Category Archives: การดูแลสุขภาพ

อดอาหารแบบนี้ รับรองว่าดีต่อสุขภาพ

บางคนอาจเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วเกี่ยวกับการอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่ง หรือ Intermittent Fasting (IF) จะส่งผลดีต่อสุขภาพได้ แต่หลายคนก็ยังปฏิเสธแนวคิดนี้โดยคิดว่าการปล่อยให้ท้องหิวมันทรมาน แต่ถ้าคุณได้รู้ถึงประโยชน์ของมัน ลองทำดูด้วยตัวเองสักครั้งแล้วค่อยตัดสินใจก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

IF คืออะไร?

            การอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่ง (IF) คือการที่ไม่กินอะไรเข้าไปเลยบางช่วงเวลา โดยมีหลายช่วงเวลาให้เลือก เช่น 5:2 หรือ 16:8 ไม่มีมาตรฐานตายตัว การอดอาหารแบบนี้มีข้อดีอย่างไรบ้างไปดูกันเลย

  1. ลดระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากไม่มีการเติมพลังงานจากการกิน ทำให้ร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานที่เก็บไว้มาใช้
  2. เพิ่มระดับ growth hormone ซึ่งจะช่วยให้สลายไขมันและทำให้มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น
  3. ซ่อมแซมเซลล์ โดยร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมและกำจัดของเสียจากเซลล์
  4.  มีอายุยืนโดยมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุลของสารในร่างกายทำให้เกิดการต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
  5. น้ำหนักลดลง เพราะกระบวนการนี้จะทำให้อาหารเข้าไปในร่างกายน้อยลง แต่ในช่วงเวลาที่กินได้ก็ต้องไม่กินจนมากเกินไปด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ระดับฮอร์โมน norepinephrine เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายสลายไขมันมาใช้มากขึ้นด้วย และมีรายงานว่า IF ทำให้เกิดการสูญเสียกล้ามเนื้อน้อยกว่า จำกัดแคลอรี่อย่างต่อเนื่องด้วย

ยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกประกอบด้วย

  • ลดภาวะดื้อต่ออินซูลิน การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินได้ และจากการศึกษาที่พบว่า IF ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ก็จะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 ลดลง แต่ในบางการศึกษาพบว่าขึ้นอยู่กับเพศ โดยมีการศึกษาในกลุ่มผู้ที่อดอาหารเป็นเวลา 21 วัน พบว่าหลังจากวันที่ 21 การควบคุมระดับน้ำตาลแย่ลงในเพศหญิงแต่ยังคงปกติในเพศชาย
  • เพิ่มการต่อต้านสารอนุมูลอิสระและการอักเสบ สารอนุมูลอิสระสามารถทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และทำให้ร่างกายแก่เร็ว แต่ในหลาย ๆ การศึกษาพบว่า IF กระตุ้นการกำจัดสารอนุมูลอิสระและช่วยให้ต่อสู้กับการอักเสบที่เป็นผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้
  • อาจจะมีประโยชน์ต่อโรคหัวใจ เนื่องจากลดความเสียงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ เช่นความดัน คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และระดับน้ำตาล การศึกษาเหล่านี้ทำในหนูทดลอง ยังไม่มีผลการศึกษาในคนมากพอ แต่ก็ถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดี
  • ป้องกันมะเร็ง มีการศึกษาในหนูทดลองโดยพบว่าลดปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ยังต้องทำการศึกษาในคนเพิ่มเติม  แต่ก็มีการรายงานว่า IF สามารถลดผลข้างเคียงในผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดได้

             การอดอาหารในช่วงเวลาหนึ่งมีประโยชน์มากมายดังที่กล่าวไปข้างต้น และยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกที่ไม่ได้กล่าวถึงและบางส่วนรอการศึกษาเพิ่มเติม หากใครมีความพร้อมอยากดูแลสุขภาพด้วยวิธีนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ๆ ที่น่าลอง แต่ต้องไม่ลืมว่าควรทำเท่าที่ไหว การทำอะไรเกินตัวย่อมไม่เป็นผลดีแน่นอน

ออกกำลังกายต้องวางแผน เคล็ดไม่ลับการมีสุขภาพแข็งแรงอย่างได้ผล

แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีที่จะช่วยให้เราทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ใช่ว่าการที่คุณลุกขึ้นมาออกกำลังกายทุก ๆ วัน จะช่วยทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงอย่างที่คิดไว้เสมอไป เพราะบางคนก็ออกน้อยไป ส่วนบางคนก็ออกหนักมากเกินไป คือ ขาดความพอดีในการออกกำลังกาย นั่นจึงทำให้สุขภาพไม่ได้แข็งแรงขึ้นจริง ๆ อย่างที่ต้องการ การออกกำลังกายที่ดีที่จะช่วยทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงไปพร้อม ๆ กับการมีรูปร่างที่ดีกระชับดูดีขึ้นนั้น ต้องมีการวางแผนที่ดีด้วย มาดูกันดีกว่าว่าการวางแผนออกกำลังกายควรเริ่มต้นอย่างไร

รู้จักตั้งเป้าหมายก็ต้องรู้จักติดตามผลงาน

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรในชีวิต คนเราล้วนมีความคาดหวัง ไม่ว่าจะกิน เที่ยว ดูหนังฟังเพลง เล่นพนันทุกอย่างเรามีเป้าหมายหรือความคาดหวังในใจกันทั้งนั้น กินเราก็หวังความอร่อย เที่ยวดูหนังฟังเพลงเราก็หวังว่าจะได้รับความบันเทิงทางใจ เล่นพนันเราก็หวังความสนุกตื่นเต้น หรือ การได้รายได้พิเศษ เช่นบางคนเข้าไปพนันกีฬาฟุตบอลกับเว็บไซต์รับพนันที่คนไทยฮิต ๆ อย่าง VWIN ก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะได้ทั้งความสนุกกับเงินก้อนโตกลับมา การตั้งเป้าหมายเป็นเรื่องดี แต่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการตั้งเป้าหมายก็คือ การติดตามผล หรือ การดู Feedback ที่กลับมาด้วย การตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกายของทุกคน แน่นอนว่าคงไม่พ้นเรื่องสุขภาพและรูปร่างที่ดี แต่หลังจากออกกำลังกายแล้ว คุณเคยติดตามวัดผลหรือไม่ว่า คุณมีพัฒนาการด้านร่างกายและสุขภาพเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เมื่อก่อนอาจเดินแล้วเหนื่อยหอบง่าย พอออกกำลังกายเป็นประจำแล้ว อาการเหนื่อยหอบลดลงไหม หรือบางคนอ้วนน้ำหนักเยอะ พอออกกำลังกายแล้วน้ำหนักและรูปร่างเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน นี่คือ แผนการออกกำลังกายเบื้องต้นที่คุณต้องวางไว้ ตั้งเป้าหมายว่าจะให้เกิดอะไรขึ้น ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ แล้วก็มาติดตามผลดูว่าหลังจากทำไปแล้ว เกิดอะไรขึ้น ถ้าดีขึ้นก็จะมีกำลังใจ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นจะได้ปรับปรุงแผนและวิธีการออกกำลังกายเสียใหม่ได้ทัน

เตรียมตัวและอย่าหักโหม

การออกกำลังกายทุกครั้ง ไม่ว่าออกหนักหรือเบา ก็ควรมีการเตรียมพร้อมร่างกายด้วยการวอร์มอัพทุกครั้ง เพราะนี่คือเคล็ดลับที่จะทำให้การออกกำลังกายเป็นไปตามเป้าหมายอย่างราบรื่นและได้ผลมากขึ้น เพราะการวอร์มอัพช่วยลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกายได้ และที่สำคัญการตั้งเป้าหมายของคุณไม่ควรจะกระชั้นชิดเกินไป เพราะการตั้งเป้าหมายที่กระชั้นชิดด้วยเวลา อาจเป็นการบังคับทางอ้อมให้คุณต้องออกกำลังกายหนักและหักโหม การออกกำลังกายนั้นควรเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราผ่อนคลาย คลายเครียดได้ ไม่ควรนำมาเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายเครียดหนักกว่าเดิม ถ้าคุณไม่หักโหม ออกบ่อย ๆ เรื่อย ๆ ทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยทำให้สุขภาพคุณดีขึ้นอย่างที่หวังไว้แน่นอน

เหล่านี้เป็นหลักคิดในการวางแผนออกกำลังกายที่จะทำให้คุณออกกำลังกายแล้วมีสุขภาพที่ดีอย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างไรก็ดีก่อนเริ่มออกกำลังกายคราวหน้าก็อย่าลืมวางแผนให้ดีก่อนนะ คิดไว้ก่อนเลยว่าคุณต้องการเห็นพัฒนาการของตัวเองอย่างไร และควรใช้ระยะเวลานานแค่ไหน ออกหนักเบาสลับการอย่างไรดี ที่จะไม่เป็นการทำร้ายตัวเองในระยะยาว แล้วคุณจะได้ทั้งสุขภาพที่ดีขึ้นและรูปร่างที่ดีขึ้นตามต้องการ

อาศัยอยู่ในห้องแอร์ อย่ายอมแพ้ให้โรคภัย

เครื่องปรับอากาศเป็นอีกสิ่งสำคัญในชีวิตยุคปัจจุบัน ยิ่งในเขตที่มีคนอยู่กันหนาแน่น อากาศถ่ายเทไม่สะดวกด้วยแล้ว หากขาดเครื่องปรับอากาศไปอาจทำให้เกิดความหงุดหงิดจนไม่เป็นอันทำงานเลยทีเดียว เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งเมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ซึ่งหลาย ๆ ข้อก็เป็นสิ่งที่เราสามารถป้องกันได้ด้วยตัวเอง

เรามาลองดูกันว่าเมื่อเราอยู่ในห้องปรับอากาศหรือที่เราเรียกกันติดปากสั้น ๆ ว่า “ห้องแอร์” จะส่งผลเสียกับเราได้อย่างไรบ้าง

1. ผิวแห้ง เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องแอร์ เพราะความเย็นทำให้ผิวแห้งและเกิดอาการคันได้ แล้วถ้าหากเกิดคันไม้คันมือไปแกะเกาจนเกิดแผลแล้ว ก็จะมีความเสี่ยงในเรื่องติดเชื้อตามมาด้วย ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ในห้องแอร์ตลอด ก็ต้องหาวิธีป้องกันโดยสามารถทำได้ง่าย ๆ คือ ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป ทาครีมบำรุงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารเพื่อบำรุงผิวก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยได้

2. โรคระบบทางเดินหายใจ ห้องแอร์ส่วนใหญ่เป็นลักษณะห้องปิด อากาศถ่ายเทไม่ดีแต่ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี และในสภาวะปกติโพรงจมูกของคนเราจะมีเมือกเคลือบอยู่เพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาทางจมูก แต่ในห้องแอร์มีอากาศแห้งจึงไม่มีเมือกป้องกันเซลล์ในโพรงจมูกทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น

ยังมีอีกสองโรคต่อไปนี้ด้วย

3. โรคลีจิโอเนลโลสิส (Legionellosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียสกุล Legionella spp. ซึ่งสายพันธุ์ก่อโรคส่วนใหญ่คือ L.pneumophila โดยสามารถก่อไห้เกิดอาการซึ่งแบ่งได้เป็นสองโรค คือโรคลีจิโอเนียร์ (Legionnaires) ที่เป็นโรคของกลุ่มอาการปอดบวม และอีกโรคคือ โรคไข้ปอนติแอค (Pontiac fever) โดยอาการจะคล้ายไข้หวัดซึ่งส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง เชื้อก่อโรคนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิ 25-42 องศาเซลเซียส จึงพบได้ทั่วไปในแหล่งที่มีน้ำและความชื้น ระบบเครื่องปรับอากาศก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยพบมากในหอระบายความร้อนของระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ เครื่องทำความชื้น เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น กลุ่มเสี่ยงของการเป็นโรคนี้คือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และผู้สูงอายุ โดยจะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าคนปกติที่ติดเชื้อนี้ด้วย ซึ่งติดด่อได้โดยการหายใจเอาอากาศที่มีเชื้อนี้เข้าไป  วิธีป้องกันคือ ทำให้หอระบายความร้อนแห้งเมื่อไม่ได้ใช้ ทำความสะอาด เติมน้ำยาฆ่าเชื้อ ตั้งอุณหภูมิระบบทำน้ำร้อนในเครื่องช่วยหายใจให้มากกว่า 50 องศาเซลเซียส

4. โรคติดเชื้อ ห้องที่มีลักษณะอับชื้นแบบห้องแอร์เป็นแหล่งอาศัยที่ดีของแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับเราได้หากร่างกายไม่แข็งแรง ไม่มีภูมิคุ้มกันคอยต้านทานโรค ซึ่งวิธีป้องกันคือดูแลรักษาทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศตามรอบการใช้งาน โดยปกติ 6 เดือน/ครั้ง ซึ่งจะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

                ในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ โดยไม่รู้ตัว ปัจจัยจากภายนอกบางทีก็เป็นสิ่งควบคุมได้ยาก ทางที่ดีคือทำร่างกายของเราให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อยู่เสมอก็จะช่วยให้ลดความรุนแรงของโรคที่จะเกิดขึ้นได้

เลือกน้ำมันหอมระเหย อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

อโรมาเธอราพี (Aromatherapy) แปลเป็นไทยได้ว่า การบำบัดโดยใช้กลิ่นหอม ซึ่งใช้รักษาอาการบางอย่าง เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคผิวหนัง ความเครียด เป็นต้น น้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากพืชแต่ละชนิดจะมีกลิ่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป โดยพบว่ามีการใช้กลิ่นหอมเพื่อบำบัดรักษาในยุโรปมานานมากกว่าร้อยปี ส่วนในแถบตะวันออกกลางมีมานานกว่าพันปีแล้ว

ในปัจจุบันมีการใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อลดความเครียด ปรับสมดุลของจิตใจและอารมณ์กันมากขึ้น ซึ่งมีทั้งการใช้สูดดมอย่างเดียวและใช้น้ำมันพร้อมกับการนวดเพื่อผ่อนคลาย ในน้ำมันหอมระเหยจะมีโมเลกุลเล็ก ๆ อยู่มากมายที่มีผลต่อการบำบัดรักษา ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายคือ เมื่อเราได้กลิ่นหอมผ่านทางระบบประสาทรับกลิ่นที่อยู่เหนือโพรงจมูก โมเลกุลของกลิ่นหอมเหล่านี้จะถูกส่งไปยังสมองระบบลิมบิค (limbic system) ที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ พฤติกรรม และความทรงจำ นอกจากนี้โมเลกุลเหล่านี้จะเข้าสู่กระแสเลือดโดยผ่านทางเนื้อเยื่อของปอด จึงร่วมกันส่งผลต่อสมองส่วนต่าง ๆ เกิดการปรับสมดุลสภาพของอารมณ์และจิตใจ ทำให้ผ่อนคลาย ลดความเครียดลงได้

น้ำมันหอมระเหยกลิ่นไหน มีดียังไงบ้าง?         

  1. มะลิ (Jasmine)คลายความเครียด เหนื่อยล้า แก้ปัญหาทางเดินหายใจ ไข้หวัด ปวดหัว นอนไม่หลับ
  2. กุหลาบ (Rose) เพิ่มความรู้สึกอบอุ่น คลายความเครียด แก้ปัญหาอารมณ์แปรปรวนก่อนมีประจำเดือน นอนไม่หลับ
  3. ตะไคร้ (Lemongrass) ลดความท้อแท้ คลายความเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  4. ส้ม (Orange) คลายความเครียด อ่อนเพลีย แก้ปัญหานอนไม่หลับ แก้ปวดเมื่อย
  5. ตะไคร้หอม (Citronella) บรรเทาอาการหวัด ไมเกรน ลดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า
  6. โรสแมรี่ (Rosemary) บรรเทาอาการหวัด ปวดหัว หลอดลมอักเสบ ไมเกรน นอนไม่หลับ
  7. จำปี (Champaca white) ช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย
  8. เจอราเนียม (Geranium) ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แก้ปัญหานอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง
  9. ลาเวนเดอร์ (Lavender) ลดความเครียด บรรเทาอาการหวัด นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง
  10. โหระพา ( Sweet basil) กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดอาการวิตกกังวล แก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ แก้ไอ
  11. คาโมมายล์ (Chamomile Blue) ลดความเครียด วิตกกังวล ทำให้ผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวดหัว คลื่นไส้
  12. มะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ลดความเหนื่อยล้า ซึมเศร้า ทำให้ผ่อนคลาย แก้ปัญหา นอนไม่หลับ
  13. มะนาวเขียว (Lime) ลดความเหนื่อยล้า เครียด วิตกกังวล ทำให้รู้สึกสดชื่น มีสมาธิ แก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ
  14. พริกไทยดำ (Black pepper) ลดความเหนื่อยล้า เครียด กลัว แก้ปัญหาทางเดินหายใจ คลื่นไส้ ไม่เจริญอาหาร
  15. สะระแหน่ (Pepper mint) ลดความรู้สึก เหนื่อยล้า วิตกกังวล ทำให้รู้สึกสดชื่น มั่นใจ บรรเทาอาการปวดหัว คลื่นไส้

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยมีมากมายหลากหลาย เวลาที่เราจะซื้อนอกจากเลือกกลิ่นที่ชอบแล้ว ควรคำนึงถึงสรรพคุณและข้อควรระวังของกลิ่นนั้น ๆ ด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะการใช้น้ำมันบางชนิดมีข้อควรระวัง เช่น ห้ามใช้ในผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีผิวไวต่อแสง ผู้ที่มีภาวะความดันสูง เป็นต้น จึงควรถามรายละเอียดก่อนใช้สักนิด เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียตามมาทีหลัง

 

อยากสายตาดี…นี่ต้องกินอะไรเหรอ ?

การที่เราเกิดมามีอวัยวะครบสมบูรณ์นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากเลยทีเดียว ดวงตาที่มองเห็นได้เป็นปกติก็เป็นส่วนหนึ่งของความโชคดีนี้ เราจึงควรดูแลรักษาดวงตาให้มีสุขภาพดีอยู่ตลอด การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็เป็นทางหนึ่งในการบำรุงสายตาให้สดใสเสมอ

สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยขน์ต่อดวงตามีอยู่มากมาย เช่น

  • ลูทีน (lutein) และ ซีแซนทีน (zeaxanthin) เป็นวิตามินกลุ่มแคโรทีนอยด์ เป็นเม็ดสีที่พบในจอประสาทตา ซึ่งมีหน้าที่ในการกรองแสงและป้องกันดวงตาจากรังสีที่มีพลังงานสูง เช่น รังสียูวี โดยจะพบสารสองตัวนี้ในอาหารบำรุงสายตาพวก บร็อคโคลี่ ปวยเล้ง คะน้า ข้าวโพด กีวี องุ่น ไข่แดง ผักและผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง และแดง เช่น ฟักข้าว แครอท ส้ม พริกหวาน
  • วิตามินเอ (vitamins A) ในธรรมชาติพบเฉพาะในสัตว์ ส่วนในพืชจะมีสารที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ เรียกว่าโปรวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารพวกแคโรทีนอยด์ได้แก่ เบตา-แคโรทีน แอลฟา-แคโรทีน และเบตา-คริพโทแซนทิน วิตามิน เอ พบได้ในน้ำนม เนย เนยแข็ง ตับ น้ำมันตับปลา มีส่วนสำคัญในการป้องกันกระจกตา นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนประกอบของโปรตีนโรดอปซินที่ช่วยในการมองเห็นในสภาวะแสงน้อยด้วย
  • เบตา-แคโรทีน (betacarotene) เป็นสารสีที่ให้สีเหลือง ส้ม อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์เช่นเดียวกับลูทีนและซีแซนทีน แต่จัดเป็นสารโปรวิตามินเอ เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กและตับ พบมากใน ผักที่มีสีเขียวเข้ม และผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม เช่น ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ชะอม ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศสุก เป็นต้น
  • วิตามินซี (vitamins C) พบมากในผักและ ผลไม้สด เช่น ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลส้ม (citrus) เป็นต้น นอกจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแล้วยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้แข็งแรงอีกด้วย โดยเฉพาะส่วนของกระจกตาและตาขาว
  • วิตามินอี (vitamins E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ที่จะคอยปกป้องดวงตาของเรา มีการศึกษาว่าวิตามินอีสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ แต่ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสมมติฐานนี้ แต่อย่างไรก็ตามควรรับประทานวิตามินอีให้เพียงพอเพื่อรักษาให้ดวงตามีสุขภาพที่ดีเสมอ ซึ่งวิตามินชนิดนี้พบมากใน ผักใบเขียว อะโวคาโด เมล็ดธัญพืช ถั่วต่าง ๆ จมูกข้าว ข้าวกล้อง ปลาแซลมอน น้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม (palm oil)

         นอกจากการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว การใช้สายตาอย่างถูกวิธีก็เป็นส่วนสำคัญในการรักษาให้ดวงตามีสภาวะที่ดีอยู่เสมอ เช่น พักสายตาจากการจ้องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทุก 20-30 นาที ไม่เอามือป้ายตาในขณะที่มือสกปรก ไม่ใส่คอนแทคเลนส์เวลานอนหลับ เป็นต้น หากทำได้ดังนี้แล้วดวงตาของคุณก็พร้อมที่จะสดใสไปพร้อมกับคุณอย่างแน่นอน

 

เราจะดูแลสุขภาพอย่างไร ในช่วงหน้าฝน


“วันที่ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง เธอคิดถึงฉันบ้างไหมหนอเธอ”
เพลงยอดฮิตที่ฝนตกทีไรเป็นต้องนึกถึงทุกครั้ง แต่อย่ามัวแต่คิดถึงคนรู้ใจเท่านั้น เราต้องคิดถึงและระมัดระวังโรคที่มาพร้อมกับหน้าฝนด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี รอยยิ้มที่สดใส รอมอบให้กับคนรู้ใจของเราในทุกฤดู

โรคยอดฮิต ที่มาพร้อมกับช่วงหน้าฝน

1.โรคติดต่อทางน้ำและอาหาร เช่น อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งการอุจจาระร่วงหรือท้องเสียที่นานกว่า 2-3 วัน ถ้าไม่รักษาจะทำให้มีอาการขาดน้ำและอ่อนแรงได้ วิธีป้องกัน คือ ล้างมือให้สะอาดเสมอโดยใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีเพื่อฟอกสบู่ ล้างผักและผลไม้สดก่อนรับประทานเพราะผิวของผักผลไม้สดมักมีเชื้อแบคทีเรียติดและปรสิตที่มาจากปุ๋ยธรรมชาติในดินปนเปื้อนมาด้วย ที่สำคัญจะต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เท่านั้น

2.โรคติดเชื้อที่ผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง ได้แก่ โรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือไข้ฉี่หนู และโรคตาแดง สาเหตุเกิดจากการสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ น้ำเสียในท่อระบายน้ำ เป็นต้น

โรคฉี่หนู ในช่วงแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ รู้สึกหนาวสั่น ปวดศีรษะ บริเวณหน้าผาก หรือปวดหลังเบ้าตา ซึ่งอาจจะลุกลามไปถึงภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อได้ อัตราการเสียชีวิตอยู่ประมาณร้อยละ 5-15% สำหรับการป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงการลุยน้ำเป็นเวลานาน ๆ ถ้าจำเป็นควรสวมชุดป้องกัน เช่น รองเท้าบูท ถุงมือ ให้เรียบร้อย และต้องทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหลังการลุยน้ำ

โรคตาแดง หรือโรคเยื่อบุตาอักเสบ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ภูมิแพ้เกสรดอกไม้ หลังได้รับเชื้อเข้าสู่ตาแล้ว 1-2 วันจะมีอาการเคืองตามาก เคืองแสง  เจ็บตา น้ำตาไหล  การป้องกันโรคตาแดง คือ ถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที หมั่นรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของอย่างสม่ำเสมอ

3.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ  ซึ่งไข้หวัดมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) สามารถแพร่กระจายในอากาศได้ และเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก ตา จมูก อาการของไข้หวัด คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ สามารถป้องกันได้โดย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ใช้หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และที่สำคัญควรอยู่บ้านเมื่อเป็นไข้หวัดจนกว่าอาการจะดีขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

สุดท้ายต้องหมั่นออกกำลังกาย ทำจิตใจให้สดใส ไม่เครียด เพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพดีได้ง่าย ๆ ตลอดช่วงหน้าฝน พร้อมลุยทุกกิจกรรมกับคนรู้ใจอย่างแน่นอน

 

โปรแกรมตรวจสุขภาพต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นสำหรับคนทั่วไป

          โรงพยายาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐบาล หรือคลินิกรักษาโรค ล้วนแต่นำโปรแกรมตรวจสุขภาพมานำเสนอให้ทั้งคนป่วยและคนไม่ป่วยเข้าไปรับการตรวจเช็คสุขภาพ โปรแกรมตรวจสุขภาพเหล่านี้มีมากมายให้เลือก จะตรวจประจำปี ตรวจเฉพาะอย่าง หรือตรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า มีให้เลือกครบหมด การตรวจสุขภาพก็เพื่อค้นหาว่าร่างกายเราปกติดีอยู่หรือไม่ หรือมีโรคภัยอะไรเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง

การตรวจสุขภาพสำคัญอย่างไร

การตรวจสุขภาพนั้นสำคัญสำหรับคนเราแน่นอน เพราะการตรวจพบความผิดปกติ หรือโรคร้ายในร่างกายของเราตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะทำให้ง่ายต่อการรักษาพยาบาล โรคบางชนิดหากตรวจพบช้าก็เป็นอันตรายและสายเกินจะรักษาเยียวยา แต่การเข้ารับการตรวจตามโปรแกรมตรวจสุขภาพต่าง ๆ เช่น โปรแกรม Check-up 3, ตรวจลำไส้, โปรแกรมตรวจสแกนผิวหนัง ฯลฯ โปรแกรมตรวจสุขภาพเหล่านี้ไม่ว่าบริษัทประกันสุขภาพจะจ่ายให้ หรือคุณจ่ายเอง เราควรจะตรวจทั้งหมดจริงหรือ อะไรบ้างที่เราควรตรวจ ตรวจเมื่อไหร่ และอะไรบ้างที่เราควรปล่อยผ่าน

การตรวจสุขภาพที่ได้รับความนิยม มีความสำคัญและทุกคนควรต้องตรวจมีดังนี้

  1. ตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) เป็นสิ่งที่ผู้หญิง อายุระหว่าง 50-69 ปี ควรตรวจเพื่อเช็คมะเร็งเต้านม โดยตรวจทุก ๆ 2 ปี การตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะต้น ๆ ก็ช่วยให้รักษามะเร็งให้หายขาดได้
  2. ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ตรวจหามะเร็งลำไส้ ตรวจได้ทั้งชายและหญิง ผู้ที่สุขภาพปกติควรตรวจตอนอายุ 55  ปี เว้นระยะ 10  ปี จึงตรวจซ้ำ ในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป หากอุจจาระมีเลือดปนบ่อย ๆ ควรส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ และนำอุจจาระไปให้หมอตรวจทุก ๆ 2 ปี
  3. แปปสเมียร์ (Pap Smear หรือ Pap Test) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยสอดเครื่องมือถ่างปากมดลูกและป้ายเซลล์จากมดลูกเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 20  ปีขึ้นไปสามารถไปตรวจได้ แต่ข้อมูลล่าสุด ปี ค.ศ. 2018 ผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก ๆ 3 ปี        

การตรวจสุขภาพที่หมอแนะนำให้ตรวจ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีความกังวลต่อปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ

  1. ตรวจสุขภาพหัวใจ และไต  เป็นโปรแกรมมาตรฐานทั่วไป ตรวจเพื่อดูการทำงานของไต หัวใจ ความดันเลือด ตรวจหาเบาหวาน แนะนำให้ตรวจทุก ๆ 2 ปี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  2. ตรวจหามะเร็งผิวหนัง ในช่วงที่ผ่านมาพบคนเป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มมากขึ้น ช่วงอายุที่ควรตรวจ 35 ปีขึ้นไป หากตรวจพบเร็ว ก็สามารถรักษาได้เร็ว
  3. ตรวจความดันภายในลูกตา เพื่อหาการเกิดต้อหิน เป็นอาการที่ไม่มีความเจ็บปวด ผู้เป็นต้อส่วนใหญ่จะรู้ว่าเป็นก็เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
  4. ตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากอีกอย่างที่เรียกว่า PSA ย่อมาจาก prostate specific antigen เป็นการตรวจสารโปรตีนที่ต่อมลูกหมากผลิตขึ้น ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น จะมีการรั่วของสาร PSA ออกมาในกระแสเลือดมากขึ้นกว่าปกติ  ทำให้ตรวจพบค่า  PSA สูง  นำไปสู่การวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้นได้

จะเห็นว่าการตรวจสุขภาพ เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนควรทำ ยิ่งในยุคนี้หลาย ๆ สถานประกอบการ ก็มักจะมีโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีให้กับพนักงานทั้งนั้น เราเสียเงินกับเรื่องอื่น ๆ ได้มากมาย อย่าเสียดายเงินที่เอาไปเช็คสุขภาพแค่หลักร้อยบาท ใส่ใจตัวเองจะได้ห่างไกลโรค