไม่น้อย มีข้อดีแบบนี้แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม ออกไปหาซื่อเคพกูสเบอร์รี่กันเถอะ

ฮีโมฟีเลีย…บอบบางแต่ไม่อ่อนแอ

โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคทางพันธุกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ โดยปกติเมื่อเกิดบาดแผล ร่างกายจะมีการกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดเพื่อปิดบาดแผลนั้น ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ ตัวมาร่วมทำงาน แต่ในคนที่เป็นโรคนี้มีปัจจัยบางตัวเกิดความผิดปกติ โดยเกิดจากสารพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ปัจจัยในการแข็งตัวของเลือดที่นิยมเรียกทับศัพท์ว่า แฟคเตอร์ (Factor) ทำงานได้ลดลงหรือไม่สามารถทำงานได้เลยทำให้เลือดไม่เกิดเป็นลิ่มและไหลออกมามากกว่าปกติ

โรคฮีโมฟีเลียมี 3 ชนิด โดยตั้งชื่อจากแฟคเตอร์ตัวที่ร่างกายมีความผิดปกติ คือ

  1. ฮีโมฟีเลีย เอ (Hemophilia A ) เกิดจากการที่ร่างกายมีแฟคเตอร์ 8 (Factor VIII) ลดลงหรือสร้างไม่ได้เลย
  2. ฮีโมฟีเลีย บี (Hemophilia B ) เกิดจากการที่ร่างกายมีแฟคเตอร์ 9 (Factor IX) ลดลงหรือสร้างไม่ได้เลย
  3. ฮีโมฟีเลีย ซี (Hemophilia C ) เกิดจากการที่ร่างกายมีแฟคเตอร์ 11 (Factor XI) ลดลงหรือสร้างไม่ได้เลย

โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย โดยในผู้ชาย 10,000 คนจะพบว่าเป็นโรคนี้ 1 คน ซึ่งในประเทศไทยจะพบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอและบีมากกว่าซีและพบฮีโมฟีเลียเอมากกว่าบี ประมาณ 5 เท่า อาการของโรคนี้ส่วนใหญ่จะตรวจพบตั้งแต่เกิด โดยมีอาการเลือดออกง่ายแต่หยุดได้ยาก ซึ่งหมายถึงทุกส่วนของร่างกายที่มีเส้นเลือดไปเลี้ยงรวมทั้งสมองและอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ด้วย ความรุนแรงของโรคจะต่างกันไปตามระดับแฟคเตอร์ที่ร่างกายสร้างได้ โดยแบ่งได้เป็น รุนแรงมาก (severe) รุนแรงปานกลาง (Moderate) และ รุนแรงน้อย (Mild)

อาการของผู้ป่วยแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร

ในกลุ่มอาการรุนแรงมากจะมีระดับแฟคเตอร์ต่ำกว่า 1% ซึ่งจะพบว่ามีเลือดออกในกล้ามเนื้อหรือในข้อเกิดขึ้นได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอุบัติเหตุใด ๆ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าไม่รักษาจะเกิดอาการปวด และหากเลือดออกในข้อบ่อยโดยไม่ได้รับการรักษา จะทำให้ข้อพิการและมีความลำบากในการใช้ชีวิตได้

กลุ่มอาการรุนแรงปานกลาง มีระดับแฟคเตอร์ 1-5% เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยจะทำให้เลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อได้ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจจะทำให้ข้อพิการได้เช่นเดียวกับกลุ่มแรก

กลุ่มอาการรุนแรงน้อย ระดับแฟคเตอร์ 5-50%  ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ ไม่ค่อยมีเลือดออกในข้อ แต่เมื่อทำหัตถการหรือมีอุบัติเหตุที่รุนแรงจะพบว่ามีเลือดออกมามากได้

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคฮีโมฟีเลียให้หายขาด มีแต่การรักษาที่เหมาะสมคือการให้แฟคเตอร์ตัวที่ขาดไป ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและนอกจากนี้ยังมีการศึกษาระดับยีนเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ว่าเป็นชนิดใดเพื่อคาดการณ์แนวทางการรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดผู้ป่วยที่มีความรุนแรงขึ้นมาอีกด้วย ในคนที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคที่ซับซ้อนแบบนี้ถ้าดูแลตัวเองไม่ดีคุณภาพชิวิตจะแย่ไปเลย แต่คนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีและได้รับการรักษาที่เหมาะสมก็สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติ ซึ่งบางทีถ้าไม่บอกก็อาจจะไม่รู้เลยว่าเป็นโรคนี้

อาศัยอยู่ในห้องแอร์ อย่ายอมแพ้ให้โรคภัย

เครื่องปรับอากาศเป็นอีกสิ่งสำคัญในชีวิตยุคปัจจุบัน ยิ่งในเขตที่มีคนอยู่กันหนาแน่น อากาศถ่ายเทไม่สะดวกด้วยแล้ว หากขาดเครื่องปรับอากาศไปอาจทำให้เกิดความหงุดหงิดจนไม่เป็นอันทำงานเลยทีเดียว เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งเมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ซึ่งหลาย ๆ ข้อก็เป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันได้ด้วยตัวเอง

เรามาลองดูกันว่าเมื่อเราอยู่ในห้องปรับอากาศหรือที่เราเรียกกันติดปากสั้น ๆ ว่า “ห้องแอร์” จะส่งผลเสียกับเราได้อย่างไรบ้าง

1. ผิวแห้ง เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องแอร์ เพราะความเย็นทำให้ผิวแห้งและเกิดอาการคันได้ แล้วถ้าหากเกิดคันไม้คันมือไปแกะเกาจนเกิดแผลแล้ว ก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องติดเชื้อตามมาด้วย ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอด ก็ต้องหาวิธีป้องกันโดยสามารถทำได้ง่าย ๆ คือ ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป ทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารเพื่อบำรุงผิวก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยได้

2. โรคระบบทางเดินหายใจ ห้องแอร์ส่วนใหญ่เป็นลักษณะห้องปิด อากาศถ่ายเทไม่ดีแต่ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี และในสภาวะปกติโพรงจมูกของคนเราจะมีเมือกเคลือบอยู่เพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาทางจมูก แต่ในห้องแอร์มีอากาศแห้งจึงไม่มีเมือกป้องกันเซลล์ในโพรงจมูกทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

ยังมีอีกสองโรคต่อไปนี้ด้วย

3. โรคลีจิโอเนลโลสิส (Legionellosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสกุล Legionella spp. ซึ่งสายพันธุ์ก่อโรคส่วนใหญ่คือ L.pneumophila โดยสามารถก่อไห้เกิดอาการซึ่งแบ่งได้เป็นสองโรค คือโรคลีจิโอเนียร์ (Legionnaires) ที่เป็นโรคของกลุ่มอาการปอดบวม และอีกโรคคือ โรคไข้ปอนติแอค (Pontiac fever) โดยอาการจะคล้ายไข้หวัดซึ่งส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง เชื้อก่อโรคนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิ 25-42 องศาเซลเซียส จึงพบได้ทั่วไปในแหล่งที่มีน้ำและความชื้น ระบบเครื่องปรับอากาศก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยพบมากในหอระบายความร้อนของระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ เครื่องทำความชื้น เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น กลุ่มเสี่ยงของการเป็นโรคนี้คือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้สูงอายุ โดยจะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าคนปกติที่ติดเชื้อนี้ด้วย ซึ่งติดด่อได้โดยการหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อนี้เข้าไป  วิธีป้องกันคือ ทำให้หอระบายความร้อนแห้งเมื่อไม่ได้ใช้ ทำความสะอาด เติมน้ำยาฆ่าเชื้อ ตั้งอุณหภูมิระบบทำน้ำร้อนในเครื่องช่วยหายใจให้มากกว่า 50 องศาเซลเซียส

4. โรคติดเชื้อ ห้องที่มีลักษณะอับชื้นแบบห้องแอร์เป็นแหล่งอาศัยที่ดีของแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับเราได้หากร่างกายไม่แข็งแรง ไม่มีภูมิคุ้มกันคอยต้านทานโรค ซึ่งวิธีป้องกันคือดูแลรักษาทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศตามรอบการใช้งาน โดยปกติ 6 เดือน/ครั้ง ซึ่งจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

                ในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว ปัจจัยจากภายนอกบางทีก็เป็นสิ่งควบคุมได้ยาก ทางที่ดีคือทำร่างกายของเราให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อยู่เสมอก็จะช่วยให้ลดความรุนแรงของโรคที่จะเกิดขึ้นได้

โลกร้อน เราต้องไม่ร้อนตามโลกด้วยผลไม้ดับร้อน

เข้าหน้าร้อนแบบนี้ ประเทศไทยก็จะร้อนไปถึงร้อนมาก แม้จะอยู่ในห้องที่มีเครื่องทำความเย็น แต่พอมองไปข้างนอกเห็นไอแดดก็อดรู้สึกร้อนไม่ได้ วันนี้เรามีส่วนหนึ่งของผักและผลไม้ซึ่งเป็นตัวเลือกในการดับร้อนมานำเสนอ

ผลไม้ที่ช่วยไล่ความร้อนได้ดีส่วนใหญ่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น แต่ก็มีบางชนิดที่มีฤทธิ์เป็นกลางแต่สามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ ซึ่งหลักการนี้ก็มีใช้กันมานานแล้วทั้งในแพทย์แผนไทย แผนจีนและอายุรเวทของอินเดีย เนื่องจากศาสตร์เหล่านี้มีหลักการว่าร่างกายประกอบไปด้วยธาตุต่าง ๆ เมื่อร่างกายเกิดความผิดปกติแสดงว่ามีการเสียสมดุลของธาตุใด ๆ ไป จึงต้องนำส่วนที่ขาดนั้นมาเติม ซึ่งความร้อนในร่างกายที่มีอยู่มากเกินไปก็จะทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว เมื่อรับประทานสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปเพื่อปรับสมดุลแล้ว ก็จะช่วยให้อุณหภูมิร่างกายกลับมาสู่ภาวะปกติได้

ผักและผลไม้ชนิดไหนบ้างที่มีฤทธิ์ดับร้อนได้ไปดูกันเลย

1.แตงโม ด้วยความที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่มาก การรับประทานแตงโมในเวลาร้อนจึงช่วยดับกระหายได้ดี ซึ่งแตงโมมีความสามารถในการไล่ความร้อนที่อาจก่อให้เกิดโรค โดยการช่วยให้ขับปัสสาวะได้ดียิ่งขึ้น การรับประทานแตงโมเป็นประจำทำให้ลดภาวะความดันสูง และลดบวมได้อีกด้วย

2.ฟักทอง นอกจากจะเป็นผลไม้ฤทธิ์เย็นที่ช่วยลดความร้อนได้แล้ว ฟักทองยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีก เช่น ลดการอักเสบ ยับยั้งแบคทีเรียและปรสิต ยับยั้งการเป็นเบาหวานและอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่าง ๆ ด้วย

3.แตงกวา เป็นพืชในตระกูลเดียวกับแตงโม จึงมีคุณสมบัติไล่ความร้อนได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้ในแตงกวายังมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และยังสามารถยับยั้งการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็งได้อีกด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีผลไม้อื่น ๆ อีก เช่น

4.กล้วย เป็นผลไม้ฤทธิ์เย็นที่พบได้ทั่วไปในบ้านเราและเป็นที่ทราบกันดีว่ากล้วยอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานชั้นดี โดยพบว่ามีประโยชน์มากมายอย่างเช่น ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันการเกิดเส้นเลือดสมองตีบและช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น

5.ส้ม และพืชตระกูลส้ม เช่น มะนาว เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นและมีความสามารถในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระอยู่อีกมากด้วย

6.สับปะรด ถึงแม้จะมีฤทธิ์เป็นกลางแต่สับปะรดก็มีประสิทธิภาพในการไล่ความร้อนได้ โดยกระตุ้นให้เกิดการสร้างของเหลวในร่างกาย ช่วยให้ระบายและขับปัสสาวะได้ดีขึ้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของผักและผลไม้ที่สามารถหาได้ง่ายในบ้านเรา หวังว่าคราวหน้าถ้าคุณรู้สึกอยากคลายร้อน หกข้อข้างบนนี้จะเป็นตัวช่วยคุณได้

มะม่วงผลไม้ที่มีดีมากกว่าความอร่อย

มะม่วงเป็นผลไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ ตามปกติเราก็จะกินแต่เนื้อมะม่วง และทิ้งส่วนอื่น ๆ แต่ใครจะรู้บ้างว่าส่วนต่างของมะม่วงมีการใช้เป็นยารักษาโรคมาตั้งแต่โบราณเรื่อยมาจนปัจจุบัน

มะม่วงมีประโยชน์อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

1.ต่อต้านเซลล์มะเร็ง

มีการศึกษาสารสกัดจากมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ พบว่าสารสกัดที่ได้จากเปลือกและเม็ดของมะม่วงมีความสามารถในการยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง นอกจากนี้น้ำมะม่วงและสารสกัดที่ได้จากน้ำมะม่วงก็ให้ผลแบบเดียวกันด้วย

2.ลดระดับน้ำตาลในเลือด

มีการทดลองในหนูที่เป็นเบาหวานให้รับประทานสารสกัดจากใบมะม่วง โดยได้รับปริมาณสารสกัดในระดับต่าง ๆ กัน พบว่ามีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งสอดคล้องกันในหลาย ๆ การศึกษา

3.ต้านการอักเสบ

มีรายงานว่าสารแมงจิเฟอรินซึ่งมีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของมะม่วงรวมทั้งเปลือกของต้นมะม่วงด้วย มีผลยับยั้งกระบวนการอักเสบของเซลล์ในหลอดทดลองได้

4.ลดการทำลายของไต

มีผลการศึกษาถึงผลของสารสกัดจากมะม่วงในหนูทดลองพบว่าทำให้ไตทำงานได้ดีขึ้นและยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

5.ลดระดับไขมันในเลือด

มีการศึกษาโดยใช้สารสกัดจากใบมะม่วงในหนูทดลองพบว่า สามารถลดระดับ โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันตัวไม่ดี (LDL) แต่ทำให้ระดับไขมันที่ดี (HDL) เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้สารสกัดจากมะม่วงยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีก เช่น

6.ลดการเกิดโรคกระเพาะ

โดยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะจากการรับประทานยาแอสไพริน รับประทานยาที่ได้จากสารสกัดจากใบมะม่วง พบว่าลดอาการของโรคกระเพาะได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่น ๆ มาสนับสนุนว่า สารแมงจิเฟอรินในมะม่วงมีผลลดการหลั่งของกรดในกระเพาะและต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

7.ต่อต้านแบคทีเรีย

มีการรายงานถึงผลของสารสกัดจากใบและลำต้นของมะม่วง ว่าสามารถยับยั้งเชื้อได้หลายชนิด เช่น Staphylococcus aureus, Streptococcus pyogenes, Streptococcus pneumoniae, Pseudomonas aeruginosa, Candida albicans และ Enterococcus faecalis ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยในสิ่งแวดล้อม

8.ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

มีการทดลองถึงผลของสารแมงจิเฟอรินในหนูที่เหนี่ยวนำให้เกิดโรคหัวใจพบว่าสารแมงจิเฟอรินทำให้พยาธิสภาพหัวใจของหนูใกล้เคียงกับหนูปกติ

9.ป้องกันการเกิดกระดูกพรุน

มีรายงานว่ามะม่วงทำให้มวลกระดูกหนาแน่นขึ้นและยังทำให้โครงสร้างของกระดูกแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

10.ยับยั้งอาการท้องเสีย

มีผลการศึกษาว่าสารสกัดจากเมล็ดของมะม่วงสามารถยับยั้งอาการท้องเสียได้

มะม่วงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพืชที่ใช้ประโยชน์ในการรักษามาอย่างยาวนาน จะเห็นว่าไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงเนื้อมะม่วงเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ เช่น เปลือก เม็ด ใบ หรือแม้แต่เปลือกของต้นมะม่วงก็ยังมีสารที่สำคัญ ซึ่งใช้ในการรักษาอาการป่วยได้  มีพืชอีกหลายชนิดที่มีการใช้ประโยชน์มาแต่โบราณ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทั้งในหลอดทดลองและในคน ซึ่งเชื่อว่าถ้ามีการพัฒนาตำรับให้สะดวกต่อการใช้งาน ต้องมีอีกหลายคนเทใจมาให้พืชบ้าน ๆ แบบนี้แน่นอน

รับมืออย่างไรเมื่อเมืองไทย มีแต่ร้อน กับร้อนมาก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อน สภาพอากาศโดยทั่วไปจึงร้อนอบอ้าวเกือบทั้งปี แล้วช่วงหลังมานี้ภาวะโลกร้อนเริ่มแสดงผลให้เห็นชัดขึ้นโดยส่วนหนึ่งคือมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ผิวโลกสูงขึ้นและสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิในหน้าร้อนสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ทำลายสถิติกันไปหลายรอบเลยทีเดียว

หน้าร้อนนี้ก็ไม่ได้มีแค่อากาศร้อนระอุเท่านั้น แต่ถ้าเราดูแลร่างกายไม่ดีอาจได้โรคเหล่านี้ตามมาด้วย

1.โรคลมแดด

เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิให้กลับมาอยู่ในอุณหภูมิปกติได้ อาการเริ่มต้นอาจพบว่ามี ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ ต่อมาอาจมีอาการ สับสน พูดไม่ชัด เห็นภาพหลอน บางทีอาจมีอาการชักเกร็งด้วย ซึ่งเมื่อมีอาการแล้วผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างเร็วที่สุด โดยพยายามทำให้อุณหภูมิในตัวผู้ป่วยลดลง เช่นการใช้พัดลมเป่าเพื่อระบายความร้อน การประคบน้ำแข็งตามส่วนที่เป็นข้อพับ คอและหลัง เป็นต้น ซึ่งวิธีการป้องกันไม่ให้เป็นโรคลมแดดมีหลายวิธี อย่างเช่น พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ ๆ มีแดดจัด ดื่มน้ำมาก ๆ และใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ เป็นต้น

2. โรคอาหารเป็นพิษ

ในหน้าร้อนปัญหาอีกอย่างคือจะพบว่าอาหาร เน่าเสียง่าย เพราะอากาศอุ่นถึงร้อนแบบนี้เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษด้วย ซึ่งอาการมีทั้งแบบไม่รุนแรง คือมีเฉพาะอาการท้องเสีย ปวดท้องแต่ไม่รุนแรงนัก ในระดับนี้ควรรักษาเบื้องต้นด้วยการรับประทานเกลือแร่เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำไว้ก่อน และบางคนอาจมีอาการรุนแรงอย่างเช่น ถ่ายเป็นมูกเลือด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียรุนแรง มีไข้ หากมีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ทันที วิธีป้องกันทางหนึ่งคือ เลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด ปรุงอาหารให้สุกอยู่เสมอ จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้

นอกจากนี้ยังมีโรคต่าง ๆ ที่มาจากสัตว์ที่ควรระวังคือ

3.โรคไข้เลือดออก

พาหะโรคไข้เลือดออกคือยุงลาย ซึ่งหน้าร้อนอากาศอุ่นขึ้นจึงทำให้มีสภาวะเหมาะสมต่อการหาอาหารและการแพร่พันธุ์ของยุง ทางป้องกันที่ดีคือ กำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลายภายในบ้านและบริเวณรอบ ๆ บ้าน รวมทั้งป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัดด้วย ซึ่งเมื่อมีคนเป็นโรคนี้แล้วควรแจ้งทางการเพื่อให้มีการกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้มียุงลายที่ติดเชื้อเหลืออยู่มาก่อโรคซ้ำได้

4.โรคพิษสุนัขบ้า

ตามจริงแล้วโรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้เกิดเฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่ที่ได้ยินคำเตือนกันบ่อย ๆ ในฤดูร้อนอาจเป็นเพราะว่าเป็นช่วงเดียวกับเวลาปิดภาคเรียนของเด็ก ๆ ทำให้มีโอกาสใกล้ชิดหรือพบเจอสุนัขมากกว่าช่วงอื่น ๆ เราจึงควรหาทางกันไว้ก่อนคือ ฉีดวัคซีนให้เหล่าสัตว์เลี้ยงของเราที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสิ่งที่เราไม่ได้คาดคิด และหากถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่คิดว่ามีความเสี่ยง กัดหรือข่วนควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาทางป้องกันได้ทันท่วงที

โรคต่าง ๆ ข้างต้นเราก็ไม่มีทางรู้ว่าจะได้พบเจอตอนไหน การป้องกันที่ต้นเหตุเป็นวิธีที่ดีสุด หากป้องกันไม่ได้ถ้าเรามีร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดีอยู่เสมอก็เป็นทางหนึ่งที่น่าจะช่วยให้ร่างกายรับมือกับโรคเหล่านี้ได้ มาออกกำลังกายสร้างภูมิคุ้มกันให้โรคกลัวกันเถอะ

น้ำมันมะพร้าว ไขมันอิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ

น้ำมันมะพร้าวขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำมัน อาจทำให้บางคนกังวลเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพ ยิ่งพอได้รู้ว่ามีไขมันอิ่มตัวมากด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ตามมา แต่ทำไมน้ำมันมะพร้าวยังเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนรักสุขภาพกันนะ เราลองมาดูถึงรายละเอียดของน้ำมันมะพร้าวกันดีกว่าว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง

มาทำความรู้จักน้ำมันมะพร้าวให้มากขึ้นอีกนิดกันเถอะ

น้ำมันมะพร้าวคือน้ำมันที่สกัดได้จากเนื้อมะพร้าว ประกอบไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ (90%) กรดไขมันหลักที่พบ คือ กรดลอริก (lauric) 46%, กรดไมริสติก (myristic) 17% และกรดปาล์มมิติก (palmitic) 9% กรดไขมันลอริกที่มีอยู่เป็นส่วนใหญ่สามารถดูดซึมที่ลำไส้โดยตรงและส่งไปที่ตับเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงาน โดยไม่ต้องไปเก็บที่เนื้อเยื่อซึ่งมีหน้าที่สะสมไขมันอยู่ที่ใต้ผิวหนัง หลอดเลือด หรืออวัยวะอื่น ๆ เช่น หัวใจ ตับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคอเลสเตอรอลในปริมาณที่น้อยมาก ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึงไม่ถูกจัดว่าเป็นน้ำมันที่มีผลทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดแดงผิดปกติ

น้ำมันมะพร้าวที่ขายทั่วไปมีทั้งแบบสกัดร้อนและสกัดเย็น การสกัดร้อนจะมีการใช้ความร้อน ผลผลิตจะได้เป็นน้ำมันที่เหมาะแก่การทำอาหารแทนน้ำมันพืชต่าง ๆ ส่วนการสกัดเย็นก็เป็นกรรมวิธีที่ไม่ใช้ความร้อนน้ำมันที่ได้สามารนำไปรับประทานและใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น บำรุงเส้นผม บำรุงผิว เป็นต้น

น้ำมันมะพร้าวมีผลอย่างไรต่อร่างกายมนุษย์บ้าง

ภาวะเครียดจากการเกิดออกซิเดชัน (Oxidative stress)

คือความไม่สมดุลระหว่างสารอนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารฟลาโวนอยด์และสารโพลีฟีนอลอื่น ๆ ที่จะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ มีการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่สองเปรียบเทียบกับคนปกติ แต่ผลที่ได้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เนื่องผู้ที่เป็นเบาหวานในกลุ่มที่ศึกษามีอายุเยอะ และมีการเปลี่ยนแปลงสารชีวเคมีในร่างกาย จึงมีสารต้านอนุมูลอิสระลดลงได้

ผู้ป่วยโรคอ้วน (Obesity)

มีการศึกษาในผู้ที่หญิงมีภาวะอ้วน 40 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม ทานน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันถั่วเหลืองเปรียบเทียบกัน เป็นเวลา 3 เดือน ได้ผลว่าในผู้ที่ทานน้ำมันมะพร้าวจะมีไขมัน HDL สูงและ LDL ต่ำกว่ากลุ่มที่ทานน้ำมันถั่วเหลือง นอกจากนี้กลุ่มที่ทานน้ำมันมะพร้าวยังมีรอบเอวลดลงกว่าอีกกลุ่มด้วย

ผู้ป่วยมะเร็ง (Cancer)

มีการใช้น้ำมันมะพร้าวในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 3-4 ซึ่งต้องรักษาโดยการใช้เคมีบำบัด 6 รอบ โดยให้ทาน 1 สัปดาห์ หลังจากได้รับเคมีบำบัดทุกรอบตั้งแต่รอบที่ 3-6 วันละ 20 มิลลิลิตร หลังจากนั้นเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทานโดยการตอบแบบสำรวจ พบว่ากลุ่มที่ได้ทานน้ำมันมะพร้าวมี อาการอ่อนเพลีย นอนหลับยาก หายใจลำบาก ลดลง แต่การทดลองนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้คำถามในการสำรวจ จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติม

งานวิจัยข้างต้นต่างกล่าวถึงประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในหลาย ๆ เรื่องจึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อใช้ยืนยันข้อมูลเหล่านี้ และแม้ว่าจะเป็นอะไรที่มีประโยชน์การได้รับมากไปย่อมไม่เป็นผลดี ในขณะที่การได้รับน้อยไปก็ส่งผลเสียเช่นกัน ดังนั้นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ลดอาหารที่เป็นโทษ น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด

 

ไข้หวัด โรคยอดนิยมของคนภูมิต่ำ

สภาพอากาศปัจจุบันมีความแปรปรวนมากขึ้น บางทีกลางวันร้อนแดดจ้า พอตกบ่ายฝนตกแบบไม่มีเว้นช่วง หรือบางวันก็มีทั้งร้อน ฝนและหนาวในวันเดียวกัน การดูแลรักษาสุขภาพ ร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้

รู้ไว้ห่างไกล…ไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไรโนไวรัส (Rhinovirus) และโคโรน่าไวรัส (Coronavirus) เป็นส่วนใหญ่ และมีบางส่วนที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยสายพันธุ์ไวรัสที่ก่อโรคหวัดมีอยู่มากมาย ซึ่งเมื่อเป็นแล้วก็จะมีภูมิต้านทานต่อสายพันธุ์นั้น ๆ และเมื่อเป็นหวัดครั้งต่อไปก็มักจะเกิดจากสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยเป็นมาก่อน เราจึงพบว่าเป็นหวัดกันได้บ่อย ๆ ในคนที่ภูมิต้านทานต่ำ

 อาการ ไข้หวัดธรรมดาส่วนมากจะมีอาการไม่รุนแรง มักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ หลัก ๆ จะเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล มีไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีเลย อาจมีอาการไอ เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารร่วมด้วย

การติดต่อ เชื้อไวรัสหวัดสามารถติดต่อกันได้ง่ายโดยการหายใจและสัมผัสสารคัดหลั่งที่ติดอยู่ตามของใช้ต่าง ๆ แล้วนำมือที่เปื้อนเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการขยี้ตา แคะจมูก เอานิ้วเข้าปาก ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย หากไม่ป้องกันเวลาพูด ไอ หรือจามก็เป็นทางหนึ่งในการติดต่อได้

การรักษา ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยรักษาตามอาการ เช่น ทานยาลดไข้เมื่อมีไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ กินอาหารที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย แต่หากมีอาการปวดหู ปวดหัว เจ็บคอมาก ๆ น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเขียวปนเหลือง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนได้ทันท่วงที

การป้องกัน กินอาหารเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน เช่น โปรตีน วิตามินซี สังกะสี เป็นต้น ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย หากเลี่ยงไม่ได้ก็หาวิธีป้องกัน เช่น ใส่หน้ากากอนามัยเวลาต้องเข้าใกล้ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อนส้อม ล้างมือให้สะอาดก่อนนำอาหารเข้าปาก รักษาร่างกายให้อบอุ่น ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ป่วยโรคหวัด ควรตระหนักว่าตนเองมีเชื้อที่พร้อมส่งต่ออยู่ตลอดเวลา จึงเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่จะดูแล ป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังผู้อื่นได้ หากต้องไปในที่สาธารณะควรใส่หน้ากากอนามัย เมื่อไอหรือจาม ควรปิดปาก เสมอและยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก เช่น วัยอนุบาล ซึ่งเด็กไม่สามารถตัดสินใจได้ ผู้ปกครองควรดูแลไม่ให้บุตรหลานที่มีอาการไปโรงเรียน เพราะจะยิ่งทำให้เชื้อแพร่กระจายไปในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

โรคไข้หวัดถึงแม้จะมีอาการไม่รุนแรงแต่ก็รบกวนชีวิตประจำวันของเราได้ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนที่เดินสวนกันไปมาในแต่ละวันนี้มีใครมีเชื้อหวัดที่พร้อมจะแพร่อยู่บ้าง ทางที่ดีที่สุดคือการดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคที่จะเข้ามาอยู่ตลอดเวลาจะเป็นการดีที่สุด

 

ผลไม้มหัศจรรย์ (Miracle) หวานซ่อนเปรี้ยว

เวลาที่เจอผลไม้ที่ควรจะหวานแต่กลับเปรี้ยวจนแทบกินไม่ได้ คุณเคยคิดไหมว่ามีวิธีไหนที่จะเปลี่ยนรสชาติของผลไม้ให้หวานขึ้นแบบรวดเร็วโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล ถ้าคิดไม่ออกตอนนี้ยังไม่เป็นไร แต่หลังจากได้อ่านบทความนี้คุณน่าจะได้อีกหนึ่งวิธีดี ๆ เพิ่มขึ้นมา

มาทำความรู้จักกับผลไม้มหัศจรรย์นี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

ผลไม้มหัศจรรย์ หรือ Miracle fruit มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Synsepalum dulcificum เป็นผลไม้พื้นเมืองของประเทศทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ผลสุกจะมีรูปร่างกลมรีคล้ายไข่ สีแดงสด ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการเปลี่ยนรสเปรี้ยวให้กลายเป็นหวาน โดยเกิดจากสารไกลโคโปรตีนที่ชื่อว่า มิราคูลิน (Miraculin)

     กลไกการทำงานของสารมิราคูลิน

ตุ่มรับรสหวานที่ลิ้นประกอบด้วยตัวรับ 2 ตัวคือ T1R2 และ T1R3 โดย T1R2 จะจับกับโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก ส่วนโมเลกุลใหญ่ จะจับกับ T1R3 ตัวรับทั้งสองตัวนี้จะตอบสนองต่อน้ำตาลชนิดต่าง ๆ สารให้ความหวานและโปรตีนโมเลกุลเล็ก ๆ เมื่อสารต่าง ๆ เหล่านี้จับกับตัวรับแล้วจะไปกระตุ้น g-protein coupled receptor ซึ่งส่งผลให้เกิดการรับรู้รสหวานขึ้น กลไกการทำงานของสารมิราคูลินที่แท้จริงยังไม่มีคำตอบชัดเจนต้องทำการศึกษาต่อไป แต่จากความรู้เกี่ยวกับการรับรู้รสหวานข้างต้น และความรู้ที่ว่าสารมิราคูลินจะทำงานในสภาวะที่เป็นกรด ทำให้สันนิษฐานได้ว่า พอรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวเข้าไปทำให้เกิดภาวะที่เป็นกรด มิราคูลินจะถูกกระตุ้นโดยเปลี่ยนโครงสร้างไปจับกับตัวรับทำให้เกิดการรับรู้รสหวานขึ้น (ในภาวะเป็นกลางจะไม่เกิดการกระตุ้นนี้) โดยเมื่อมีความเป็นกรดมากขึ้นตัวรับรสหวานก็จะยิ่งถูกกระตุ้นมากขึ้นด้วย หลังจากกินผลไม้มหัศจรรย์นี้เข้าไปจะมีรสหวานอยู่ได้นานกว่า 1ชั่วโมง

ประโยชน์ทางการแพทย์ของผลไม้ชนิดนี้

เบาหวาน นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองโดยให้กลุ่มของหนูที่ได้รับอาหารที่มีระดับน้ำตาลฟรักโทสสูง กินผลมหัศจรรย์ ซึ่งได้แสดงผลออกมาว่า ผลมหัศจรรย์สามารถป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลินได้

เคมีบำบัด กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่รับการรักษาโดยใช้เคมีบำบัดจะมีผลค้างเคียงอย่างหนึ่ง คือการรับรู้รสชาติจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลต่อความอยากอาหารและพลังงานที่จะได้รับด้วย การศึกษาครั้งนี้แบ่งผู้ป่วยเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้ทานผลมหัศจรรย์ ส่วนอีกกลุ่มได้รับยาหลอก (placebo) เป็นเวลาสองสัปดาห์ หลังจากนั้นได้มีการสอบถามถึงความพึงพอใจต่อรสชาติของอาหารที่ทานในเวลาที่ทำการทดลอง ได้ผลว่ากลุ่มที่ทานผลมหัศจรรย์มีการรับรู้รสชาติอาหารที่ดีขึ้น

ลดน้ำหนัก มีงานวิจัยออกมาว่าผลมหัศจรรย์สามารถกระตุ้นความหวานในของหวานประเภทน้ำตาลต่ำได้ ทำให้ยังได้รับรสชาติหวานเหมือนเดิม แต่ลดปริมาณพลังงานที่ทานเข้าไปได้

ความปลอดภัย ถึงแม้ว่าการทานผลมหัศจรรย์ในรูปแบบอาหารจะถือว่ามีความปลอดภัย แต่ในการใช้ระยะยาวเพื่อเป็นอาหารเสริม ยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจน

นอกจากประโยชน์ข้างต้นแล้ว ผลมหัศจรรย์ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงอีกด้วย แต่เนื่องจากผลต่อสุขภาพยังมีการศึกษาจำนวนจำกัด ในการรับประทานเป็นประจำจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ แม่ที่ต้องให้นมลูก หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพราะยังไม่มีใครทราบถึงผลของการทานผลไม้ชนิดนี้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นหากอยากลองทดสอบคุณสมบัติหวานซ่อนเปรี้ยวของผลไม้ชนิดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกไม่ใช่น้อย