Category Archives: สุขภาพร่างกาย

คุณเตรียมตัว เตรียมร่างกาย ก่อนไปเจาะเลือดดีพอหรือยัง

การเตรียมตัวก่อนการเจาะเลือดอย่างถูกวิธี เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลการทดสอบทางห้องปฏิบัติออกมาถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำขึ้น โดยบางการทดสอบก็ไม่ต้องมีการเตรียมตัวอะไรมาก เเต่บางอย่างก็ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ามาก่อน ซึ่งมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างมาเกี่ยวข้อง

เตรียมการดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เลือดของคนเราสามารถบอกอะไรได้หลาย ๆ อย่าง เนื่องจากสารต่าง ๆ ที่หลั่งออกมาก็จะล่องลอยอยู่ในกระแสเลือด เมื่อมีการเจาะเลือดของคนที่เตรียมตัวมาอย่างถูกวิธี และมีวิธีการทางห้องปฏิบัติการที่ดี ก็จะได้ค่าที่ถูกต้องตามมาด้วย กระบวนการตั้งแต่เจาะเลือดจนเลือดไปถึงห้องปฏิบัติการและได้ผลออกมา ต้องมีการควบคุมคุณภาพเพื่อให้ผลการทดสอบออกมามีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ โดยส่วนนี้จะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทางห้องปฏิบัติการ ส่วนหน้าที่ของผู้ถูกเจาะเลือดจะเริ่มก่อนเป็นลำดับแรกซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ในการเจาะเลือดเเต่ละครั้ง แพทย์จะมีคำสั่งตรวจออกมาว่าต้องการตรวจสารอะไรเพื่อดูภาวะใดของร่างกาย ในกรณีที่ต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ ทางแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก็จะแจ้งให้ทราบถึงวิธีที่ถูกต้องในการเตรียมตัวก่อนเจาะเลือด เพราะหากไม่ได้มีการเตรียมตัวมาแล้ว อาจส่งให้ผลที่ได้มีค่าผิดปกติ ไม่น่าเชื่อถือ ทำให้เสียเวลาต้องมาตรวจซ้ำอีก การเตรียมตัวก่อนการเจาะเลือดในบางครั้งจึงมีความสำคัญมาก

ในการตรวจสารต่าง ๆ ที่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษมีคำแนะนำดังนี้  

  1. การตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose) ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด
  2. 2. การตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile;Cholesterol,Triglyceride, HDL, LDL) ต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด
  3. การตรวจปัจจัยการแข็งตัวของเลือดบางชนิด ในการตรวจปัจจัยการแข็งตัวของเลือดบางชนิด หากมีไขมันในเลือดมารบกวนการอ่านค่าอาจทำให้ได้ค่าไม่ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือด เช่นเดียวกับการตรวจไขมัน โดยกรณีแบบนี้ แพทย์ก็จะเน้นย้ำว่าให้อดอาหารมาด้วยเพราะบางคนอาจไม่คุ้นเคย
  4. การตรวจหาสารอื่น ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีการทดสอบที่ต้องมีการอดอาหารหากรู้สึกกระหาย สามารถจิบน้ำเปล่าได้ในปริมาณเล็กน้อย

หลังจากเจาะเลือดและปิดแผลแล้วควรกดแผลเบา ๆ ประมาณ1-2 นาที เพื่อให้เลือดหยุดไหลสนิท ไม่ควรพับแขนเพราะอาจทำให้เลือดออกใต้ผิวหนังได้

การตรวจทางห้องปฏิบัติการนอกจากการตรวจเลือดแล้วยังมีการตรวจจากสิ่งส่งตรวจอื่น ๆ อีก เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ สารคัดหลั่งต่าง ๆ ซึ่งมีวิธีที่การเก็บสิ่งส่งตรวจและวิธีการเตรียมตัวที่แตกต่างกันไป หากท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว อย่าลืมถามแพทย์หรือผู้เกี่ยวข้องถึงการเก็บสิ่งส่งตรวจอย่างถูกวิธี เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์และส่งผลให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องด้วย

 

ระบบหมุนเวียนเลือดสำคัญอย่างไร เรื่องสำคัญที่น่าเรียนรู้

ร่างกายของมนุษย์ถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งที่ถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์แบบ ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน หากระบบใดเกิดบกพร่องไปย่อมทำให้เกิดความไม่สมดุลและความผิดปกติตามมา
ระบบหมุนเวียนเลือดก็ถือว่าเป็นระบบหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะหากอวัยวะส่วนใดที่ไม่มีเลือดไปเลี้ยง ย่อมทำให้เกิดการตายของเซลล์บริเวณนั้น เเละทำให้สูญเสียการทำงานไปในที่สุด

เลือดมีหน้าที่หลากหลาย เช่น ขนส่งออกซิเจนและสารอาหารผ่านทางเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอยที่มีอยู่ทั่วร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามา ส่งผ่านของเสียที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ไปยังระบบกำจัดของเสียของร่างกาย รวมทั้งรักษาระบบต่าง ๆ ให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลอีกด้วย

เลือดของเราประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

เลือดประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ พลาสมา(น้ำเหลือง) มีอยู่ประมาณ 55%  อีก 45% จะเป็นเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด  ซึ่งทำหน้าที่ต่างกันออกไป

  1. พลาสมา เป็นส่วนของของเหลวที่อยู่ในเลือด ซึ่งจะประกอบไปด้วย น้ำ น้ำตาล ไขมัน โปรตีน และแร่ธาตุต่าง ๆ มีหน้าที่หลักคือ ขนส่งเซลล์เม็ดเลือด สารอาหาร ภูมิคุ้มกัน ฮอร์โมน ของเสียต่าง ๆ ไปทั่วร่างกาย
  2. เซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีมากที่สุดในเลือด (40-45%) เป็นสีแดงเนื่องจากสีของฮีโมโกลบิน(hemoglobin)  มีลักษณะคล้ายโดนัทคือตรงกลางเซลล์จะเว้าเข้าหากัน เพราะไม่มีนิวเคลียสทำให้เม็ดเลือดแดงมีความยืดหยุ่นสามารถเคลื่อนที่ไปตามหลอดเลือดเล็ก ๆ ได้ โดยฮีโมโกลบิน จะเป็นตัวขนส่งออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย และเนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดแดงไม่มีนิวเคลียสจะมีอายุประมาณ 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกกำจัดโดยกระบวนการภายในร่างกายต่อไป

อีกสองชนิดที่ขาดไม่ได้ คือ

  1. เซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นเซลล์ที่คอยปกป้องร่างกายจากการรุกรานของสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต เชื้อรา มีประมาณ 1% ของเลือดทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ 5 ชนิด คือ นิวโทรฟิล(Neutrophil) อีโอซิโนฟิล(Eosinophil) เบโซฟิล(Basophil) ลิมโฟไซต์ (Lymphoctyte) และโมโนไซต์ (Monocyte) โดยทุกชนิดจะมีบทบาทในการต่อสู้และวิธีการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างกันออกไป
  2. เกล็ดเลือด เป็นเศษของเซลล์ Megakaryocytes ที่อยู่ในไขกระดูกมีรูปร่างคล้ายจาน อายุประมาณ 10 วัน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดลิ่มเลือดในขั้นเริ่มต้น โดยเมื่อเกิดบาดแผลจะมีการส่งสัญญานเรียกให้เกล็ดเลือดมารวมตัวกันปิดตรงบริเวณหลอดเลือดที่มีการฉีกขาดทำให้เลือดหยุดไหลได้ในกรณีที่บาดแผลขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ก็จะมีการห้ามเลือดขั้นต่อไปโดยใช้โปรตีนที่ช่วยในการทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างเป็นลำดับ โดยสุดท้ายจะได้เป็นร่างแหไฟบริน โดยจะมาช่วยทำให้เกล็ดเลือดที่จับตัวในตอนแรกมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

ระบบหมุนเวียนเลือดมีความสำคัญขนาดนี้ แต่ก็ยังมีระบบอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน อย่าลืมดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุลและมีสุขภาพดีตลอดไป

 

ล้างผักผลไม้อย่างไรให้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี

“ผักและผลไม้ เป็นอีกหนึ่งแหล่งของสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกายมนุษย์ และต้องบริโภคผักและผลไม้ ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันต่อคน” ประโยคที่ที่ได้ยินมาหลายสิบปี

แต่เพราะอะไรผู้บริโภคถึงยังไม่มั่นใจ ที่จะบริโภคผักและผลไม้ ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัม ต่อคนต่อวัน

ผู้บริโภคอาจจะได้รับข้อมูลสถานการณ์การปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรที่สูงมาก ซึ่งนับวันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่และรุนแรงมากขึ้นในประเทศไทย ผู้บริโภคมีความเสี่ยงในการบริโภคผักและผลไม้ที่มีสารตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรค่อนข้างสูง ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยจากการสะสมของสารตกค้างในร่างกาย เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์อัมพาต โรคผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนไทยมีแนวโน้มเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี

คำถาม คือ แล้วจะทำอย่างไร จะกินผักผลไม้ต่อไป หรือจะไม่กินเลย

คำตอบ คือ ต้องกินต่อไปเพราะว่าการกินผัก และผลไม้ไม่ได้มีดีเฉพาะในแง่ของสุขภาพโดยรวมเท่านั้น แต่ยังดีต่อคนที่ต้องการรักษารูปร่าง และลดน้ำหนักอีกด้วย จึงถือเป็นตัวเลือกหลักที่ถูกแนะนำให้กินในขณะควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากผัก และผลไม้บางชนิดเป็นอาหารมีไขมันต่ำ ให้พลังงานน้อย สามารถกินได้มาก ใยอาหารในผัก และผลไม้ช่วยให้อิ่มท้อง ดีต่อระบบย่อยอาหาร และการขับถ่าย อีกด้วย

แต่ถ้ายังกังลเรื่องผักและผลไม้ที่อาจจะปนเปื้อนสารเคมีตกค้างทางการเกษตร บทความนี้ขอเสนอวิธีการล้างผักและผลไม้ให้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี ดังนี้

1.ล้างผักด้วยน้ำไหลผ่าน โดยเด็ดผักเป็นใบ ๆ เปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผักผลไม้นานประมาณ 2 นาที สามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 25-63

2.เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตรแช่นาน 10 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาดสามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 27-38

3.ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตรแช่ไว้ 10 นาทีแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดลดสารพิษลงได้ ร้อยละ 35-43

4.แช่ผักในน้ำยาล้างผัก ความเข้มข้น 0.3% ผสมน้ำ 4ลิตร แช่ไว้ 15 นาทีจะลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 25-70

5.น้ำส้มสายชู ผสมน้ำเปล่า อัตราส่วน 1:10 แช่ผักนาน 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงได้ร้อยละ 60-84

6.โซเดียมไบคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่นาน 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงได้ถึงร้อยละ 90-95

นอกจากนี้ ต้องพยายามบริโภคผักและผลไม้ให้หลากหลาย บริโภคผักและผลไม้ตามฤดูกาล เพียงเท่านี้ที่ก็จะเพิ่มความมั่นใจในการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้นได้ ซึ่งการบริโภคผักและผลไม้อย่างเป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้อย่างง่ายดาย

 

แดดเผา ผิวไหม้ ผิวเสีย ต้องจัดการอย่างไรดี

แดดแรง ๆ ของบ้านเรา หากไม่ระมัดระวังก็ทำให้ผิวไหม้ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยออกแดดหรือแพ้แดด แม้ว่าจะทาครีมกันแดดก็ยังเกิดผิวไหม้จากการตากแดดเพียงไม่กี่นาที ผิวไหม้จากแดดหากไม่ได้เกิดอย่างรุนแรง เราสามารถทำให้บรรเทาอาการเจ็บปวดด้วยของที่มีในบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ

สิ่งที่ควรทำเมื่อผิวถูกแดดทำร้าย

กฎข้อแรกคือ อย่าให้ผิวโดนแดดซ้ำอีกจนกว่าจะหาย สิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการแดดเผาได้คือ ล้างบริเวณที่ถูกแดดเผาด้วยน้ำเย็น หรือใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำเย็นแล้ววางทับบริเวณที่โดนแดดเผา การทาครีมทาผิวที่เย็น ๆ ก็ช่วยบรรเทาอาการปวดได้

ร่างกายโดนแดดเผาย่อมสูญเสียน้ำ จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำช่วยลดอุณภูมิความร้อนในร่างกาย แต่หากโดนแดดเผามาก ๆ จนเป็นแผลผุพอง มีอาการปวดหัว มีไข้ หรือมีอาการหนาวสั่น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

หากมีอาการเจ็บปวดมาก ยาที่ช่วยได้คือ แอสไพริน และเมื่ออาการแดดเผาเริ่มดีขึ้น ควรทาบริเวณที่ถูกแดดเผาด้วยครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมัน

ของใช้ในบ้านที่ใช้บรรเทาอาการแดดเผาได้

  • น้ำส้มแอปเปิล ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ แต่ควรระมัดระวังในการใช้ ไม่ทาบริเวณแผลเปิด และก่อนใช้ควรผสมน้ำให้เจือจางก่อน
  • ครีมเปรี้ยว,โยเกิร์ต ผลิตภัณฑ์จากนมจะให้ความเย็นต่อผิว ตักโยเกิร์ตเย็น ๆ ใส่ในผ้าบาง ๆ แล้วนำไปแปะทับหรือพันบริเวณที่ถูกแดดเผา ช่วยให้ผิวบริเวณนั้นเย็นลง
  • นมเปรี้ยว สามารถทาลงบนผิวที่ถูกแดดเผาได้โดยตรง และปล่อยให้แห้งโดยไม่ต้องเช็ดออก นมเปรี้ยวช่วยฟื้นฟูสภาพผิวบริเวณที่โดนแดดเผาให้ดีขึ้น
  • ประคบด้วยทิงเจอร์ นำดอกคาโมมายล์, ใบสาระแหน่ และดอกดาวเรือง ผสมกับทิงเจอร์ ใส่ลงบนผ้าพันแผลหรือผ้าบาง ๆ แล้วนำไปประคบบนผิวที่โดนแดดเผา โดยประคบหลาย ๆ ครั้งต่อวัน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 นาที

เด็กเล็กกับแสงแดด ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

                สำหรับเด็กเล็กควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษไม่ให้โดนแดดเผา เด็กเล็กจนถึงวัยรุ่นอายุ 20 ปี ผิวและดวงตาจะไวต่อแสง และรับรังสียูวีในปริมาณที่สูง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้ หากโดนแดดเผาจะยิ่งทวีความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ควรให้เด็กออกไปสู้แดดแรง ๆ หรือควรใช้ครีมกันแดด และสิ่งที่ป้องกันแสงแดดได้ รวมถึงสวมแว่นกันแดดทุกครั้งที่ต้องอยู่กลางแจ้ง

การป้องกันแสงแดด

อยู่ในร่มและหลีกเลี่ยงแสงแดดแรง ๆ โดยเฉพาะแสงแดดระหว่าง 11.00-13.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่มีรังสียูวีสูง แม้จะนั่งอยู่ในร่มก็ควรทาครีมกันแดด เพราะแสงสะท้อนจากทราย ปูน ฯลฯ ทำให้คนที่มีผิวบอบบางถูกแดดเผาได้เช่นกัน

ปกป้องผิวบริเวณที่ไวต่อแสงแดด เช่น หัวไหล่ จมูก หู และบริเวณที่เปิดเผย ควรทาครีมกันแดด สวมเสื้อผ้า สวมแว่นกันแดด แว่นกันแดดควรป้องกันแสงยูวีได้ 100%

เมื่อต้องออกแดดควรทาครีมกันแดด ผิวบริเวณที่โดนแดดโดยตรงควรทาครีมซ้ำหลาย ๆ ครั้ง และควรเลือกครีมป้องกันแสงแดดให้เหมาะสมกับการใช้ ซึ่งดูค่าป้องกันรังสียูวีได้จากหลอดครีม และการทาครีมกันแดดที่ถูกต้องนั้นต้องทาซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

เมืองไทยเราแดดดีตลอดปี แต่ผิวที่ไม่ได้ออกแดดบ่อย ๆ ก็ใช่ว่าจะทนต่อแสงแดดได้ แสงแดดให้ประโยชน์ แต่ก็ให้โทษเช่นกัน ในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องสู้แดดอย่างปลอดภัยด้วยการปกป้องผิวทุกครั้ง