Category Archives: การดูแลสุขภาพ

เลือกน้ำมันหอมระเหย อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

อโรมาเธอราพี (Aromatherapy) แปลเป็นไทยได้ว่า การบำบัดโดยใช้กลิ่นหอม ซึ่งใช้รักษาอาการบางอย่าง เช่น ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคผิวหนัง ความเครียด เป็นต้น น้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากพืชแต่ละชนิดจะมีกลิ่นซึ่งเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป โดยพบว่ามีการใช้กลิ่นหอมเพื่อบำบัดรักษาในยุโรปมานานมากกว่าร้อยปี ส่วนในแถบตะวันออกกลางมีมานานกว่าพันปีแล้ว

ในปัจจุบันมีการใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อลดความเครียด ปรับสมดุลของจิตใจและอารมณ์กันมากขึ้น ซึ่งมีทั้งการใช้สูดดมอย่างเดียวและใช้น้ำมันพร้อมกับการนวดเพื่อผ่อนคลาย ในน้ำมันหอมระเหยจะมีโมเลกุลเล็ก ๆ อยู่มากมายที่มีผลต่อการบำบัดรักษา ซึ่งจะมีผลต่อร่างกายคือ เมื่อเราได้กลิ่นหอมผ่านทางระบบประสาทรับกลิ่นที่อยู่เหนือโพรงจมูก โมเลกุลของกลิ่นหอมเหล่านี้จะถูกส่งไปยังสมองระบบลิมบิค (limbic system) ที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ พฤติกรรม และความทรงจำ นอกจากนี้โมเลกุลเหล่านี้จะเข้าสู่กระแสเลือดโดยผ่านทางเนื้อเยื่อของปอด จึงร่วมกันส่งผลต่อสมองส่วนต่าง ๆ เกิดการปรับสมดุลสภาพของอารมณ์และจิตใจ ทำให้ผ่อนคลาย ลดความเครียดลงได้

น้ำมันหอมระเหยกลิ่นไหน มีดียังไงบ้าง?         

  1. มะลิ (Jasmine)คลายความเครียด เหนื่อยล้า แก้ปัญหาทางเดินหายใจ ไข้หวัด ปวดหัว นอนไม่หลับ
  2. กุหลาบ (Rose) เพิ่มความรู้สึกอบอุ่น คลายความเครียด แก้ปัญหาอารมณ์แปรปรวนก่อนมีประจำเดือน นอนไม่หลับ
  3. ตะไคร้ (Lemongrass) ลดความท้อแท้ คลายความเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
  4. ส้ม (Orange) คลายความเครียด อ่อนเพลีย แก้ปัญหานอนไม่หลับ แก้ปวดเมื่อย
  5. ตะไคร้หอม (Citronella) บรรเทาอาการหวัด ไมเกรน ลดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า
  6. โรสแมรี่ (Rosemary) บรรเทาอาการหวัด ปวดหัว หลอดลมอักเสบ ไมเกรน นอนไม่หลับ
  7. จำปี (Champaca white) ช่วยให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย
  8. เจอราเนียม (Geranium) ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แก้ปัญหานอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง
  9. ลาเวนเดอร์ (Lavender) ลดความเครียด บรรเทาอาการหวัด นอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง
  10. โหระพา ( Sweet basil) กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ลดอาการวิตกกังวล แก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ แก้ไอ
  11. คาโมมายล์ (Chamomile Blue) ลดความเครียด วิตกกังวล ทำให้ผ่อนคลาย บรรเทาอาการปวดหัว คลื่นไส้
  12. มะกรูดฝรั่ง (Bergamot) ลดความเหนื่อยล้า ซึมเศร้า ทำให้ผ่อนคลาย แก้ปัญหา นอนไม่หลับ
  13. มะนาวเขียว (Lime) ลดความเหนื่อยล้า เครียด วิตกกังวล ทำให้รู้สึกสดชื่น มีสมาธิ แก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ
  14. พริกไทยดำ (Black pepper) ลดความเหนื่อยล้า เครียด กลัว แก้ปัญหาทางเดินหายใจ คลื่นไส้ ไม่เจริญอาหาร
  15. สะระแหน่ (Pepper mint) ลดความรู้สึก เหนื่อยล้า วิตกกังวล ทำให้รู้สึกสดชื่น มั่นใจ บรรเทาอาการปวดหัว คลื่นไส้

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่าประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยมีมากมายหลากหลาย เวลาที่เราจะซื้อนอกจากเลือกกลิ่นที่ชอบแล้ว ควรคำนึงถึงสรรพคุณและข้อควรระวังของกลิ่นนั้น ๆ ด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะการใช้น้ำมันบางชนิดมีข้อควรระวัง เช่น ห้ามใช้ในผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีผิวไวต่อแสง ผู้ที่มีภาวะความดันสูง เป็นต้น จึงควรถามรายละเอียดก่อนใช้สักนิด เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียตามมาทีหลัง

 

อยากสายตาดี…นี่ต้องกินอะไรเหรอ ?

การที่เราเกิดมามีอวัยวะครบสมบูรณ์นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากเลยทีเดียว ดวงตาที่มองเห็นได้เป็นปกติก็เป็นส่วนหนึ่งของความโชคดีนี้ เราจึงควรดูแลรักษาดวงตาให้มีสุขภาพดีอยู่ตลอด การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็เป็นทางหนึ่งในการบำรุงสายตาให้สดใสเสมอ

สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยขน์ต่อดวงตามีอยู่มากมาย เช่น

  • ลูทีน (lutein) และ ซีแซนทีน (zeaxanthin) เป็นวิตามินกลุ่มแคโรทีนอยด์ เป็นเม็ดสีที่พบในจอประสาทตา ซึ่งมีหน้าที่ในการกรองแสงและป้องกันดวงตาจากรังสีที่มีพลังงานสูง เช่น รังสียูวี โดยจะพบสารสองตัวนี้ในอาหารบำรุงสายตาพวก บร็อคโคลี่ ปวยเล้ง คะน้า ข้าวโพด กีวี องุ่น ไข่แดง ผักและผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง และแดง เช่น ฟักข้าว แครอท ส้ม พริกหวาน
  • วิตามินเอ (vitamins A) ในธรรมชาติพบเฉพาะในสัตว์ ส่วนในพืชจะมีสารที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ เรียกว่าโปรวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารพวกแคโรทีนอยด์ได้แก่ เบตา-แคโรทีน แอลฟา-แคโรทีน และเบตา-คริพโทแซนทิน วิตามิน เอ พบได้ในน้ำนม เนย เนยแข็ง ตับ น้ำมันตับปลา มีส่วนสำคัญในการป้องกันกระจกตา นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนประกอบของโปรตีนโรดอปซินที่ช่วยในการมองเห็นในสภาวะแสงน้อยด้วย
  • เบตา-แคโรทีน (betacarotene) เป็นสารสีที่ให้สีเหลือง ส้ม อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์เช่นเดียวกับลูทีนและซีแซนทีน แต่จัดเป็นสารโปรวิตามินเอ เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กและตับ พบมากใน ผักที่มีสีเขียวเข้ม และผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม เช่น ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ชะอม ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศสุก เป็นต้น
  • วิตามินซี (vitamins C) พบมากในผักและ ผลไม้สด เช่น ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลส้ม (citrus) เป็นต้น นอกจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแล้วยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้แข็งแรงอีกด้วย โดยเฉพาะส่วนของกระจกตาและตาขาว
  • วิตามินอี (vitamins E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ที่จะคอยปกป้องดวงตาของเรา มีการศึกษาว่าวิตามินอีสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ แต่ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสมมติฐานนี้ แต่อย่างไรก็ตามควรรับประทานวิตามินอีให้เพียงพอเพื่อรักษาให้ดวงตามีสุขภาพที่ดีเสมอ ซึ่งวิตามินชนิดนี้พบมากใน ผักใบเขียว อะโวคาโด เมล็ดธัญพืช ถั่วต่าง ๆ จมูกข้าว ข้าวกล้อง ปลาแซลมอน น้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม (palm oil)

         นอกจากการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว การใช้สายตาอย่างถูกวิธีก็เป็นส่วนสำคัญในการรักษาให้ดวงตามีสภาวะที่ดีอยู่เสมอ เช่น พักสายตาจากการจ้องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทุก 20-30 นาที ไม่เอามือป้ายตาในขณะที่มือสกปรก ไม่ใส่คอนแทคเลนส์เวลานอนหลับ เป็นต้น หากทำได้ดังนี้แล้วดวงตาของคุณก็พร้อมที่จะสดใสไปพร้อมกับคุณอย่างแน่นอน

 

เราจะดูแลสุขภาพอย่างไร ในช่วงหน้าฝน


“วันที่ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง เธอคิดถึงฉันบ้างไหมหนอเธอ”
เพลงยอดฮิตที่ฝนตกทีไรเป็นต้องนึกถึงทุกครั้ง แต่อย่ามัวแต่คิดถึงคนรู้ใจเท่านั้น เราต้องคิดถึงและระมัดระวังโรคที่มาพร้อมกับหน้าฝนด้วย เพื่อสุขภาพที่ดี รอยยิ้มที่สดใส รอมอบให้กับคนรู้ใจของเราในทุกฤดู

โรคยอดฮิต ที่มาพร้อมกับช่วงหน้าฝน

1.โรคติดต่อทางน้ำและอาหาร เช่น อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง สาเหตุเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งการอุจจาระร่วงหรือท้องเสียที่นานกว่า 2-3 วัน ถ้าไม่รักษาจะทำให้มีอาการขาดน้ำและอ่อนแรงได้ วิธีป้องกัน คือ ล้างมือให้สะอาดเสมอโดยใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาทีเพื่อฟอกสบู่ ล้างผักและผลไม้สดก่อนรับประทานเพราะผิวของผักผลไม้สดมักมีเชื้อแบคทีเรียติดและปรสิตที่มาจากปุ๋ยธรรมชาติในดินปนเปื้อนมาด้วย ที่สำคัญจะต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เท่านั้น

2.โรคติดเชื้อที่ผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง ได้แก่ โรคเล็ปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือไข้ฉี่หนู และโรคตาแดง สาเหตุเกิดจากการสัมผัสกับน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ น้ำเสียในท่อระบายน้ำ เป็นต้น

โรคฉี่หนู ในช่วงแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ รู้สึกหนาวสั่น ปวดศีรษะ บริเวณหน้าผาก หรือปวดหลังเบ้าตา ซึ่งอาจจะลุกลามไปถึงภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบไร้เชื้อได้ อัตราการเสียชีวิตอยู่ประมาณร้อยละ 5-15% สำหรับการป้องกัน คือ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงการลุยน้ำเป็นเวลานาน ๆ ถ้าจำเป็นควรสวมชุดป้องกัน เช่น รองเท้าบูท ถุงมือ ให้เรียบร้อย และต้องทำความสะอาดร่างกายโดยเร็วหลังการลุยน้ำ

โรคตาแดง หรือโรคเยื่อบุตาอักเสบ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ภูมิแพ้เกสรดอกไม้ หลังได้รับเชื้อเข้าสู่ตาแล้ว 1-2 วันจะมีอาการเคืองตามาก เคืองแสง  เจ็บตา น้ำตาไหล  การป้องกันโรคตาแดง คือ ถ้ามีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตาควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที หมั่นรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของอย่างสม่ำเสมอ

3.กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ  ซึ่งไข้หวัดมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส เช่น ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) สามารถแพร่กระจายในอากาศได้ และเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก ตา จมูก อาการของไข้หวัด คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ สามารถป้องกันได้โดย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ใช้หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และที่สำคัญควรอยู่บ้านเมื่อเป็นไข้หวัดจนกว่าอาการจะดีขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

สุดท้ายต้องหมั่นออกกำลังกาย ทำจิตใจให้สดใส ไม่เครียด เพียงเท่านี้ก็จะมีสุขภาพดีได้ง่าย ๆ ตลอดช่วงหน้าฝน พร้อมลุยทุกกิจกรรมกับคนรู้ใจอย่างแน่นอน

 

โปรแกรมตรวจสุขภาพต่าง ๆ ที่สำคัญและจำเป็นสำหรับคนทั่วไป

          โรงพยายาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐบาล หรือคลินิกรักษาโรค ล้วนแต่นำโปรแกรมตรวจสุขภาพมานำเสนอให้ทั้งคนป่วยและคนไม่ป่วยเข้าไปรับการตรวจเช็คสุขภาพ โปรแกรมตรวจสุขภาพเหล่านี้มีมากมายให้เลือก จะตรวจประจำปี ตรวจเฉพาะอย่าง หรือตรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า มีให้เลือกครบหมด การตรวจสุขภาพก็เพื่อค้นหาว่าร่างกายเราปกติดีอยู่หรือไม่ หรือมีโรคภัยอะไรเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง

การตรวจสุขภาพสำคัญอย่างไร

การตรวจสุขภาพนั้นสำคัญสำหรับคนเราแน่นอน เพราะการตรวจพบความผิดปกติ หรือโรคร้ายในร่างกายของเราตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะทำให้ง่ายต่อการรักษาพยาบาล โรคบางชนิดหากตรวจพบช้าก็เป็นอันตรายและสายเกินจะรักษาเยียวยา แต่การเข้ารับการตรวจตามโปรแกรมตรวจสุขภาพต่าง ๆ เช่น โปรแกรม Check-up 3, ตรวจลำไส้, โปรแกรมตรวจสแกนผิวหนัง ฯลฯ โปรแกรมตรวจสุขภาพเหล่านี้ไม่ว่าบริษัทประกันสุขภาพจะจ่ายให้ หรือคุณจ่ายเอง เราควรจะตรวจทั้งหมดจริงหรือ อะไรบ้างที่เราควรตรวจ ตรวจเมื่อไหร่ และอะไรบ้างที่เราควรปล่อยผ่าน

การตรวจสุขภาพที่ได้รับความนิยม มีความสำคัญและทุกคนควรต้องตรวจมีดังนี้

  1. ตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) เป็นสิ่งที่ผู้หญิง อายุระหว่าง 50-69 ปี ควรตรวจเพื่อเช็คมะเร็งเต้านม โดยตรวจทุก ๆ 2 ปี การตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะต้น ๆ ก็ช่วยให้รักษามะเร็งให้หายขาดได้
  2. ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ตรวจหามะเร็งลำไส้ ตรวจได้ทั้งชายและหญิง ผู้ที่สุขภาพปกติควรตรวจตอนอายุ 55  ปี เว้นระยะ 10  ปี จึงตรวจซ้ำ ในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป หากอุจจาระมีเลือดปนบ่อย ๆ ควรส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ และนำอุจจาระไปให้หมอตรวจทุก ๆ 2 ปี
  3. แปปสเมียร์ (Pap Smear หรือ Pap Test) เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยสอดเครื่องมือถ่างปากมดลูกและป้ายเซลล์จากมดลูกเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ ผู้หญิงอายุตั้งแต่ 20  ปีขึ้นไปสามารถไปตรวจได้ แต่ข้อมูลล่าสุด ปี ค.ศ. 2018 ผู้หญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจทุก ๆ 3 ปี        

การตรวจสุขภาพที่หมอแนะนำให้ตรวจ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีความกังวลต่อปัญหาสุขภาพด้านอื่น ๆ

  1. ตรวจสุขภาพหัวใจ และไต  เป็นโปรแกรมมาตรฐานทั่วไป ตรวจเพื่อดูการทำงานของไต หัวใจ ความดันเลือด ตรวจหาเบาหวาน แนะนำให้ตรวจทุก ๆ 2 ปี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
  2. ตรวจหามะเร็งผิวหนัง ในช่วงที่ผ่านมาพบคนเป็นมะเร็งผิวหนังเพิ่มมากขึ้น ช่วงอายุที่ควรตรวจ 35 ปีขึ้นไป หากตรวจพบเร็ว ก็สามารถรักษาได้เร็ว
  3. ตรวจความดันภายในลูกตา เพื่อหาการเกิดต้อหิน เป็นอาการที่ไม่มีความเจ็บปวด ผู้เป็นต้อส่วนใหญ่จะรู้ว่าเป็นก็เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
  4. ตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากอีกอย่างที่เรียกว่า PSA ย่อมาจาก prostate specific antigen เป็นการตรวจสารโปรตีนที่ต่อมลูกหมากผลิตขึ้น ในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น จะมีการรั่วของสาร PSA ออกมาในกระแสเลือดมากขึ้นกว่าปกติ  ทำให้ตรวจพบค่า  PSA สูง  นำไปสู่การวินิจฉัยมะเร็งต่อมลูกหมากในระยะเริ่มต้นได้

จะเห็นว่าการตรวจสุขภาพ เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนควรทำ ยิ่งในยุคนี้หลาย ๆ สถานประกอบการ ก็มักจะมีโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีให้กับพนักงานทั้งนั้น เราเสียเงินกับเรื่องอื่น ๆ ได้มากมาย อย่าเสียดายเงินที่เอาไปเช็คสุขภาพแค่หลักร้อยบาท ใส่ใจตัวเองจะได้ห่างไกลโรค