Category Archives: สุขภาพร่างกาย

ล้างผักผลไม้อย่างไรให้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี

“ผักและผลไม้ เป็นอีกหนึ่งแหล่งของสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกายมนุษย์ และต้องบริโภคผักและผลไม้ ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันต่อคน” ประโยคที่ที่ได้ยินมาหลายสิบปี

แต่เพราะอะไรผู้บริโภคถึงยังไม่มั่นใจ ที่จะบริโภคผักและผลไม้ ให้ได้อย่างน้อย 400 กรัม ต่อคนต่อวัน

ผู้บริโภคอาจจะได้รับข้อมูลสถานการณ์การปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรที่สูงมาก ซึ่งนับวันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่และรุนแรงมากขึ้นในประเทศไทย ผู้บริโภคมีความเสี่ยงในการบริโภคผักและผลไม้ที่มีสารตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรค่อนข้างสูง ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยจากการสะสมของสารตกค้างในร่างกาย เช่น มะเร็ง เบาหวาน อัมพฤกษ์อัมพาต โรคผิวหนัง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าคนไทยมีแนวโน้มเจ็บป่วยด้วยโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกปี

คำถาม คือ แล้วจะทำอย่างไร จะกินผักผลไม้ต่อไป หรือจะไม่กินเลย

คำตอบ คือ ต้องกินต่อไปเพราะว่าการกินผัก และผลไม้ไม่ได้มีดีเฉพาะในแง่ของสุขภาพโดยรวมเท่านั้น แต่ยังดีต่อคนที่ต้องการรักษารูปร่าง และลดน้ำหนักอีกด้วย จึงถือเป็นตัวเลือกหลักที่ถูกแนะนำให้กินในขณะควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากผัก และผลไม้บางชนิดเป็นอาหารมีไขมันต่ำ ให้พลังงานน้อย สามารถกินได้มาก ใยอาหารในผัก และผลไม้ช่วยให้อิ่มท้อง ดีต่อระบบย่อยอาหาร และการขับถ่าย อีกด้วย

แต่ถ้ายังกังลเรื่องผักและผลไม้ที่อาจจะปนเปื้อนสารเคมีตกค้างทางการเกษตร บทความนี้ขอเสนอวิธีการล้างผักและผลไม้ให้สะอาดและปลอดภัยจากสารเคมี ดังนี้

1.ล้างผักด้วยน้ำไหลผ่าน โดยเด็ดผักเป็นใบ ๆ เปิดน้ำให้แรงพอประมาณ ใช้มือช่วยคลี่ใบผักและถูไปมาบนผิวใบของผักผลไม้นานประมาณ 2 นาที สามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 25-63

2.เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตรแช่นาน 10 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาดสามารถลดสารพิษลงได้ร้อยละ 27-38

3.ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตรแช่ไว้ 10 นาทีแล้วล้างด้วยน้ำสะอาดลดสารพิษลงได้ ร้อยละ 35-43

4.แช่ผักในน้ำยาล้างผัก ความเข้มข้น 0.3% ผสมน้ำ 4ลิตร แช่ไว้ 15 นาทีจะลดปริมาณสารพิษได้ร้อยละ 25-70

5.น้ำส้มสายชู ผสมน้ำเปล่า อัตราส่วน 1:10 แช่ผักนาน 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงได้ร้อยละ 60-84

6.โซเดียมไบคาร์บอเนตหรือเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่นาน 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดปริมาณสารพิษลงได้ถึงร้อยละ 90-95

นอกจากนี้ ต้องพยายามบริโภคผักและผลไม้ให้หลากหลาย บริโภคผักและผลไม้ตามฤดูกาล เพียงเท่านี้ที่ก็จะเพิ่มความมั่นใจในการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้นได้ ซึ่งการบริโภคผักและผลไม้อย่างเป็นประจำ จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้อย่างง่ายดาย

 

แดดเผา ผิวไหม้ ผิวเสีย ต้องจัดการอย่างไรดี

แดดแรง ๆ ของบ้านเรา หากไม่ระมัดระวังก็ทำให้ผิวไหม้ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยออกแดดหรือแพ้แดด แม้ว่าจะทาครีมกันแดดก็ยังเกิดผิวไหม้จากการตากแดดเพียงไม่กี่นาที ผิวไหม้จากแดดหากไม่ได้เกิดอย่างรุนแรง เราสามารถทำให้บรรเทาอาการเจ็บปวดด้วยของที่มีในบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ

สิ่งที่ควรทำเมื่อผิวถูกแดดทำร้าย

กฎข้อแรกคือ อย่าให้ผิวโดนแดดซ้ำอีกจนกว่าจะหาย สิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการแดดเผาได้คือ ล้างบริเวณที่ถูกแดดเผาด้วยน้ำเย็น หรือใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำเย็นแล้ววางทับบริเวณที่โดนแดดเผา การทาครีมทาผิวที่เย็น ๆ ก็ช่วยบรรเทาอาการปวดได้

ร่างกายโดนแดดเผาย่อมสูญเสียน้ำ จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำช่วยลดอุณภูมิความร้อนในร่างกาย แต่หากโดนแดดเผามาก ๆ จนเป็นแผลผุพอง มีอาการปวดหัว มีไข้ หรือมีอาการหนาวสั่น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

หากมีอาการเจ็บปวดมาก ยาที่ช่วยได้คือ แอสไพริน และเมื่ออาการแดดเผาเริ่มดีขึ้น ควรทาบริเวณที่ถูกแดดเผาด้วยครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมัน

ของใช้ในบ้านที่ใช้บรรเทาอาการแดดเผาได้

  • น้ำส้มแอปเปิล ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ แต่ควรระมัดระวังในการใช้ ไม่ทาบริเวณแผลเปิด และก่อนใช้ควรผสมน้ำให้เจือจางก่อน
  • ครีมเปรี้ยว,โยเกิร์ต ผลิตภัณฑ์จากนมจะให้ความเย็นต่อผิว ตักโยเกิร์ตเย็น ๆ ใส่ในผ้าบาง ๆ แล้วนำไปแปะทับหรือพันบริเวณที่ถูกแดดเผา ช่วยให้ผิวบริเวณนั้นเย็นลง
  • นมเปรี้ยว สามารถทาลงบนผิวที่ถูกแดดเผาได้โดยตรง และปล่อยให้แห้งโดยไม่ต้องเช็ดออก นมเปรี้ยวช่วยฟื้นฟูสภาพผิวบริเวณที่โดนแดดเผาให้ดีขึ้น
  • ประคบด้วยทิงเจอร์ นำดอกคาโมมายล์, ใบสาระแหน่ และดอกดาวเรือง ผสมกับทิงเจอร์ ใส่ลงบนผ้าพันแผลหรือผ้าบาง ๆ แล้วนำไปประคบบนผิวที่โดนแดดเผา โดยประคบหลาย ๆ ครั้งต่อวัน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 นาที

เด็กเล็กกับแสงแดด ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

                สำหรับเด็กเล็กควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษไม่ให้โดนแดดเผา เด็กเล็กจนถึงวัยรุ่นอายุ 20 ปี ผิวและดวงตาจะไวต่อแสง และรับรังสียูวีในปริมาณที่สูง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้ หากโดนแดดเผาจะยิ่งทวีความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ควรให้เด็กออกไปสู้แดดแรง ๆ หรือควรใช้ครีมกันแดด และสิ่งที่ป้องกันแสงแดดได้ รวมถึงสวมแว่นกันแดดทุกครั้งที่ต้องอยู่กลางแจ้ง

การป้องกันแสงแดด

อยู่ในร่มและหลีกเลี่ยงแสงแดดแรง ๆ โดยเฉพาะแสงแดดระหว่าง 11.00-13.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่มีรังสียูวีสูง แม้จะนั่งอยู่ในร่มก็ควรทาครีมกันแดด เพราะแสงสะท้อนจากทราย ปูน ฯลฯ ทำให้คนที่มีผิวบอบบางถูกแดดเผาได้เช่นกัน

ปกป้องผิวบริเวณที่ไวต่อแสงแดด เช่น หัวไหล่ จมูก หู และบริเวณที่เปิดเผย ควรทาครีมกันแดด สวมเสื้อผ้า สวมแว่นกันแดด แว่นกันแดดควรป้องกันแสงยูวีได้ 100%

เมื่อต้องออกแดดควรทาครีมกันแดด ผิวบริเวณที่โดนแดดโดยตรงควรทาครีมซ้ำหลาย ๆ ครั้ง และควรเลือกครีมป้องกันแสงแดดให้เหมาะสมกับการใช้ ซึ่งดูค่าป้องกันรังสียูวีได้จากหลอดครีม และการทาครีมกันแดดที่ถูกต้องนั้นต้องทาซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

เมืองไทยเราแดดดีตลอดปี แต่ผิวที่ไม่ได้ออกแดดบ่อย ๆ ก็ใช่ว่าจะทนต่อแสงแดดได้ แสงแดดให้ประโยชน์ แต่ก็ให้โทษเช่นกัน ในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องสู้แดดอย่างปลอดภัยด้วยการปกป้องผิวทุกครั้ง