All posts by Guy Lawrence

อยากสายตาดี…นี่ต้องกินอะไรเหรอ ?

การที่เราเกิดมามีอวัยวะครบสมบูรณ์นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากเลยทีเดียว ดวงตาที่มองเห็นได้เป็นปกติก็เป็นส่วนหนึ่งของความโชคดีนี้ เราจึงควรดูแลรักษาดวงตาให้มีสุขภาพดีอยู่ตลอด การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็เป็นทางหนึ่งในการบำรุงสายตาให้สดใสเสมอ

สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยขน์ต่อดวงตามีอยู่มากมาย เช่น

  • ลูทีน (lutein) และ ซีแซนทีน (zeaxanthin) เป็นวิตามินกลุ่มแคโรทีนอยด์ เป็นเม็ดสีที่พบในจอประสาทตา ซึ่งมีหน้าที่ในการกรองแสงและป้องกันดวงตาจากรังสีที่มีพลังงานสูง เช่น รังสียูวี โดยจะพบสารสองตัวนี้ในอาหารบำรุงสายตาพวก บร็อคโคลี่ ปวยเล้ง คะน้า ข้าวโพด กีวี องุ่น ไข่แดง ผักและผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง และแดง เช่น ฟักข้าว แครอท ส้ม พริกหวาน
  • วิตามินเอ (vitamins A) ในธรรมชาติพบเฉพาะในสัตว์ ส่วนในพืชจะมีสารที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ เรียกว่าโปรวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารพวกแคโรทีนอยด์ได้แก่ เบตา-แคโรทีน แอลฟา-แคโรทีน และเบตา-คริพโทแซนทิน วิตามิน เอ พบได้ในน้ำนม เนย เนยแข็ง ตับ น้ำมันตับปลา มีส่วนสำคัญในการป้องกันกระจกตา นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนประกอบของโปรตีนโรดอปซินที่ช่วยในการมองเห็นในสภาวะแสงน้อยด้วย
  • เบตา-แคโรทีน (betacarotene) เป็นสารสีที่ให้สีเหลือง ส้ม อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์เช่นเดียวกับลูทีนและซีแซนทีน แต่จัดเป็นสารโปรวิตามินเอ เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กและตับ พบมากใน ผักที่มีสีเขียวเข้ม และผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม เช่น ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ชะอม ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศสุก เป็นต้น
  • วิตามินซี (vitamins C) พบมากในผักและ ผลไม้สด เช่น ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลส้ม (citrus) เป็นต้น นอกจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแล้วยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้แข็งแรงอีกด้วย โดยเฉพาะส่วนของกระจกตาและตาขาว
  • วิตามินอี (vitamins E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ที่จะคอยปกป้องดวงตาของเรา มีการศึกษาว่าวิตามินอีสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ แต่ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสมมติฐานนี้ แต่อย่างไรก็ตามควรรับประทานวิตามินอีให้เพียงพอเพื่อรักษาให้ดวงตามีสุขภาพที่ดีเสมอ ซึ่งวิตามินชนิดนี้พบมากใน ผักใบเขียว อะโวคาโด เมล็ดธัญพืช ถั่วต่าง ๆ จมูกข้าว ข้าวกล้อง ปลาแซลมอน น้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม (palm oil)

         นอกจากการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว การใช้สายตาอย่างถูกวิธีก็เป็นส่วนสำคัญในการรักษาให้ดวงตามีสภาวะที่ดีอยู่เสมอ เช่น พักสายตาจากการจ้องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทุก 20-30 นาที ไม่เอามือป้ายตาในขณะที่มือสกปรก ไม่ใส่คอนแทคเลนส์เวลานอนหลับ เป็นต้น หากทำได้ดังนี้แล้วดวงตาของคุณก็พร้อมที่จะสดใสไปพร้อมกับคุณอย่างแน่นอน

 

คุณเตรียมตัว เตรียมร่างกาย ก่อนไปเจาะเลือดดีพอหรือยัง

การเตรียมตัวก่อนการเจาะเลือดอย่างถูกวิธี เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติออกมาถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำขึ้น โดยบางการทดสอบก็ไม่ต้องมีการเตรียมตัวอะไรมาก เเต่บางอย่างก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อน ซึ่งมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างมาเกี่ยวข้อง

เตรียมการดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เลือดของคนเราสามารถบอกอะไรได้หลาย ๆ อย่าง เนื่องจากสารต่าง ๆ ที่หลั่งออกมาก็จะล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด เมื่อมีการเจาะเลือดของคนที่เตรียมตัวมาอย่างถูกวิธี และมีวิธีการทางห้องปฏิบัติการที่ดี ก็จะได้ค่าที่ถูกต้องตามมาด้วย กระบวนการตั้งแต่เจาะเลือดจนเลือดไปถึงห้องปฏิบัติการและได้ผลออกมา ต้องมีการควบคุมคุณภาพเพื่อให้ผลการทดสอบออกมามีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ โดยส่วนนี้จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทางห้องปฏิบัติการ ส่วนหน้าที่ของผู้ถูกเจาะเลือดจะเริ่มก่อนเป็นลำดับแรกซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ในการเจาะเลือดเเต่ละครั้ง แพทย์จะมีคำสั่งตรวจออกมาว่าต้องการตรวจสารอะไรเพื่อดูภาวะใดของร่างกาย ในกรณีที่ต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ ทางแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก็จะแจ้งให้ทราบถึงวิธีที่ถูกต้องในการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด เพราะหากไม่ได้มีการเตรียมตัวมาแล้ว อาจส่งให้ผลที่ได้มีค่าผิดปกติ ไม่น่าเชื่อถือ ทำให้เสียเวลาต้องมาตรวจซ้ำอีก การเตรียมตัวก่อนการเจาะเลือดในบางครั้งจึงมีความสำคัญมาก

ในการตรวจสารต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษมีคำแนะนำดังนี้  

  1. การตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose) ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด
  2. 2. การตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile;Cholesterol,Triglyceride, HDL, LDL) ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด
  3. การตรวจปัจจัยการแข็งตัวของเลือดบางชนิด ในการตรวจปัจจัยการแข็งตัวของเลือดบางชนิด หากมีไขมันในเลือดมารบกวนการอ่านค่าอาจทำให้ได้ค่าไม่ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด เช่นเดียวกับการตรวจไขมัน โดยกรณีแบบนี้ แพทย์ก็จะเน้นย้ำว่าให้อดอาหารมาด้วยเพราะบางคนอาจไม่คุ้นเคย
  4. การตรวจหาสารอื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีการทดสอบที่ต้องมีการอดอาหารหากรู้สึกกระหาย สามารถจิบน้ำเปล่าได้ในปริมาณเล็กน้อย

หลังจากเจาะเลือดและปิดแผลแล้วควรกดแผลเบา ๆ ประมาณ1-2 นาที เพื่อให้เลือดหยุดไหลสนิท ไม่ควรพับแขนเพราะอาจทำให้เลือดออกใต้ผิวหนังได้

การตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกจากการตรวจเลือดแล้วยังมีการตรวจจากสิ่งส่งตรวจอื่น ๆ อีก เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหลั่งต่าง ๆ ซึ่งมีวิธีที่การเก็บสิ่งส่งตรวจและวิธีการเตรียมตัวที่แตกต่างกันไป หากท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว อย่าลืมถามแพทย์หรือผู้เกี่ยวข้องถึงการเก็บสิ่งส่งตรวจอย่างถูกวิธี เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์และส่งผลให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องด้วย

 

สมุนไพรที่หลาย ๆ บ้านมีติดครัวไว้ มีประโยชน์อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

สมุนไพรไทยที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันมีอยู่มากมาย บางคนอาจใช้เพื่อเป็นยารักษาโรคโดยตรง ในขณะที่หลายคนใช้ปรุงแต่งเพื่อเพิ่มอรรถรสในอาหาร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสมุนไพรไทยที่ใช้ในครัวเรือนให้มากขึ้นอีกนิดกันดีกว่า

กระเทียม (Garlic) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Allium sativum Linn. มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเอเชียกลาง ในประเทศไทยปลูกมากบริเวณภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ในการทำอาหารส่วนใหญ่จะใช้ส่วนหัว แต่ใบกระเทียมก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน โดยใบจะมีสรรพคุณ ขับเสมหะและช่วยให้เสมหะแห้ง ส่วนหัวสามารถใช้รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ป้องกันและรักษาโรคผิวหนัง ลดการเกิดลิ่มเลือด บำรุงหัวใจ และปรับสมดุลการทำงานของไตได้

กะเพรา (Holy Basil)  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Ocimum sanctum Linn. มีถิ่นกำเนิดแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถปลูกได้ง่ายและเติบโตได้ดีทุกสภาพอากาศ จึงถือเป็นพืชที่ควรมีติดบ้านไว้ตลอด เพราะนอกจากจะเป็นสมุนไพรที่ใช้ใส่ในอาหารได้หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายด้วย เช่น ขับลม ขับน้ำนม ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง รักษาแผลในกระเพราะ และน้ำมันหอมระเหยจากกิ่งและใบกะเพราก็สามารถใช้ไล่ยุงได้อีกด้วย

ขิง (Ginger) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe. เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินเดีย มีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า “เหง้า” ซึ่งจะแตกแขนงและมีกลิ่นหอม ส่วนมากจะใช้ส่วนนี้ในการทำอาหาร สรรพคุณของขิงจะมีรสเผ็ดร้อนเป็นหลัก ใช้ขับลมแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ไอ ขับเสมหะ คลื่นไส้ อาเจียน นอกจากเหง้าแล้วส่วนอื่น ๆ ของขิง เช่น ใบ ดอก ราก และผลก็ยังมีประโยชน์มากมาย เรียกว่าใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้นเลยทีเดียว

ตะไคร้ (Lemongrass) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citrates มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถวประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย ในทวีปอเมริกาใต้ และคองโก ลำต้นจะอยู่รวมกันเป็นกอ จะใช้ส่วนลำต้นและเหง้าในการทำอาหารมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพบได้ในอาหารไทยหลายๆชนิด มีสรรพคุณมากมาย เช่น รักษาโรคหืด ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้อาเจียนทำให้เจริญอาหาร นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ยังมีกลิ่นหอม ซึ่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ ได้

มะกรูด (Kaffir lime) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณประเทศลาวอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย นิยมใช้กลิ่นจากใบและผิวมะกรูดในการทำอาหาร ส่วนน้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยวสามารถใช้แทนน้ำมะนาวได้แต่มีกลิ่นฉุนกว่าจึงไม่นิยมเท่ามะนาว สรรพคุณของสมุนไพรชนิดนี้คือ สามารถใช้บำรุงหัวใจ ขับลมในลำไส้ และรักษาอาการแน่นท้อง จุกเสียด นอกจากนี้ผลมะกรูดยังใช้บำรุงเส้นผมได้อีกด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนน้อยของสมุนไพรไทยที่มีอยู่ทั้งหมด ยังมีสมุนไพรที่มีประโยชน์อีกมากมายที่ควรค่าแก่การปลูกไว้ในบ้าน เพราะนอกจากเวลาทำอาหารไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลแล้ว ยังสามารถรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายได้อีกด้วย เหมือนกับที่มีคำกล่าวว่า “อย่ากินยาเป็นอาหาร แต่จงกินอาหารให้เป็นยา”

 

ระบบหมุนเวียนเลือดสำคัญอย่างไร เรื่องสำคัญที่น่าเรียนรู้

ร่างกายของมนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่ถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์แบบ ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน หากระบบใดเกิดบกพร่องไปย่อมทำให้เกิดความไม่สมดุลและความผิดปกติตามมา
ระบบหมุนเวียนเลือดก็ถือว่าเป็นระบบหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะหากอวัยวะส่วนใดที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยง ย่อมทำให้เกิดการตายของเซลล์บริเวณนั้น เเละทำให้สูญเสียการทำงานไปในที่สุด

เลือดมีหน้าที่หลากหลาย เช่น ขนส่งออกซิเจนและสารอาหารผ่านทางเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยที่มีอยู่ทั่วร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามา ส่งผ่านของเสียที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ไปยังระบบกำจัดของเสียของร่างกาย รวมทั้งรักษาระบบต่าง ๆ ให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลอีกด้วย

เลือดของเราประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

เลือดประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ พลาสมา(น้ำเหลือง) มีอยู่ประมาณ 55%  อีก 45% จะเป็นเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด  ซึ่งทำหน้าที่ต่างกันออกไป

  1. พลาสมา เป็นส่วนของของเหลวที่อยู่ในเลือด ซึ่งจะประกอบไปด้วย น้ำ น้ำตาล ไขมัน โปรตีน และแร่ธาตุต่าง ๆ มีหน้าที่หลักคือ ขนส่งเซลล์เม็ดเลือด สารอาหาร ภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมน ของเสียต่าง ๆ ไปทั่วร่างกาย
  2. เซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีมากที่สุดในเลือด (40-45%) เป็นสีแดงเนื่องจากสีของฮีโมโกลบิน(hemoglobin)  มีลักษณะคล้ายโดนัทคือตรงกลางเซลล์จะเว้าเข้าหากัน เพราะไม่มีนิวเคลียสทำให้เม็ดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นสามารถเคลื่อนที่ไปตามหลอดเลือดเล็ก ๆ ได้ โดยฮีโมโกลบิน จะเป็นตัวขนส่งออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และเนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงไม่มีนิวเคลียสจะมีอายุประมาณ 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกกำจัดโดยกระบวนการภายในร่างกายต่อไป

อีกสองชนิดที่ขาดไม่ได้ คือ

  1. เซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นเซลล์ที่คอยปกป้องร่างกายจากการรุกรานของสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต เชื้อรา มีประมาณ 1% ของเลือดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ 5 ชนิด คือ นิวโทรฟิล(Neutrophil) อีโอซิโนฟิล(Eosinophil) เบโซฟิล(Basophil) ลิมโฟไซต์ (Lymphoctyte) และโมโนไซต์ (Monocyte) โดยทุกชนิดจะมีบทบาทในการต่อสู้และวิธีการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างกันออกไป
  2. เกล็ดเลือด เป็นเศษของเซลล์ Megakaryocytes ที่อยู่ในไขกระดูกมีรูปร่างคล้ายจาน อายุประมาณ 10 วัน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดลิ่มเลือดในขั้นเริ่มต้น โดยเมื่อเกิดบาดแผลจะมีการส่งสัญญานเรียกให้เกล็ดเลือดมารวมตัวกันปิดตรงบริเวณหลอดเลือดที่มีการฉีกขาดทำให้เลือดหยุดไหลได้ในกรณีที่บาดแผลขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ก็จะมีการห้ามเลือดขั้นต่อไปโดยใช้โปรตีนที่ช่วยในการทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างเป็นลำดับ โดยสุดท้ายจะได้เป็นร่างแหไฟบริน โดยจะมาช่วยทำให้เกล็ดเลือดที่จับตัวในตอนแรกมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ระบบหมุนเวียนเลือดมีความสำคัญขนาดนี้ แต่ก็ยังมีระบบอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลและมีสุขภาพดีตลอดไป

 

จากละครเลือดข้น….สู่หนทางป้องกันภาวะเลือดจาง

นับว่าเป็นละครที่มีกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์และบนจอแก้วอย่างมาก สำหรับซีรีย์ “เลือดข้นคนจาง” ที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้ เมื่ออ่านชื่อซีรีย์ที่มีคำว่าเลือด คำว่าจางแล้ว ทำให้นึกถึงภาวะเลือดโลหิตจาง ขึ้นมาทันใด

ภาวะเลือดโลหิตจาง (Anemia) หรือภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดง ในเลือดน้อยกว่าปกติ
ซึ่งโดยปกติเม็ดเลือดจะทำหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง อาจมาจากการเสียเลือด การสร้างเม็ดเลือดแดงที่ลดลง หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้น ซึ่งนอกจากการไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและตรวจเลือดอยู่เสมอแล้ว สารอาหารและโภชนาการต่าง ๆ ที่บริโภคประจำวัน อาจมีส่วนช่วยในการบำรุงเลือดให้มีสุขภาพที่ดีได้ด้วย

บทความนี้จึงขอแนะนำ อาหารบำรุงบำรุงเลือด ดังนี้

1.เนื้อสัตว์ต่าง ๆ และตับ มีธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี หากต้องการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงก็ไม่ควรพลาดเมนูที่ประกอบไปด้วย เลือด ตับและเนื้อสัตว์เป็นอันขาด

2.ผักใบสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า บรอกโคลี ผักบุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้น้อย จึงต้องรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม มะละกอ ฝรั่ง มะนาว เพื่ออาศัยกรดเกลือในกระเพาะอาหารและวิตามินซีช่วยในการดูดซึม

3.อาหารทะเล จะมีธาตุเหล็กที่ ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี และมีอัตราการดูดซึมอยู่ที่ร้อยละ 20-30 และยิ่งหากรับประทานควบคู่กับวิตามินซีที่ได้จากผลไม้ก็ยิ่งดีไปใหญ่ เพราะจะดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ลำไส้เล็กได้คล่องตัวมากขึ้น

4.ถั่วแดง ถั่วดำ และจมูกข้าวสาลีอาหารในกลุ่มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์โดยสามารถรับประทานเป็นกลุ่มนี้แทน ซึ่งธัญพืชเหล่านี้จะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กค่อนข้างสูง

5.ข้าวหอมนิลข้าวจัดได้ว่ามีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่ข้าวกลุ่มนี้ยังมีธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารที่มีโมเลกุลคล้ายกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการธาตุเหล็กแต่ไม่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์

6.ฟักทอง แครอท และมะเขือเทศ ในกลุ่มนี้จะมีธาตุเหล็กอยู่บ้าง แต่ธาตุเหล็กที่ได้มักละลายยาก ร่างกายจึงดูดซึมและนำไปใช้ได้ค่อนข้างน้อย ทางที่ดีจึงควรกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ตับ และไข่แดง ควบคู่กันไปด้วย

7.สมุนไพรเครื่องเทศ เช่น ขมิ้น พริก และกระเทียมช่วยให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี และช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

อย่างไรก็ตามหากอยากบำรุงระบบเลือดให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะเลือดก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก และการดื่มน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายยังสามารถช่วยชะล้างสารพิษ และสิ่งตกค้างภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้ลุ้นระทึกไปกับซีรีย์ “เลือดข้นคนจาง แบบติดขอบจอไม่พลาดสักตอนอย่างแน่นอน

 

กลูเตนคืออะไร ทำไมต้องรู้จักและเข้าใจกลูเตน

กลูเตน (gluten) เกิดจากการรวมตัวของโปรตีน (protein) กลูเตนิน (glutenin) และไกลอะดิน (gliadin) ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ทำให้กลูเตนมีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่น ไม่ละลายในน้ำ พบได้ในธัญพืช (cereal grain) บางชนิด เช่น ข้าวสาลี (wheat) ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพด ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (bakery) กลูเตนสามารถเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ผลิตขึ้นโดยยีสต์ (yeast) เอาไว้ได้ ทำให้รูปทรงของผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมปัง โดนัท ขนมเค้ก คงอยู่ได้ นอกจากนั้นกลูเตนยังนิยมใช้แทนที่เนื้อสัตว์ (meat) ในอาหารเจ (vegan) และอาหารมังสวิรัติ อีกด้วย

อาการของการแพ้กลูเตน

ผู้ที่แพ้กลูเตน จะมีอาการคล้ายกับคนที่แพ้นมวัว ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ เช่น ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการชาตามแขนและขา อาการแพ้กลูเตนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กหากมีอาการแพ้กลูเตนแล้วไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เด็กแคระแกร็นได้ ซึ่งสัญญาณเตือนการแพ้กลูเตนสามารถสังเกตได้ดังนี้

  1. เกิดปัญหาที่ระบบขับถ่าย หากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อกลูเตนจะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ อาการที่พบได้บ่อยคือ อาการท้องเสีย ท้องอืด ท้องผูก ปวดท้อง
  2. อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย อาจเป็นสัญญาณของอาการขาด ธาตุเหล็ก และวิตามิน ซึ่งปกติจะถูกดูดซึมที่ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมได้ดี เนื่องมาจากการแพ้กลูเตน
  3. ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน คล้ายตุ่มน้ำใส ๆ จะแตกเมื่อเกา มักขึ้นบริเวณข้อศอก เข่า และก้น โดยอาการนี้จะหายไปหากทานอาหารที่ไม่มีกลูเตน
  4. ลักษณะอุจจาระผิดปกติ อุจจาระจะมีลักษณะที่ผิดปกติ จะมีสีที่อ่อนลง มีไขมันปะปนในอุจจาระ และมีกลิ่นที่เหม็น ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไขมันจึงถูกขับถ่ายออกมา
  5. น้ำหนักลดผิดปกติ เมื่อภูมิคุ้มกันตอบสนองต่ออาการแพ้จนทำให้เกิดภาวะลำไส้เล็กอักเสบ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ บางราย โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงขั้นส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้กลูเตน

ผู้ที่มีภาวะแพ้กลูเตนควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากข้าวสาลีหรือแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์
ข้าวไรย์ มอลต์ บริเวอร์ยีสต์ (Brewer’s Yeast) หรือข้าวโอ๊ตบางชนิด เนื่องจากมีโอกาสเจือปนกับเมล็ดพืชหรือธัญพืชอื่นที่มีกลูเตนในกระบวนการผลิตได้ ยกเว้นจะมีการระบุไว้บนผลิตภัณฑ์อย่างแน่ชัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ Gluten Free

ข้อแนะนำสำหรับการทานอาหารปราศจากกลูเตน (Gluten Free)

อาหาร Gluten Free ตามธรรมชาติมีอยู่หลายชนิด แต่ต้องเลือกชนิดที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีเติมวัตถุเจือปนที่มีกลูเตนอยู่ เช่น พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ ไข่ เนื้อสัตว์สีแดง เนื้อปลา เนื้อไก่ ผักและผลไม้สด ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ เนย ธัญพืชหรือเมล็ดพืชที่ระบุว่าไม่มีส่วนผสมของกลูเตน เช่น ข้าว ควินัว ข้าวโพด เมล็ดแฟลกซ์ เป็นต้น

แม้ว่าการแพ้กลูเตนจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงกลูเตนก็สามารถช่วยให้ไม่เกิดผลข้างเคียงของการแพ้กลูเตนที่กล่าวมาข้างต้นได้ หรืออาจจะใช้เวลาในครอบครัวอาหารทานเองก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดี เพราะควบคุมส่วนผสมได้แน่นอน และยังเป็นกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย

 

เข้าใจอาการของโรคอัลไซเมอร์ ถ้ารู้อาการไว ก็สามารถป้องกันได้

เมื่อปี ค.ศ. 1906 นายแพทย์อัลลอยซ์ อัลไซเมอร์ (Alois Alzheimer) จิตแพทย์ชาวเยอรมัน ค้นพบการเปลี่ยนแปลงของเนื้อสมองของผู้หญิงที่เสียชีวิตจากความผิดปกติทางจิต ซึ่งยังหาสาเหตุไม่ได้ โดยผู้หญิงที่เสียชีวิตมีอาการสูญเสียความทรงจำ และพฤติกรรมที่แปลกประหลาดไปจากเดิม จึงตั้งชื่อโรคดังกล่าวว่าโรคอัลไซเมอร์ ตามชื่อของนายแพทย์อัลลอยซ์ อัลไซเมอร์ ซึ่งโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นหนึ่งในโรคสมองเสื่อมที่พบได้บ่อยที่สุด จะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์สมองหยุดการทำงาน ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ ภาษา ทำให้กระทบต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก

สาเหตุของอัลไซเมอร์

                สมอง มีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารสื่อประสาท เป็นตัวสื่อสาร ซึ่งสารสื่อประสาทตัวนี้ จะนำข้อมูลจากสมอง ไปยังอวัยวะเพื่อให้เกิดการทำงานขึ้น และสารสื่อประสาทที่มีความสำคัญอย่างมากต่อความทรงจำมีชื่อว่า สารอะเซติลโคลีน ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับการจดจำของมนุษย์ จากการศึกษาทำให้ทราบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์นั้น มีสารอะเซติลโคลีน ในสมองน้อยอย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้การจดจำ และการใช้เหตุผลในผู้ป่วยลดลงตามไปด้วย

ปริมาณสารอะเซติลโคลีนนี้ ควบคุมโดยเอนไซม์ที่มีชื่อว่า อะเซติลโคลีนเอสเทอเรส ที่ทำหน้าที่ย่อยอะเซติล
โคลีน ทำให้สารอะเซติลโคลีน ในสมองมีปริมาณน้อยลง

ในปัจจุบัน โรคอัลไซเมอร์ ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นการรักษาเพื่อให้อาการดีขึ้น ซึ่งได้มีการพัฒนายา ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์อะเซติลโคลีนเอสเทอเรส ซึ่งน่าจะให้สารอะเซติลโคลีนคงเหลืออยู่มากขึ้น แต่สารยับยั้งอะเซติลโคลีนเอสเทอเรส อาจมีอาการข้างเคียงในผู้ป่วยบางคน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง

อาการของอัลไซเมอร์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น โดยให้สังเกตว่า ทำอะไรซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ หรือไม่ เช่น ถามซ้ำคำถามเดิมหลายครั้ง ลืมหรือนึกชื่อสถานที่ สิ่งของไม่ออก ลืมบทสนทนาหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น อารมณ์แปรปรวนบ่อยครั้ง เช่น หงุดหงิด กระวนกระวาย วิตกกังวลกว่าปกติ

ระยะกลาง จะยิ่งมีปัญหาด้านความทรงจำ อาจจะต้องได้รับความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยให้สังเกตว่า มีการจำชื่อของคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกที พยายามนึกชื่อเพื่อนและครอบครัวแต่นึกไม่ออก หรือเกิดภาวะสับสนและสูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา และบุคคล เช่น หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้วันเวลา รวมถึงมีอาการหลงผิด เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างสนิทใจ รวมถึงอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในตัวผู้ดูแลหรือครอบครัวของตนเอง

ระยะปลาย ผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและให้ความช่วยเหลือตลอด อาจอาละวาด เรียกร้องความสนใจ และไม่ไว้วางใจผู้คนรอบข้าง กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่ กลืนและรับประทานอาหารลำบากสูญเสียความสามารถในการพูดลงไปทีละน้อยจนไม่สามารถสื่อสารได้

ผู้อ่านท่านใดที่มีความกังวลว่าอาจมีปัญหาด้านความทรงจำ หรืออาจจะเป็นโรคสมองเสื่อม หรือสงสัยว่าคนในครอบครัวมีอาการของอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นหรือระยะกลาง ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาโรคอัลไซเมอร์ที่ทันท่วงที

 

พฤติกรรมเนือยนิ่ง รีบแก้ไขก่อนที่ภัยสุขภาพจะวิ่งเข้ามาหา

“Sedentary” มีรากศัพท์มาจากคำภาษาละติน Sedere ซึ่งแปลว่า นั่ง “พฤติกรรมเนือยนิ่ง” จึงหมายถึง ร่างกายของเรามีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย หรือแทบไม่เคลื่อนไหวเลย ยกตัวอย่างเช่น การนั่งทำงานติดต่อกันนาน โดยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย นอนเล่นมือถือ นั่งเล่นเกม หรือดูโทรทัศน์ มากจนเกินไป พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเรียกว่า “พฤติกรรมเนือยนิ่ง”

ผลกระทบของพฤติกรรมเนือยนิ่ง

พฤติกรรมเนือยนิ่งมีผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบการทำงานของร่างกาย ตั้งแต่การทำงานในระดับเซลล์ เช่น การหลั่งฮอร์โมนอินซูลินที่ควบคุมระดับน้ำตาลจะเสียไป การเผาผลาญน้ำตาล การเผาผลาญไขมัน และการเผาผลาญพลังงานของร่างกายลดลง จนนำไปสู่ภาวะน้ำตาลสูง ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง และนับว่าเป็นเส้นทางลัดที่โรคหลอดเลือดและหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง จะมาทำร้ายร่างกาย ซึ่งการขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 6 ของประชากรทั่วโลก ที่น่าตกใจคือพฤติกรรมเนือยนิ่ง มีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคได้เท่ากับหรือมากกว่าการสูบบุหรี่ อีกด้วย 

คุณมีภาวะพฤติกรรมเนือยนิ่งหรือไม่

                ให้คุณลองสังเกตตัวเองดูว่าร่างกายมีความเฉื่อย ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่กระตือรือร้น ไม่มีความกระฉับ กระเฉง
มีภาวะเครียด ทั้งทางกาย ทางอารมณ์ หน้านิ่วคิ้วขมวด ตึงบริเวณท้ายทอยหรือไม่ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้แสดงว่าคุณกำลังเผชิญกับพฤติกรรมเนือยนิ่ง

วิธีการหลีกเลี่ยงจากพฤติกรรมเนือยนิ่ง

ต้องลุกขึ้นมามีกิจกรรมทางกาย หรือออกกำลังกาย ควรมีการออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันวันละ 30 นาทีต่อวัน โดยสามารถทำได้ที่บ้าน ที่ทำงาน ง่ายๆ ดังนี้

  1. ท่าลุกนั่ง ท่านี้สามารถทำได้ขณะดูทีวี หรือแม้แต่ขณะอยู่ในห้องน้ำ โดยแยกเท้าทั้ง 2 ข้างออกเล็กน้อย ยื่นแขนออกมาให้ขนานกับลำตัว ย่อตัวลงไป และยืดกลับท่าเดิม ทำอย่างน้อย 10-15 ครั้ง
  2. ท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อ เริ่มต้นโดยนั่งตัวตรง ตะแคงศีรษะไปด้านข้างช้า ๆ ใช้มือช่วยกดศีรษะเบา ๆ จนรู้สึกตึงบริเวณกล้ามเนื้อบ่า และคอด้านขวา ค้างไว้ 10 วินาที ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง แล้วสลับข้าง
  3. ท่าบริหารหน้าท้อง โดยให้นอนคว่ำลงกับพื้น เท้าชิดกัน จากนั้นให้งอข้อศอก มือทั้งสองข้างวางราบไปกับพื้น หายใจเข้า แล้วค่อย ๆ ดันมือทั้งสองข้างยกตัวขึ้น ลำตัวตรงขนานกับพื้น ใช้มือและเท้ารับน้ำหนักตัว
    ใช้เวลา 1 ครั้งอย่างน้อย 30 วินาที
  4. ท่าดันกำแพง เริ่มต้นจากยืนห่างจากกำแพงพอประมาณ ยืนให้ลำตัวตรง ใช้มือทั้ง 2 ข้างดันกำแพงไว้ แล้วผลักลำตัวเข้าหากำแพง จากนั้นดันลำตัวออกจากกำแพงให้สุดแขน ทำ 10-15 ครั้ง

นอกจาก 4 วิธีที่แนะนำข้างต้นแล้ว การที่จะหลีกเลี่ยงจากพฤติกรรมเนือยนิ่ง สามารถทำกิจกรรมทางกายอื่น ๆ ได้ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะการออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายใด ๆ ที่ต้องใช้กล้ามเนื้อด้วย ยกตัวอย่างเช่น เดินมากขึ้น เดินขึ้นบันได ลุกขึ้นยืดเหยียดระหว่างการทำงาน เป็นต้น

 

ทำความรู้จัก BCAA  สักนิด ถ้าคุณต้องการฟิตร่างกาย

BCAA หรือ Branched Chain Amino Acids คือ กลุ่มของกรดอะมิโนที่มีความคล่องตัวสูง ประกอบไปด้วย
กรดอะมิโน 3 ชนิด คือ ลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน (isoleucine) และวาลีน (Valine) ซึ่งทั้ง 3 ชนิดนี้ เป็นกรดอะมิโน
ที่ร่างกายไม่สามารถผลิตเองได้ ต้องได้จากการทานอาหาร ซึ่ง BCAA มีความสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ มีส่วนช่วยในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน ช่วยลดอาการเหนื่อยล้า ทำให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพและยังสามารถออกกำลังกายได้ในเวลาที่ยาวนานขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย ทำให้ต้านเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

กรดอะมิโนลิวซีน (leucine) เป็นกรดอะมิโน ที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนของกล้ามเนื้อ จึงช่วยทำให้กล้ามเนื้อกระชับ กระตุ้นการทำงานของสมอง และช่วยให้เซลล์ประสาทแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการหลั่ง Growth Hormone ที่ไปกระตุ้นการย่อยสลายและสังเคราะห์โปรตีนของร่างกาย จึงทำให้สามารถดูดซึมโปรตีนไปสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแหล่งของลิวซีนที่พบในธรรมชาติส่วนมากจะพบได้ในพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง (โปรตีนที่สกัดจากถั่วเหลืองจะมีลิวซีนมากที่สุด), ถั่วลิสง, จมูกข้าวสาลี, อัลมอนด์, ข้าวโอ๊ต, ถั่วเขียว, ข้าวโพดเหลือง, ข้าวกล้อง,
รำข้าว และ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เช่น เนื้อวัว และปลา สำหรับปริมาณที่แนะนำ คือ 12 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. หากทานมากเกินไปอาจจะทำให้ท้องเสียได้

กรดอะมิโนไอโซลิวซีน (isoleucine) ช่วยเพิ่มความอดทน ช่วยในการรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ กระตุ้นให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิดบาดแผล ที่สำคัญยังช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากการออกกำลังกายได้เร็วกว่าปกติ ไอโซลิวซีนที่พบในธรรมชาติ จะพบมากใน ไข่, ปลา, สัตว์ปีก, เนื้อวัว, ถั่วเหลือง, ข้าวสาลี, อัลมอนด์ และผลิตภัณฑ์จากนม ปริมาณที่แนะนำ คือ 10-12 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ในปัจจุบันยังไม่พบอาการข้างเคียงจากการทานมากเกินไป

กรดอะมิโนวาลีน (Valine) จัดอยู่ในกลุ่มกรดอะมิโนจำเป็น ได้จากการย่อยสลายของโปรตีนช่วยกระตุ้นสมรรถนะของสมองและช่วยการประสานกันของกล้ามเนื้อ รักษาสมดุลของไนโตรเจนในร่างกาย และจำเป็นสำหรับกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานไปใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดงานที่ทำโดยกล้ามเนื้อ โดยแหล่งที่พบวาลีนในธรรมชาติส่วนมากจะพบในผลิตภัณฑ์จากนม, เนื้อ, เมล็ดธัญพืช, เห็ด, ถั่วเหลือง, และถั่วลิสง ปริมาณที่แนะนำคือ 16 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. หากทานมากเกินไปอาจจะมีอาการกระสับกระส่าย ได้

สำหรับกรดอะมิโนลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน (isoleucine) และวาลีน (Valine) จะถูกผสมอยู่ในเวย์โปรตีน (Whey Protien) ที่จำหน่วยทั่วไป ในฐานะผู้บริโภคเราควรอ่านฉลาก และส่วนประกอบให้ดี สำคัญที่สุดต้องเลือกให้เหมาะกับร่างกายของเรา หลักการสำคัญสำหรับการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแทนอาหารตามธรรมชาติ หรือทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในปริมาณที่มากกว่าที่ร่างกายควรได้รับ โดยปราศจากคำแนะนำจากแพทย์อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายของคุณได้

 

เราจะดูแลสุขภาพอย่างไร ในช่วงหน้าฝน


“วันที่ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง เธอคิดถึงฉันบ้างไหมหนอเธอ”
เพลงยอดฮิตที่ฝนตกทีไรเป็นต้องนึกถึงทุกครั้ง แต่อย่ามัวแต่คิดถึงคนรู้ใจเท่านั้น เราต้องคิดถึงและระมัดระวังโรคที่มาพร้อมกับหน้าฝนด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี รอยยิ้มที่สดใส รอมอบให้กับคนรู้ใจของเราในทุกฤดู

โรคยอดฮิต ที่มาพร้อมกับช่วงหน้าฝน

1.โรคติดต่อทางน้ำและอาหาร เช่น อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งการอุจจาระร่วงหรือท้องเสียที่นานกว่า 2-3 วัน ถ้าไม่รักษาจะทำให้มีอาการขาดน้ำและอ่อนแรงได้ วิธีป้องกัน คือ ล้างมือให้สะอาดเสมอโดยใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีเพื่อฟอกสบู่ ล้างผักและผลไม้สดก่อนรับประทานเพราะผิวของผักผลไม้สดมักมีเชื้อแบคทีเรียติดและปรสิตที่มาจากปุ๋ยธรรมชาติในดินปนเปื้อนมาด้วย ที่สำคัญจะต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เท่านั้น

2.โรคติดเชื้อที่ผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง ได้แก่ โรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือไข้ฉี่หนู และโรคตาแดง สาเหตุเกิดจากการสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ น้ำเสียในท่อระบายน้ำ เป็นต้น

โรคฉี่หนู ในช่วงแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ รู้สึกหนาวสั่น ปวดศีรษะ บริเวณหน้าผาก หรือปวดหลังเบ้าตา ซึ่งอาจจะลุกลามไปถึงภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อได้ อัตราการเสียชีวิตอยู่ประมาณร้อยละ 5-15% สำหรับการป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงการลุยน้ำเป็นเวลานาน ๆ ถ้าจำเป็นควรสวมชุดป้องกัน เช่น รองเท้าบูท ถุงมือ ให้เรียบร้อย และต้องทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหลังการลุยน้ำ

โรคตาแดง หรือโรคเยื่อบุตาอักเสบ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ภูมิแพ้เกสรดอกไม้ หลังได้รับเชื้อเข้าสู่ตาแล้ว 1-2 วันจะมีอาการเคืองตามาก เคืองแสง  เจ็บตา น้ำตาไหล  การป้องกันโรคตาแดง คือ ถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที หมั่นรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของอย่างสม่ำเสมอ

3.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ  ซึ่งไข้หวัดมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) สามารถแพร่กระจายในอากาศได้ และเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก ตา จมูก อาการของไข้หวัด คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ สามารถป้องกันได้โดย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ใช้หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และที่สำคัญควรอยู่บ้านเมื่อเป็นไข้หวัดจนกว่าอาการจะดีขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

สุดท้ายต้องหมั่นออกกำลังกาย ทำจิตใจให้สดใส ไม่เครียด เพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพดีได้ง่าย ๆ ตลอดช่วงหน้าฝน พร้อมลุยทุกกิจกรรมกับคนรู้ใจอย่างแน่นอน