Category Archives: โภชนาการ

เคพกูสเบอร์รี่ สีสวยดีมีประโยชน์

หลายคนคงเคยเห็นผลไม้ชนิดหนึ่งลูกกลม ๆ มีกลีบเลี้ยงหุ้มผลสีเหลืองไว้อยู่ ขนาดกำลังน่ารักมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.0-1.5 เซนติเมตร พืชชนิดนั้นก็คือ เคพกูสเบอร์รี่ (Cape gooseberry) นั่นเอง แล้วรู้ไหมว่ามันมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับพืชชนิดนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

เคพกูสเบอร์รี่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบประเทศแอฟริกาใต้ ตระกูลเดียวกับพวกพริก มะเขือเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Physalis peruviana Linn. ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาปลูกทดแทนฝิ่นโดยมูลนิธิโครงการหลวง ระยะแรกตั้งชื่อว่า โทงเทงฝรั่ง เนื่องจากมีความคล้ายโทงเทงไทยในหลาย ๆ ด้าน แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นระฆังทองด้วยเหตุผลทางการตลาด ซึ่งผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ฤดูหนาว ระยะเวลาตั้งแต่ติดผลจนเก็บผลสุกได้ใช้เวลา 3 เดือนและสามารถเก็บผลผลิตได้อีกในประมาณเวลาสามเดือน ซึ่งหากใครอยากลองปลูกก็สามารถทำได้ เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายไม่ต้องการการดูแลรักษามาก และยังมีประโยชน์เยอะอีกด้วย

ผลไม้ชนิดนี้เป็นพืชที่ให้พลังงานต่ำ โดยให้พลังงาน 53 kcal/100 กรัม และยังมีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ, วิตามินบี1, วิตามินบี2, วิตามินบี3, วิตามินซี, แคลเซียม, เหล็กและฟอสฟอรัส เป็นต้น รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ด้วย โดยมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน

ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่มีอะไรบ้าง

  • ลดความดัน เนื่องจากอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระพวกโพลีฟีนอล, แคโรทีนอยด์ และโพแทสเซียม ซึ่งสามารถควบคุมความดันและลดคอเลสเตอรอลได้
  • มะเร็งปอด มีการศึกษาว่าโพลีฟีนอลและแคโรทีนอยด์ที่อยู่ในผลไม้ชนิดนี้ช่วยยับยั้งมะเร็งปอดได้ ในทางการแพทย์ของอินเดียยังมีการใช้ผลนี้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วย
  • ปรับปรุงการมองเห็น เนื่องจากมีวิตามินเอในปริมาณค่อนข้างสูง (14% ของปริมาณความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน) จึงทำให้ดีต่อสายตา โดยป้องกันการเกิดต้อกระจก และกล้ามเนื้อตาเสื่อมด้วย
  • สร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก เพคตินในผลนี้จะช่วยให้เกิดการดูดซึม แคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น และยังนำไปใช้รักษาโรคผิวหนังอักเสบด้วย
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เป็นที่ทราบกันมาแล้วว่าวิตามินซีมีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งในเคพกูสเบอร์รี่มีปริมาณถึง 18% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน จึงทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด มีการศึกษาว่าในน้ำผลไม้นี้มีสารที่สำคัญ ที่ช่วยปรับปรุงการทำงานของหัวใจได้

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกเช่น ทำให้ตับแข็งแรง รักษาอาการทางสมอง ลดอาการของโรคเบาหวาน เป็นต้น แต่ในข้อดีหลาย ๆ อย่างนี้ก็มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรรับประทานผลดิบ เนื่องจากมีสารพวกอัลคาลอยด์บางชนิดซึ่งอาจก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้

        นอกจากสีสันสวยงามแล้วยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย โดยสามารถรับประทานได้ในหลายแบบไม่ว่าจะเป็นผลสด ทำเป็นสลัด น้ำผลไม้ หรือเติมในขนมต่าง ๆ ก็ดีไม่น้อย มีข้อดีแบบนี้แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม ออกไปหาซื่อเคพกูสเบอร์รี่กันเถอะ

โลกร้อน เราต้องไม่ร้อนตามโลกด้วยผลไม้ดับร้อน

เข้าหน้าร้อนแบบนี้ ประเทศไทยก็จะร้อนไปถึงร้อนมาก แม้จะอยู่ในห้องที่มีเครื่องทำความเย็น แต่พอมองไปข้างนอกเห็นไอแดดก็อดรู้สึกร้อนไม่ได้ วันนี้เรามีส่วนหนึ่งของผักและผลไม้ซึ่งเป็นตัวเลือกในการดับร้อนมานำเสนอ

ผลไม้ที่ช่วยไล่ความร้อนได้ดีส่วนใหญ่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น แต่ก็มีบางชนิดที่มีฤทธิ์เป็นกลางแต่สามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ ซึ่งหลักการนี้ก็มีใช้กันมานานแล้วทั้งในแพทย์แผนไทย แผนจีนและอายุรเวทของอินเดีย เนื่องจากศาสตร์เหล่านี้มีหลักการว่าร่างกายประกอบไปด้วยธาตุต่าง ๆ เมื่อร่างกายเกิดความผิดปกติแสดงว่ามีการเสียสมดุลของธาตุใด ๆ ไป จึงต้องนำส่วนที่ขาดนั้นมาเติม ซึ่งความร้อนในร่างกายที่มีอยู่มากเกินไปก็จะทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว เมื่อรับประทานสิ่งที่มีฤทธิ์เย็นเข้าไปเพื่อปรับสมดุลแล้ว ก็จะช่วยให้อุณหภูมิร่างกายกลับมาสู่ภาวะปกติได้

ผักและผลไม้ชนิดไหนบ้างที่มีฤทธิ์ดับร้อนได้ไปดูกันเลย

1.แตงโม ด้วยความที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่มาก การรับประทานแตงโมในเวลาร้อนจึงช่วยดับกระหายได้ดี ซึ่งแตงโมมีความสามารถในการไล่ความร้อนที่อาจก่อให้เกิดโรค โดยการช่วยให้ขับปัสสาวะได้ดียิ่งขึ้น การรับประทานแตงโมเป็นประจำทำให้ลดภาวะความดันสูง และลดบวมได้อีกด้วย

2.ฟักทอง นอกจากจะเป็นผลไม้ฤทธิ์เย็นที่ช่วยลดความร้อนได้แล้ว ฟักทองยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีก เช่น ลดการอักเสบ ยับยั้งแบคทีเรียและปรสิต ยับยั้งการเป็นเบาหวานและอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่าง ๆ ด้วย

3.แตงกวา เป็นพืชในตระกูลเดียวกับแตงโม จึงมีคุณสมบัติไล่ความร้อนได้ดีเช่นกัน นอกจากนี้ในแตงกวายังมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และยังสามารถยับยั้งการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็งได้อีกด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีผลไม้อื่น ๆ อีก เช่น

4.กล้วย เป็นผลไม้ฤทธิ์เย็นที่พบได้ทั่วไปในบ้านเราและเป็นที่ทราบกันดีว่ากล้วยอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานชั้นดี โดยพบว่ามีประโยชน์มากมายอย่างเช่น ทำให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด ป้องกันการเกิดเส้นเลือดสมองตีบและช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น

5.ส้ม และพืชตระกูลส้ม เช่น มะนาว เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็นและมีความสามารถในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังมีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระอยู่อีกมากด้วย

6.สับปะรด ถึงแม้จะมีฤทธิ์เป็นกลางแต่สับปะรดก็มีประสิทธิภาพในการไล่ความร้อนได้ โดยกระตุ้นให้เกิดการสร้างของเหลวในร่างกาย ช่วยให้ระบายและขับปัสสาวะได้ดีขึ้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของผักและผลไม้ที่สามารถหาได้ง่ายในบ้านเรา หวังว่าคราวหน้าถ้าคุณรู้สึกอยากคลายร้อน หกข้อข้างบนนี้จะเป็นตัวช่วยคุณได้

มะม่วงผลไม้ที่มีดีมากกว่าความอร่อย

มะม่วงเป็นผลไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปซึ่งมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ ตามปกติเราก็จะกินแต่เนื้อมะม่วง และทิ้งส่วนอื่น ๆ แต่ใครจะรู้บ้างว่าส่วนต่างของมะม่วงมีการใช้เป็นยารักษาโรคมาตั้งแต่โบราณเรื่อยมาจนปัจจุบัน

มะม่วงมีประโยชน์อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

1.ต่อต้านเซลล์มะเร็ง

มีการศึกษาสารสกัดจากมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ พบว่าสารสกัดที่ได้จากเปลือกและเม็ดของมะม่วงมีความสามารถในการยับยั้งเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง นอกจากนี้น้ำมะม่วงและสารสกัดที่ได้จากน้ำมะม่วงก็ให้ผลแบบเดียวกันด้วย

2.ลดระดับน้ำตาลในเลือด

มีการทดลองในหนูที่เป็นเบาหวานให้รับประทานสารสกัดจากใบมะม่วง โดยได้รับปริมาณสารสกัดในระดับต่าง ๆ กัน พบว่ามีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งสอดคล้องกันในหลาย ๆ การศึกษา

3.ต้านการอักเสบ

มีรายงานว่าสารแมงจิเฟอรินซึ่งมีอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของมะม่วงรวมทั้งเปลือกของต้นมะม่วงด้วย มีผลยับยั้งกระบวนการอักเสบของเซลล์ในหลอดทดลองได้

4.ลดการทำลายของไต

มีผลการศึกษาถึงผลของสารสกัดจากมะม่วงในหนูทดลองพบว่าทำให้ไตทำงานได้ดีขึ้นและยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

5.ลดระดับไขมันในเลือด

มีการศึกษาโดยใช้สารสกัดจากใบมะม่วงในหนูทดลองพบว่า สามารถลดระดับ โคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอไรด์ และไขมันตัวไม่ดี (LDL) แต่ทำให้ระดับไขมันที่ดี (HDL) เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้สารสกัดจากมะม่วงยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีก เช่น

6.ลดการเกิดโรคกระเพาะ

โดยให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะจากการรับประทานยาแอสไพริน รับประทานยาที่ได้จากสารสกัดจากใบมะม่วง พบว่าลดอาการของโรคกระเพาะได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาอื่น ๆ มาสนับสนุนว่า สารแมงจิเฟอรินในมะม่วงมีผลลดการหลั่งของกรดในกระเพาะและต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

7.ต่อต้านแบคทีเรีย

มีการรายงานถึงผลของสารสกัดจากใบและลำต้นของมะม่วง ว่าสามารถยับยั้งเชื้อได้หลายชนิด เช่น Staphylococcus aureus, Streptococcus pyogenes, Streptococcus pneumoniae, Pseudomonas aeruginosa, Candida albicans และ Enterococcus faecalis ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคที่พบได้บ่อยในสิ่งแวดล้อม

8.ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

มีการทดลองถึงผลของสารแมงจิเฟอรินในหนูที่เหนี่ยวนำให้เกิดโรคหัวใจพบว่าสารแมงจิเฟอรินทำให้พยาธิสภาพหัวใจของหนูใกล้เคียงกับหนูปกติ

9.ป้องกันการเกิดกระดูกพรุน

มีรายงานว่ามะม่วงทำให้มวลกระดูกหนาแน่นขึ้นและยังทำให้โครงสร้างของกระดูกแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

10.ยับยั้งอาการท้องเสีย

มีผลการศึกษาว่าสารสกัดจากเมล็ดของมะม่วงสามารถยับยั้งอาการท้องเสียได้

มะม่วงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพืชที่ใช้ประโยชน์ในการรักษามาอย่างยาวนาน จะเห็นว่าไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงเนื้อมะม่วงเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ เช่น เปลือก เม็ด ใบ หรือแม้แต่เปลือกของต้นมะม่วงก็ยังมีสารที่สำคัญ ซึ่งใช้ในการรักษาอาการป่วยได้  มีพืชอีกหลายชนิดที่มีการใช้ประโยชน์มาแต่โบราณ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทั้งในหลอดทดลองและในคน ซึ่งเชื่อว่าถ้ามีการพัฒนาตำรับให้สะดวกต่อการใช้งาน ต้องมีอีกหลายคนเทใจมาให้พืชบ้าน ๆ แบบนี้แน่นอน

น้ำมันมะพร้าว ไขมันอิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ

น้ำมันมะพร้าวขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำมัน อาจทำให้บางคนกังวลเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพ ยิ่งพอได้รู้ว่ามีไขมันอิ่มตัวมากด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ตามมา แต่ทำไมน้ำมันมะพร้าวยังเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนรักสุขภาพกันนะ เราลองมาดูถึงรายละเอียดของน้ำมันมะพร้าวกันดีกว่าว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง

มาทำความรู้จักน้ำมันมะพร้าวให้มากขึ้นอีกนิดกันเถอะ

น้ำมันมะพร้าวคือน้ำมันที่สกัดได้จากเนื้อมะพร้าว ประกอบไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ (90%) กรดไขมันหลักที่พบ คือ กรดลอริก (lauric) 46%, กรดไมริสติก (myristic) 17% และกรดปาล์มมิติก (palmitic) 9% กรดไขมันลอริกที่มีอยู่เป็นส่วนใหญ่สามารถดูดซึมที่ลำไส้โดยตรงและส่งไปที่ตับเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงาน โดยไม่ต้องไปเก็บที่เนื้อเยื่อซึ่งมีหน้าที่สะสมไขมันอยู่ที่ใต้ผิวหนัง หลอดเลือด หรืออวัยวะอื่น ๆ เช่น หัวใจ ตับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคอเลสเตอรอลในปริมาณที่น้อยมาก ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึงไม่ถูกจัดว่าเป็นน้ำมันที่มีผลทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดแดงผิดปกติ

น้ำมันมะพร้าวที่ขายทั่วไปมีทั้งแบบสกัดร้อนและสกัดเย็น การสกัดร้อนจะมีการใช้ความร้อน ผลผลิตจะได้เป็นน้ำมันที่เหมาะแก่การทำอาหารแทนน้ำมันพืชต่าง ๆ ส่วนการสกัดเย็นก็เป็นกรรมวิธีที่ไม่ใช้ความร้อนน้ำมันที่ได้สามารนำไปรับประทานและใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น บำรุงเส้นผม บำรุงผิว เป็นต้น

น้ำมันมะพร้าวมีผลอย่างไรต่อร่างกายมนุษย์บ้าง

ภาวะเครียดจากการเกิดออกซิเดชัน (Oxidative stress)

คือความไม่สมดุลระหว่างสารอนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารฟลาโวนอยด์และสารโพลีฟีนอลอื่น ๆ ที่จะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ มีการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่สองเปรียบเทียบกับคนปกติ แต่ผลที่ได้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เนื่องผู้ที่เป็นเบาหวานในกลุ่มที่ศึกษามีอายุเยอะ และมีการเปลี่ยนแปลงสารชีวเคมีในร่างกาย จึงมีสารต้านอนุมูลอิสระลดลงได้

ผู้ป่วยโรคอ้วน (Obesity)

มีการศึกษาในผู้ที่หญิงมีภาวะอ้วน 40 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม ทานน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันถั่วเหลืองเปรียบเทียบกัน เป็นเวลา 3 เดือน ได้ผลว่าในผู้ที่ทานน้ำมันมะพร้าวจะมีไขมัน HDL สูงและ LDL ต่ำกว่ากลุ่มที่ทานน้ำมันถั่วเหลือง นอกจากนี้กลุ่มที่ทานน้ำมันมะพร้าวยังมีรอบเอวลดลงกว่าอีกกลุ่มด้วย

ผู้ป่วยมะเร็ง (Cancer)

มีการใช้น้ำมันมะพร้าวในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 3-4 ซึ่งต้องรักษาโดยการใช้เคมีบำบัด 6 รอบ โดยให้ทาน 1 สัปดาห์ หลังจากได้รับเคมีบำบัดทุกรอบตั้งแต่รอบที่ 3-6 วันละ 20 มิลลิลิตร หลังจากนั้นเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทานโดยการตอบแบบสำรวจ พบว่ากลุ่มที่ได้ทานน้ำมันมะพร้าวมี อาการอ่อนเพลีย นอนหลับยาก หายใจลำบาก ลดลง แต่การทดลองนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้คำถามในการสำรวจ จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติม

งานวิจัยข้างต้นต่างกล่าวถึงประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในหลาย ๆ เรื่องจึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อใช้ยืนยันข้อมูลเหล่านี้ และแม้ว่าจะเป็นอะไรที่มีประโยชน์การได้รับมากไปย่อมไม่เป็นผลดี ในขณะที่การได้รับน้อยไปก็ส่งผลเสียเช่นกัน ดังนั้นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ลดอาหารที่เป็นโทษ น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด

 

ผลไม้มหัศจรรย์ (Miracle) หวานซ่อนเปรี้ยว

เวลาที่เจอผลไม้ที่ควรจะหวานแต่กลับเปรี้ยวจนแทบกินไม่ได้ คุณเคยคิดไหมว่ามีวิธีไหนที่จะเปลี่ยนรสชาติของผลไม้ให้หวานขึ้นแบบรวดเร็วโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล ถ้าคิดไม่ออกตอนนี้ยังไม่เป็นไร แต่หลังจากได้อ่านบทความนี้คุณน่าจะได้อีกหนึ่งวิธีดี ๆ เพิ่มขึ้นมา

มาทำความรู้จักกับผลไม้มหัศจรรย์นี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

ผลไม้มหัศจรรย์ หรือ Miracle fruit มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Synsepalum dulcificum เป็นผลไม้พื้นเมืองของประเทศทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ผลสุกจะมีรูปร่างกลมรีคล้ายไข่ สีแดงสด ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการเปลี่ยนรสเปรี้ยวให้กลายเป็นหวาน โดยเกิดจากสารไกลโคโปรตีนที่ชื่อว่า มิราคูลิน (Miraculin)

     กลไกการทำงานของสารมิราคูลิน

ตุ่มรับรสหวานที่ลิ้นประกอบด้วยตัวรับ 2 ตัวคือ T1R2 และ T1R3 โดย T1R2 จะจับกับโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก ส่วนโมเลกุลใหญ่ จะจับกับ T1R3 ตัวรับทั้งสองตัวนี้จะตอบสนองต่อน้ำตาลชนิดต่าง ๆ สารให้ความหวานและโปรตีนโมเลกุลเล็ก ๆ เมื่อสารต่าง ๆ เหล่านี้จับกับตัวรับแล้วจะไปกระตุ้น g-protein coupled receptor ซึ่งส่งผลให้เกิดการรับรู้รสหวานขึ้น กลไกการทำงานของสารมิราคูลินที่แท้จริงยังไม่มีคำตอบชัดเจนต้องทำการศึกษาต่อไป แต่จากความรู้เกี่ยวกับการรับรู้รสหวานข้างต้น และความรู้ที่ว่าสารมิราคูลินจะทำงานในสภาวะที่เป็นกรด ทำให้สันนิษฐานได้ว่า พอรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวเข้าไปทำให้เกิดภาวะที่เป็นกรด มิราคูลินจะถูกกระตุ้นโดยเปลี่ยนโครงสร้างไปจับกับตัวรับทำให้เกิดการรับรู้รสหวานขึ้น (ในภาวะเป็นกลางจะไม่เกิดการกระตุ้นนี้) โดยเมื่อมีความเป็นกรดมากขึ้นตัวรับรสหวานก็จะยิ่งถูกกระตุ้นมากขึ้นด้วย หลังจากกินผลไม้มหัศจรรย์นี้เข้าไปจะมีรสหวานอยู่ได้นานกว่า 1ชั่วโมง

ประโยชน์ทางการแพทย์ของผลไม้ชนิดนี้

เบาหวาน นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองโดยให้กลุ่มของหนูที่ได้รับอาหารที่มีระดับน้ำตาลฟรักโทสสูง กินผลมหัศจรรย์ ซึ่งได้แสดงผลออกมาว่า ผลมหัศจรรย์สามารถป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลินได้

เคมีบำบัด กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่รับการรักษาโดยใช้เคมีบำบัดจะมีผลค้างเคียงอย่างหนึ่ง คือการรับรู้รสชาติจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลต่อความอยากอาหารและพลังงานที่จะได้รับด้วย การศึกษาครั้งนี้แบ่งผู้ป่วยเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้ทานผลมหัศจรรย์ ส่วนอีกกลุ่มได้รับยาหลอก (placebo) เป็นเวลาสองสัปดาห์ หลังจากนั้นได้มีการสอบถามถึงความพึงพอใจต่อรสชาติของอาหารที่ทานในเวลาที่ทำการทดลอง ได้ผลว่ากลุ่มที่ทานผลมหัศจรรย์มีการรับรู้รสชาติอาหารที่ดีขึ้น

ลดน้ำหนัก มีงานวิจัยออกมาว่าผลมหัศจรรย์สามารถกระตุ้นความหวานในของหวานประเภทน้ำตาลต่ำได้ ทำให้ยังได้รับรสชาติหวานเหมือนเดิม แต่ลดปริมาณพลังงานที่ทานเข้าไปได้

ความปลอดภัย ถึงแม้ว่าการทานผลมหัศจรรย์ในรูปแบบอาหารจะถือว่ามีความปลอดภัย แต่ในการใช้ระยะยาวเพื่อเป็นอาหารเสริม ยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจน

นอกจากประโยชน์ข้างต้นแล้ว ผลมหัศจรรย์ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงอีกด้วย แต่เนื่องจากผลต่อสุขภาพยังมีการศึกษาจำนวนจำกัด ในการรับประทานเป็นประจำจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ แม่ที่ต้องให้นมลูก หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพราะยังไม่มีใครทราบถึงผลของการทานผลไม้ชนิดนี้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นหากอยากลองทดสอบคุณสมบัติหวานซ่อนเปรี้ยวของผลไม้ชนิดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกไม่ใช่น้อย

 

อาหารปิ้ง ย่าง ความอร่อยที่มาพร้อมกับโทษที่เกินราคา

อาหารปิ้ง ย่าง เป็นเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะเมื่อใช้เตาถ่านด้วยแล้ว จะมีกลิ่นหอมของควันที่อบอวลเกาะอยู่ที่ชิ้นอาหารซึ่งเพิ่มอรรถรสได้เป็นอย่างดี แต่โลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็โหดร้าย ความอร่อยที่เราชื่นชอบกลับแถมมาด้วยสารอันตราย โดยมีคำเตือนจากกรมอนามัยว่า ผู้ที่รับประทานอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง หรือรมควันไหม้เกรียมเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการได้รับสารประเภทเดียวกับที่พบในควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ เตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม และควันบุหรี่ ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

     สารก่อมะเร็งที่พบในอาหารปิ้ง ย่าง มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

  1. สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) พบในปลาหมึก ปลาทะเลย่าง และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปซึ่งมักจะใส่สารไนเตรทเพื่อใช้เป็นสารกันบูด เช่น แหนม ไส้กรอก เบคอน แฮม ซึ่งสารนี้มีงานวิจัยว่าก่อให้เกิดมะเร็งตับและมะเร็งหลอดอาหาร
  2. สารไพโรลัยเซต (Pyrolysates) เป็นสารที่เกิดจากการที่กรดอะมิโน (หน่วยย่อยของโปรตีน) ถูกทำลายโดยความร้อนสูงจนกลายเป็นสารใหม่ที่โมเลกุลมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยจะพบมากในบริเวณส่วนของ อาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม โดยเป็นสารที่สามารถก่อมะเร็งตับได้
  3. สารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน หรือสารกลุ่มพีเอเอช (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon;PAHs) เป็นสารที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์หรือการสลายสารอินทรีย์โดยความร้อน สารนี้จะพบในส่วนของเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง ที่ไหม้เกรียม โดยเฉพาะส่วนที่มีไขมันเปลวติดอยู่ด้วย เพราะในขณะปิ้ง ย่าง ไขมันจะหยดลงไปบนถ่านทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ จึงเกิดสารกลุ่มพีเอเอช ลอยขึ้นมาเกาะที่อาหารพร้อมเขม่าควัน การได้รับสารนี้ปริมาณมากอาจส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต และสารกลุ่มพีเอเอชนี้สามารถก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหารได้อีกด้วย

มีวิธีที่จะลดความเสี่ยงจากการรับสารพิษนี้มั้ย?

          ทางกรมอนามัยได้ให้คำแนะนำไว้ว่า

  • เลือกใช้เนื้อไม่ติดมันหรือตัดส่วนที่เป็นมันออก เพื่อลดปริมาณไขมันที่จะหยดลงบนถ่าน
  • ห่ออาหารด้วยฟอยล์หรือใบตองในขณะปิ้ง ย่าง เพื่อลดโอกาสที่ไขมันหยดลงบนเตาถ่านเช่นกัน
  • ตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออก ก่อนรับประทานเพื่อลดปริมาณโอกาสที่สารพิษจะเข้าสู่ร่างกาย
  • ทานเนื้อสัตว์แปรรูปให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีสันสวยเกินปกติ เพราะส่วนใหญ่เนื้อสัตว์แปรรูปจะใส่สารกันบูด ซึ่งอาจมีไนโตรซามีนได้
  • ใช้เตาไฟฟ้าแทนเตาถ่าน เพื่อลดโอกาสที่ไขมันจะหยดลงบนถ่านที่จะทำให้เกิดการเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์

เป้าหมายของการกินอาหารคือเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง แต่ถ้าอาหารที่กินเข้าไปมาพร้อมกับโทษที่อาจก่อให้เกิดผลเสียอย่างมากกับเรา จะดีกว่าไหมถ้าเราจะเลือกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากินสิ่งที่ไม่ได้อร่อยเท่าเดิมแต่เพิ่มเติมด้วยสุขภาพที่ดี

 

สมุนไพรที่หลาย ๆ บ้านมีติดครัวไว้ มีประโยชน์อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

สมุนไพรไทยที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันมีอยู่มากมาย บางคนอาจใช้เพื่อเป็นยารักษาโรคโดยตรง ในขณะที่หลายคนใช้ปรุงแต่งเพื่อเพิ่มอรรถรสในอาหาร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสมุนไพรไทยที่ใช้ในครัวเรือนให้มากขึ้นอีกนิดกันดีกว่า

กระเทียม (Garlic) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Allium sativum Linn. มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเอเชียกลาง ในประเทศไทยปลูกมากบริเวณภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ในการทำอาหารส่วนใหญ่จะใช้ส่วนหัว แต่ใบกระเทียมก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน โดยใบจะมีสรรพคุณ ขับเสมหะและช่วยให้เสมหะแห้ง ส่วนหัวสามารถใช้รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ป้องกันและรักษาโรคผิวหนัง ลดการเกิดลิ่มเลือด บำรุงหัวใจ และปรับสมดุลการทำงานของไตได้

กะเพรา (Holy Basil)  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Ocimum sanctum Linn. มีถิ่นกำเนิดแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถปลูกได้ง่ายและเติบโตได้ดีทุกสภาพอากาศ จึงถือเป็นพืชที่ควรมีติดบ้านไว้ตลอด เพราะนอกจากจะเป็นสมุนไพรที่ใช้ใส่ในอาหารได้หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายด้วย เช่น ขับลม ขับน้ำนม ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง รักษาแผลในกระเพราะ และน้ำมันหอมระเหยจากกิ่งและใบกะเพราก็สามารถใช้ไล่ยุงได้อีกด้วย

ขิง (Ginger) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe. เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินเดีย มีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า “เหง้า” ซึ่งจะแตกแขนงและมีกลิ่นหอม ส่วนมากจะใช้ส่วนนี้ในการทำอาหาร สรรพคุณของขิงจะมีรสเผ็ดร้อนเป็นหลัก ใช้ขับลมแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ไอ ขับเสมหะ คลื่นไส้ อาเจียน นอกจากเหง้าแล้วส่วนอื่น ๆ ของขิง เช่น ใบ ดอก ราก และผลก็ยังมีประโยชน์มากมาย เรียกว่าใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้นเลยทีเดียว

ตะไคร้ (Lemongrass) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citrates มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถวประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย ในทวีปอเมริกาใต้ และคองโก ลำต้นจะอยู่รวมกันเป็นกอ จะใช้ส่วนลำต้นและเหง้าในการทำอาหารมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพบได้ในอาหารไทยหลายๆชนิด มีสรรพคุณมากมาย เช่น รักษาโรคหืด ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้อาเจียนทำให้เจริญอาหาร นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ยังมีกลิ่นหอม ซึ่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ ได้

มะกรูด (Kaffir lime) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณประเทศลาวอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย นิยมใช้กลิ่นจากใบและผิวมะกรูดในการทำอาหาร ส่วนน้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยวสามารถใช้แทนน้ำมะนาวได้แต่มีกลิ่นฉุนกว่าจึงไม่นิยมเท่ามะนาว สรรพคุณของสมุนไพรชนิดนี้คือ สามารถใช้บำรุงหัวใจ ขับลมในลำไส้ และรักษาอาการแน่นท้อง จุกเสียด นอกจากนี้ผลมะกรูดยังใช้บำรุงเส้นผมได้อีกด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนน้อยของสมุนไพรไทยที่มีอยู่ทั้งหมด ยังมีสมุนไพรที่มีประโยชน์อีกมากมายที่ควรค่าแก่การปลูกไว้ในบ้าน เพราะนอกจากเวลาทำอาหารไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลแล้ว ยังสามารถรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายได้อีกด้วย เหมือนกับที่มีคำกล่าวว่า “อย่ากินยาเป็นอาหาร แต่จงกินอาหารให้เป็นยา”

 

จากละครเลือดข้น….สู่หนทางป้องกันภาวะเลือดจาง

นับว่าเป็นละครที่มีกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์และบนจอแก้วอย่างมาก สำหรับซีรีย์ “เลือดข้นคนจาง” ที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้ เมื่ออ่านชื่อซีรีย์ที่มีคำว่าเลือด คำว่าจางแล้ว ทำให้นึกถึงภาวะเลือดโลหิตจาง ขึ้นมาทันใด

ภาวะเลือดโลหิตจาง (Anemia) หรือภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดง ในเลือดน้อยกว่าปกติ
ซึ่งโดยปกติเม็ดเลือดจะทำหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง อาจมาจากการเสียเลือด การสร้างเม็ดเลือดแดงที่ลดลง หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้น ซึ่งนอกจากการไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและตรวจเลือดอยู่เสมอแล้ว สารอาหารและโภชนาการต่าง ๆ ที่บริโภคประจำวัน อาจมีส่วนช่วยในการบำรุงเลือดให้มีสุขภาพที่ดีได้ด้วย

บทความนี้จึงขอแนะนำ อาหารบำรุงบำรุงเลือด ดังนี้

1.เนื้อสัตว์ต่าง ๆ และตับ มีธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี หากต้องการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงก็ไม่ควรพลาดเมนูที่ประกอบไปด้วย เลือด ตับและเนื้อสัตว์เป็นอันขาด

2.ผักใบสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า บรอกโคลี ผักบุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้น้อย จึงต้องรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม มะละกอ ฝรั่ง มะนาว เพื่ออาศัยกรดเกลือในกระเพาะอาหารและวิตามินซีช่วยในการดูดซึม

3.อาหารทะเล จะมีธาตุเหล็กที่ ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี และมีอัตราการดูดซึมอยู่ที่ร้อยละ 20-30 และยิ่งหากรับประทานควบคู่กับวิตามินซีที่ได้จากผลไม้ก็ยิ่งดีไปใหญ่ เพราะจะดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ลำไส้เล็กได้คล่องตัวมากขึ้น

4.ถั่วแดง ถั่วดำ และจมูกข้าวสาลีอาหารในกลุ่มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์โดยสามารถรับประทานเป็นกลุ่มนี้แทน ซึ่งธัญพืชเหล่านี้จะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กค่อนข้างสูง

5.ข้าวหอมนิลข้าวจัดได้ว่ามีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่ข้าวกลุ่มนี้ยังมีธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารที่มีโมเลกุลคล้ายกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการธาตุเหล็กแต่ไม่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์

6.ฟักทอง แครอท และมะเขือเทศ ในกลุ่มนี้จะมีธาตุเหล็กอยู่บ้าง แต่ธาตุเหล็กที่ได้มักละลายยาก ร่างกายจึงดูดซึมและนำไปใช้ได้ค่อนข้างน้อย ทางที่ดีจึงควรกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ตับ และไข่แดง ควบคู่กันไปด้วย

7.สมุนไพรเครื่องเทศ เช่น ขมิ้น พริก และกระเทียมช่วยให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี และช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

อย่างไรก็ตามหากอยากบำรุงระบบเลือดให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะเลือดก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก และการดื่มน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายยังสามารถช่วยชะล้างสารพิษ และสิ่งตกค้างภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้ลุ้นระทึกไปกับซีรีย์ “เลือดข้นคนจาง แบบติดขอบจอไม่พลาดสักตอนอย่างแน่นอน

 

กลูเตนคืออะไร ทำไมต้องรู้จักและเข้าใจกลูเตน

กลูเตน (gluten) เกิดจากการรวมตัวของโปรตีน (protein) กลูเตนิน (glutenin) และไกลอะดิน (gliadin) ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ทำให้กลูเตนมีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่น ไม่ละลายในน้ำ พบได้ในธัญพืช (cereal grain) บางชนิด เช่น ข้าวสาลี (wheat) ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพด ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (bakery) กลูเตนสามารถเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ผลิตขึ้นโดยยีสต์ (yeast) เอาไว้ได้ ทำให้รูปทรงของผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมปัง โดนัท ขนมเค้ก คงอยู่ได้ นอกจากนั้นกลูเตนยังนิยมใช้แทนที่เนื้อสัตว์ (meat) ในอาหารเจ (vegan) และอาหารมังสวิรัติ อีกด้วย

อาการของการแพ้กลูเตน

ผู้ที่แพ้กลูเตน จะมีอาการคล้ายกับคนที่แพ้นมวัว ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ เช่น ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการชาตามแขนและขา อาการแพ้กลูเตนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กหากมีอาการแพ้กลูเตนแล้วไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เด็กแคระแกร็นได้ ซึ่งสัญญาณเตือนการแพ้กลูเตนสามารถสังเกตได้ดังนี้

  1. เกิดปัญหาที่ระบบขับถ่าย หากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อกลูเตนจะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ อาการที่พบได้บ่อยคือ อาการท้องเสีย ท้องอืด ท้องผูก ปวดท้อง
  2. อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย อาจเป็นสัญญาณของอาการขาด ธาตุเหล็ก และวิตามิน ซึ่งปกติจะถูกดูดซึมที่ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมได้ดี เนื่องมาจากการแพ้กลูเตน
  3. ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน คล้ายตุ่มน้ำใส ๆ จะแตกเมื่อเกา มักขึ้นบริเวณข้อศอก เข่า และก้น โดยอาการนี้จะหายไปหากทานอาหารที่ไม่มีกลูเตน
  4. ลักษณะอุจจาระผิดปกติ อุจจาระจะมีลักษณะที่ผิดปกติ จะมีสีที่อ่อนลง มีไขมันปะปนในอุจจาระ และมีกลิ่นที่เหม็น ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไขมันจึงถูกขับถ่ายออกมา
  5. น้ำหนักลดผิดปกติ เมื่อภูมิคุ้มกันตอบสนองต่ออาการแพ้จนทำให้เกิดภาวะลำไส้เล็กอักเสบ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ บางราย โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงขั้นส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้กลูเตน

ผู้ที่มีภาวะแพ้กลูเตนควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากข้าวสาลีหรือแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์
ข้าวไรย์ มอลต์ บริเวอร์ยีสต์ (Brewer’s Yeast) หรือข้าวโอ๊ตบางชนิด เนื่องจากมีโอกาสเจือปนกับเมล็ดพืชหรือธัญพืชอื่นที่มีกลูเตนในกระบวนการผลิตได้ ยกเว้นจะมีการระบุไว้บนผลิตภัณฑ์อย่างแน่ชัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ Gluten Free

ข้อแนะนำสำหรับการทานอาหารปราศจากกลูเตน (Gluten Free)

อาหาร Gluten Free ตามธรรมชาติมีอยู่หลายชนิด แต่ต้องเลือกชนิดที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีเติมวัตถุเจือปนที่มีกลูเตนอยู่ เช่น พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ ไข่ เนื้อสัตว์สีแดง เนื้อปลา เนื้อไก่ ผักและผลไม้สด ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ เนย ธัญพืชหรือเมล็ดพืชที่ระบุว่าไม่มีส่วนผสมของกลูเตน เช่น ข้าว ควินัว ข้าวโพด เมล็ดแฟลกซ์ เป็นต้น

แม้ว่าการแพ้กลูเตนจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงกลูเตนก็สามารถช่วยให้ไม่เกิดผลข้างเคียงของการแพ้กลูเตนที่กล่าวมาข้างต้นได้ หรืออาจจะใช้เวลาในครอบครัวอาหารทานเองก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดี เพราะควบคุมส่วนผสมได้แน่นอน และยังเป็นกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย

 

อาหารต้านแก่ ธรรมชาติที่ช่วยคุณชะลอวัยได้เป็นอย่างดี

ประโยคเด็ด “แก่แล้วรักปะละ” ในละครดังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่สาว ๆ ฟินกันถ้วนหน้า แต่เดี๋ยวก่อน นั่นมันแค่ในละคร ในโลกแห่งความเป็นจริง คงจะไม่มีใครอยากแก่ และหากมีใครพูดกับคุณว่าแก่ คุณคงจะรู้สึกจิตตกเป็นวัน ๆ กันเลยทีเดียว ตรงกันข้าม ถ้าคุณมีผิวพรรณหน้าตาที่สดใส ดูอ่อนเยาว์ เชื่อว่าคุณต้องนั่งอมยิ้มไปทั้งวันแน่ ๆ

เคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยให้คุณชะลอวัย ดูอ่อนเยาว์

เคล็ดลับนี้เป็นวิธีที่มีความสุขที่สุด นั่นคือ การกินต้านแก่ ซึ่งพระเอกที่จะช่วยต้านแก่ คือ “สารต้านอนุมูลอิสระ” (Antioxidants) หมายถึง สารที่ช่วยต่อต้านหรือกำจัดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เกิดจากการย่อยสลายโปรตีนและไขมัน ที่มาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป แม้แต่มลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ เชื้อโรค ฝุ่นละออง รังสียูวีจากแสงแดด ล้วนกลายเป็นอนุมูลอิสระอยู่ในร่างกายและสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ต่าง ๆ ได้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระ มีภารกิจหลัก คือ ชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื่อที่จะทำให้ผิวเต่งตึง คำถามคือเราจะออกตามหาสารต้านอนุมูลอิสระได้ที่ไหนบ้าง คำตอบคือ พืชผักผลไม้ตามท้องตลาดที่สด สะอาด ล้วนเป็นแหล่งของวิตามินที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดี

วิตามินที่สามารถต้านอนุมูลอิสระ
1.วิตามินเอ (vitamin A) ช่วยทำให้ผิวลดการอักเสบของสิว ลบจุดด่างดำ รักษาสภาพเยื่อบุต่าง ๆ
ซึ่งวิตามินเอที่ทำงานในร่างกาย คือ เรตินอลและเบต้าแคโรทีน เรตินอลพบได้ในสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ตับ ปลาทะเล น้ำมันตับปลา ไข่แดง ผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ส่วนเบต้าแคโรทีน จะพบในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง เป็นต้น
2.วิตามินอี (vitamin E) ช่วยให้ไขกระดูกสร้างเลือดได้ดี บำรุงตับ ทำให้ผิวพรรณสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น พบมากในน้ำมันจากธัญพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ถั่วประเภทเปลือกแข็ง ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน และน้ำมันดอกคำฝอย
3.วิตามินซี (vitamin C) ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของ
เส้นเลือดฝอย ผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และช่วยต่อต้านการติดเชื้อต่าง ๆ พบมากในผักและผลไม้สด
เช่น มะนาว มะขามป้อม ส้ม มะม่วง แคนตาลูป มะเขือเทศ คะน้า ฝรั่ง พริกหวาน เป็นต้น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะพบว่า ผักและผลไม้ ล้วนสามารถ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้เราแก่ได้อย่างดี และที่สำคัญราคาถูกอีกด้วย เพื่อความอ่อนเยาว์และผิวพรรณที่สดใส เราควรบริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน เพื่อสักวันหนึ่งเหตุการณ์แบบอรุณาจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราบ้าง แต่เราจะไม่พูดคำว่าแก่ จะพูดว่า “สวยขนาดนี้รักป่ะล่ะ” กับบอสวศินแทน