Category Archives: โภชนาการ

Fasten ลืมอาหารวันละหนึ่งมื้อ เพื่อสุขภาพ

กระแสการอดอาหารหนึ่งมื้อที่เรียกว่า Fasten นั้นกำลังมาแรง เพราะเชื่อว่าการอดอาหารนั้นดีต่อร่างกาย ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันโรคความจำเสื่อม อาการวิกลจริต และมะเร็งหน้าอก การแกล้งลืมอาหารนี้จะทำให้ร่างกายเราชินและปรับตัวได้เอง 

Fasten การอดอาหารไม่ใช่เรื่องใหม่

เมื่อพิจารณาดูในแง่มุมของศาสนาจะเห็นได้ว่า การอดอาหารนั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาล แทบจะทุกศาสนา ตัวอย่างเช่น

                ศาสนายิว หรือยูดาห์ มีวันหยุดทางศาสนาหลายวัน สำหรับการอดอาหารเป็นการชำระบาป โดยการสูบยาและมีเพศสัมพันธ์แทนอาหาร

                ศาสนาอิสลาม มีเดือนอดอาหารที่เรียกว่า “รอมฎอน” ถือว่าเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดเดือนหนึ่ง ชาวมุสลิมจะต้องอดอาหารเพื่อที่จะได้เข้าถึงอัลลอฮ์ เป็นการอุทิศส่วนกุศล ระลึกถึงภาวะขาดแคลนอาหาร และผู้ที่ไม่ได้รับการดูแลจากสังคม

                ศาวนาคริสต์ การถือศีลอดจะมีขึ้นในวันแรกของการถือศีลบวช ไปจนถึงเทศกาลอีสเตอร์ เป็นการระลึกถึงพระเยซูในช่วง 40 วันในทะเลทราย

                ศาสนาพุทธ แม้จะไม่มีระบุแน่ชัดถึงการถือศีลอดสำหรับชาวพุทธ แต่พระในพุทธศาสนาก็กำหนดให้พระสงฆ์ฉันอาหารเพียง 2 มื้อเท่านั้น

ทั้งนี้ในเรื่องของการถือศีลอดนั้น แทบจะทุกศาสนามีข้อยกเว้นสำหรับผู้ป่วย เด็ก คนชรา และคนท้อง 

นักวิจัยเรื่องการอดอาหารมีเหตุผลว่าทำไมต้องอดอาหาร

                ผลที่ได้จากการวิจัย คือ ช่วยเพื่อป้องกันโรคความจำเสื่อม เมื่อร่างกายได้รับอาหารน้อยลง เซลล์จะทำลายระบบการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ และทำลายคราบจุลินทรีย์ทั้งหลาย แทนการสะสมในร่างกาย นักวิจัยระบุว่าช่วงที่ควรงดอาหารคือ คนอายุวัยกลางคน สำหรับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยสูงวัยการอดอาหาร อาจส่งผลร้ายต่อร่างกาย การอดอาหารสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม ถือว่าเป็นการบำบัดชนิดหนึ่ง

แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทุกอย่างเกี่ยวกับการอดอาหาร แต่ผลการวิจัยก็ให้ผลลัพท์ว่าการอดอาหารของผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งนั้นส่งผลในทางที่ดี แต่ควรอดอาหารโดยได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ผู้ที่ไม่ควรอดอาหาร

บุคคลต่อไปนี้ไม่ควรอดอาหาร

  • เด็กและเยาวชนไม่ควรอดอาหาร หากต้องทำเพราะเหตุผลของน้ำหนักเกิน ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และไม่ควรอดอาหารเป็นเวลานาน แต่ควรปรับอาหารให้เหมาะสม
  • หญิงมีครรภ์ และผู้ที่ต้องให้นมบุตร มารดาไม่ควรอดอาหาร เพราะการลดน้ำหนักมีความเสี่ยงสูงทั้งต่อตนเองและต่อบุตร
  • ผู้สูงอายุ เพราะมีผลต่อสุขภาพ
  • ผู้ป่วยทางจิต หรือ ผู้เป็นโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่ต้องรับประทานยารักษาโรคประจำตัวต่าง ๆ

การอดอาหารนั้นมีหลายลักษณะ

  • ควรเลือกตามความเหมาะสม และความต้องการว่าต้องการจะอดอาหารเพื่ออะไร
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องระวังเรื่องอินซูลิน
  • ผู้ที่ต้องการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ร่างกายต้องได้รับปริมาณแคลอรี่ที่เพียงพอต่อวัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการโยโย่

แม้จะมีผลการวิจัยว่าการอดอาหารนั้นมีประโยชน์ แต่การอดอาหารโดยคำนึงถึงแต่เรื่องการลดน้ำหนัก จนลืมว่าร่างกายคนเรานั้นต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ จึงควรคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นหลัก การอดและลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

 

วิตามิน และสมุนไพร ทำลายตับได้เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์

เรามักจะเข้าใจหรือถูกทำให้เข้าใจว่า แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเป็นอันตรายต่อตับ แต่นอกเหนือจากแอลกอฮอล์ ยังมีสารบางอย่างในสมุนไพร หรือแม้กระทั่งวิตามิน สามารถทำลายตับของเราได้เช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึง และอาจจะมองว่าไม่มีอันตรายต่อสุขภาพของคนเราเลยด้วยซ้ำไป

อะไรบ้างที่ทำลายตับของคนเรา

                หลายอย่างที่เรากินเข้าไปในชีวิตประจำวัน โดยที่เราคิดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในขณะที่ให้ประโยชน์ก็อาจจะให้โทษได้เช่นกัน มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • น้ำตาล แน่นอนว่าการกินน้ำตาล หรือของหวานมากทำให้อ้วน และนำมาซึ่งโรคภัยอีกหลายอย่าง นอกจากน้ำตาลจากอ้อยก็ยังมีฟรุกโตสไซรัป และกลูโคสไซรัป ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน ทั้งหมดล้วนเป็นตัวที่ทำลายตับได้ มีผลการศึกษาพบว่าสารให้ความหวานพวกนี้ สามารถทำลายตับได้เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ แม้ว่าคนคนนั้นจะไม่ได้มีน้ำหนักตัวเกินมาตฐานก็ตาม เราจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก รวมทั้งเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ ขนมอบ ลูกอม
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรธรรมชาติ แม้ว่าบนฉลากจะระบุเป็นของธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ประโยชน์ ของบางชนิดเป็นโทษต่อร่างกายพอ ๆ กับที่ให้ประโยชน์ เช่น คาวา พืชที่นิยมเอามาเป็นส่วนผสมทำเป็นเครื่องดื่มนั้น ผลการศึกษาในเยอรมนีระบุว่าให้โทษมากกว่าให้คุณ
  • ความอ้วน น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ทำให้มีไขมันสะสมในตับมากเกินไป และป่วยด้วยโรคตับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ ตับจะขยายขึ้น และเกิดตับแข็งได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคตับเช่นกัน จึงควรออกกำลังกาย และดูแลควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนเกินไป
  • วิตามินเอ ซึ่งอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผัก ผลไม้ที่มีสีแดง เหลือง ส้ม ล้วนอุดมไปด้วยวิตามินเอ ซึ่งเราอาจจะกินผัก ผลไม้ประเภทนี้กันเป็นประจำอยู่แล้ว หากเรากินอาหารเสริมด้วยความเชื่อว่า ช่วยเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดก็อาจจะได้รับวิตามินมากเกินไป เพราะส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีวิตามินเอรวมอยู่ด้วย เมื่อร่างกายได้รับมากเกินไปก็สามารถไปทำลายตับได้ สำหรับคนที่ต้องการกินวิตามินเอเพิ่ม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการซื้อมากินเอง
  • พาราเซตามอล มีอาการเจ็บป่วยมากมาย รวมทั้งอาการปวดหัว ที่ทำให้คนเราต้องพึ่งยาแก้ปวด ก่อนใช้ยาควรอ่านฉลากให้ดีก่อน เพราะไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดหัว หรือยาแก้หวัด ทั้งสองอย่างมีส่วนผสมของพาราเซตามอลผสมอยู่ ควรอ่านปริมาณที่เหมาะสมในการใช้ยาต่อวัน หากใช้เกินขนาดพาราเซตามอลจะทำลายตับเราได้
  • กรดไขมันทรานส์ ไขมันเทียมที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย หากร่างกายได้รับมาก ๆ ก็จะทำให้อ้วน และนั่นก็ส่งผลต่อตับเช่นกัน ควรหลีกเลี่ยงขนมประเภทโดนัท อาหารฟาสต์ฟู้ด คุกกี้ต่าง ๆ ของทอด และไอศกรีม
  • แอลกอฮอล์ ตัวสุดท้ายนี้เรารู้ดีกันทุกคนอยู่แล้วว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปทำลายตับได้โดยตรง คนที่ดื่มเบียร์เกิน 1 ลิตรต่อวัน หรือไวน์เกินครึ่งลิตรต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับสูง และสำหรับผู้หญิงควรดื่มในปริมาณครึ่งเดียวจากที่กล่าวมา เพราะผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย

เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นอันตรายต่อตับได้ทั้งนั้น การที่เราระมัดระวังการดื่มแอลกอฮอล์ แต่ชอบกินวิตามินเอ หรือชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับได้ ทุกอย่างล้วนมีสองด้าน ปริมาณที่พอดีคือความปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกาย