Category Archives: โภชนาการ

น้ำมันมะพร้าว ไขมันอิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ

น้ำมันมะพร้าวขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำมัน อาจทำให้บางคนกังวลเกี่ยวกับผลต่อสุขภาพ ยิ่งพอได้รู้ว่ามีไขมันอิ่มตัวมากด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ตามมา แต่ทำไมน้ำมันมะพร้าวยังเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนรักสุขภาพกันนะ เราลองมาดูถึงรายละเอียดของน้ำมันมะพร้าวกันดีกว่าว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง

มาทำความรู้จักน้ำมันมะพร้าวให้มากขึ้นอีกนิดกันเถอะ

น้ำมันมะพร้าวคือน้ำมันที่สกัดได้จากเนื้อมะพร้าว ประกอบไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนใหญ่ (90%) กรดไขมันหลักที่พบ คือ กรดลอริก (lauric) 46%, กรดไมริสติก (myristic) 17% และกรดปาล์มมิติก (palmitic) 9% กรดไขมันลอริกที่มีอยู่เป็นส่วนใหญ่สามารถดูดซึมที่ลำไส้โดยตรงและส่งไปที่ตับเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงาน โดยไม่ต้องไปเก็บที่เนื้อเยื่อซึ่งมีหน้าที่สะสมไขมันอยู่ที่ใต้ผิวหนัง หลอดเลือด หรืออวัยวะอื่น ๆ เช่น หัวใจ ตับ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคอเลสเตอรอลในปริมาณที่น้อยมาก ด้วยเหตุนี้น้ำมันมะพร้าวจึงไม่ถูกจัดว่าเป็นน้ำมันที่มีผลทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดแดงผิดปกติ

น้ำมันมะพร้าวที่ขายทั่วไปมีทั้งแบบสกัดร้อนและสกัดเย็น การสกัดร้อนจะมีการใช้ความร้อน ผลผลิตจะได้เป็นน้ำมันที่เหมาะแก่การทำอาหารแทนน้ำมันพืชต่าง ๆ ส่วนการสกัดเย็นก็เป็นกรรมวิธีที่ไม่ใช้ความร้อนน้ำมันที่ได้สามารนำไปรับประทานและใช้ประโยชน์ได้ทันที เช่น บำรุงเส้นผม บำรุงผิว เป็นต้น

น้ำมันมะพร้าวมีผลอย่างไรต่อร่างกายมนุษย์บ้าง

ภาวะเครียดจากการเกิดออกซิเดชัน (Oxidative stress)

คือความไม่สมดุลระหว่างสารอนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยในน้ำมันมะพร้าวจะมีสารฟลาโวนอยด์และสารโพลีฟีนอลอื่น ๆ ที่จะทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ มีการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่สองเปรียบเทียบกับคนปกติ แต่ผลที่ได้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เนื่องผู้ที่เป็นเบาหวานในกลุ่มที่ศึกษามีอายุเยอะ และมีการเปลี่ยนแปลงสารชีวเคมีในร่างกาย จึงมีสารต้านอนุมูลอิสระลดลงได้

ผู้ป่วยโรคอ้วน (Obesity)

มีการศึกษาในผู้ที่หญิงมีภาวะอ้วน 40 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม ทานน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันถั่วเหลืองเปรียบเทียบกัน เป็นเวลา 3 เดือน ได้ผลว่าในผู้ที่ทานน้ำมันมะพร้าวจะมีไขมัน HDL สูงและ LDL ต่ำกว่ากลุ่มที่ทานน้ำมันถั่วเหลือง นอกจากนี้กลุ่มที่ทานน้ำมันมะพร้าวยังมีรอบเอวลดลงกว่าอีกกลุ่มด้วย

ผู้ป่วยมะเร็ง (Cancer)

มีการใช้น้ำมันมะพร้าวในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 3-4 ซึ่งต้องรักษาโดยการใช้เคมีบำบัด 6 รอบ โดยให้ทาน 1 สัปดาห์ หลังจากได้รับเคมีบำบัดทุกรอบตั้งแต่รอบที่ 3-6 วันละ 20 มิลลิลิตร หลังจากนั้นเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทานโดยการตอบแบบสำรวจ พบว่ากลุ่มที่ได้ทานน้ำมันมะพร้าวมี อาการอ่อนเพลีย นอนหลับยาก หายใจลำบาก ลดลง แต่การทดลองนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้คำถามในการสำรวจ จึงควรมีการศึกษาเพิ่มเติม

งานวิจัยข้างต้นต่างกล่าวถึงประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในหลาย ๆ เรื่องจึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อใช้ยืนยันข้อมูลเหล่านี้ และแม้ว่าจะเป็นอะไรที่มีประโยชน์การได้รับมากไปย่อมไม่เป็นผลดี ในขณะที่การได้รับน้อยไปก็ส่งผลเสียเช่นกัน ดังนั้นการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ลดอาหารที่เป็นโทษ น่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด

 

ผลไม้มหัศจรรย์ (Miracle) หวานซ่อนเปรี้ยว

เวลาที่เจอผลไม้ที่ควรจะหวานแต่กลับเปรี้ยวจนแทบกินไม่ได้ คุณเคยคิดไหมว่ามีวิธีไหนที่จะเปลี่ยนรสชาติของผลไม้ให้หวานขึ้นแบบรวดเร็วโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล ถ้าคิดไม่ออกตอนนี้ยังไม่เป็นไร แต่หลังจากได้อ่านบทความนี้คุณน่าจะได้อีกหนึ่งวิธีดี ๆ เพิ่มขึ้นมา

มาทำความรู้จักกับผลไม้มหัศจรรย์นี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

ผลไม้มหัศจรรย์ หรือ Miracle fruit มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Synsepalum dulcificum เป็นผลไม้พื้นเมืองของประเทศทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ผลสุกจะมีรูปร่างกลมรีคล้ายไข่ สีแดงสด ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการเปลี่ยนรสเปรี้ยวให้กลายเป็นหวาน โดยเกิดจากสารไกลโคโปรตีนที่ชื่อว่า มิราคูลิน (Miraculin)

     กลไกการทำงานของสารมิราคูลิน

ตุ่มรับรสหวานที่ลิ้นประกอบด้วยตัวรับ 2 ตัวคือ T1R2 และ T1R3 โดย T1R2 จะจับกับโมเลกุลที่มีขนาดเล็ก ส่วนโมเลกุลใหญ่ จะจับกับ T1R3 ตัวรับทั้งสองตัวนี้จะตอบสนองต่อน้ำตาลชนิดต่าง ๆ สารให้ความหวานและโปรตีนโมเลกุลเล็ก ๆ เมื่อสารต่าง ๆ เหล่านี้จับกับตัวรับแล้วจะไปกระตุ้น g-protein coupled receptor ซึ่งส่งผลให้เกิดการรับรู้รสหวานขึ้น กลไกการทำงานของสารมิราคูลินที่แท้จริงยังไม่มีคำตอบชัดเจนต้องทำการศึกษาต่อไป แต่จากความรู้เกี่ยวกับการรับรู้รสหวานข้างต้น และความรู้ที่ว่าสารมิราคูลินจะทำงานในสภาวะที่เป็นกรด ทำให้สันนิษฐานได้ว่า พอรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยวเข้าไปทำให้เกิดภาวะที่เป็นกรด มิราคูลินจะถูกกระตุ้นโดยเปลี่ยนโครงสร้างไปจับกับตัวรับทำให้เกิดการรับรู้รสหวานขึ้น (ในภาวะเป็นกลางจะไม่เกิดการกระตุ้นนี้) โดยเมื่อมีความเป็นกรดมากขึ้นตัวรับรสหวานก็จะยิ่งถูกกระตุ้นมากขึ้นด้วย หลังจากกินผลไม้มหัศจรรย์นี้เข้าไปจะมีรสหวานอยู่ได้นานกว่า 1ชั่วโมง

ประโยชน์ทางการแพทย์ของผลไม้ชนิดนี้

เบาหวาน นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองโดยให้กลุ่มของหนูที่ได้รับอาหารที่มีระดับน้ำตาลฟรักโทสสูง กินผลมหัศจรรย์ ซึ่งได้แสดงผลออกมาว่า ผลมหัศจรรย์สามารถป้องกันภาวะดื้อต่ออินซูลินได้

เคมีบำบัด กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่รับการรักษาโดยใช้เคมีบำบัดจะมีผลค้างเคียงอย่างหนึ่ง คือการรับรู้รสชาติจะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลต่อความอยากอาหารและพลังงานที่จะได้รับด้วย การศึกษาครั้งนี้แบ่งผู้ป่วยเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้ทานผลมหัศจรรย์ ส่วนอีกกลุ่มได้รับยาหลอก (placebo) เป็นเวลาสองสัปดาห์ หลังจากนั้นได้มีการสอบถามถึงความพึงพอใจต่อรสชาติของอาหารที่ทานในเวลาที่ทำการทดลอง ได้ผลว่ากลุ่มที่ทานผลมหัศจรรย์มีการรับรู้รสชาติอาหารที่ดีขึ้น

ลดน้ำหนัก มีงานวิจัยออกมาว่าผลมหัศจรรย์สามารถกระตุ้นความหวานในของหวานประเภทน้ำตาลต่ำได้ ทำให้ยังได้รับรสชาติหวานเหมือนเดิม แต่ลดปริมาณพลังงานที่ทานเข้าไปได้

ความปลอดภัย ถึงแม้ว่าการทานผลมหัศจรรย์ในรูปแบบอาหารจะถือว่ามีความปลอดภัย แต่ในการใช้ระยะยาวเพื่อเป็นอาหารเสริม ยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจน

นอกจากประโยชน์ข้างต้นแล้ว ผลมหัศจรรย์ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงอีกด้วย แต่เนื่องจากผลต่อสุขภาพยังมีการศึกษาจำนวนจำกัด ในการรับประทานเป็นประจำจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ แม่ที่ต้องให้นมลูก หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่น ๆ เพราะยังไม่มีใครทราบถึงผลของการทานผลไม้ชนิดนี้ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นหากอยากลองทดสอบคุณสมบัติหวานซ่อนเปรี้ยวของผลไม้ชนิดนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกไม่ใช่น้อย

 

อาหารปิ้ง ย่าง ความอร่อยที่มาพร้อมกับโทษที่เกินราคา

อาหารปิ้ง ย่าง เป็นเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะเมื่อใช้เตาถ่านด้วยแล้ว จะมีกลิ่นหอมของควันที่อบอวลเกาะอยู่ที่ชิ้นอาหารซึ่งเพิ่มอรรถรสได้เป็นอย่างดี แต่โลกแห่งความเป็นจริงบางทีก็โหดร้าย ความอร่อยที่เราชื่นชอบกลับแถมมาด้วยสารอันตราย โดยมีคำเตือนจากกรมอนามัยว่า ผู้ที่รับประทานอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง หรือรมควันไหม้เกรียมเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการได้รับสารประเภทเดียวกับที่พบในควันไฟ ไอเสียของเครื่องยนต์ เตาเผาเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม และควันบุหรี่ ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

     สารก่อมะเร็งที่พบในอาหารปิ้ง ย่าง มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

  1. สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) พบในปลาหมึก ปลาทะเลย่าง และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปซึ่งมักจะใส่สารไนเตรทเพื่อใช้เป็นสารกันบูด เช่น แหนม ไส้กรอก เบคอน แฮม ซึ่งสารนี้มีงานวิจัยว่าก่อให้เกิดมะเร็งตับและมะเร็งหลอดอาหาร
  2. สารไพโรลัยเซต (Pyrolysates) เป็นสารที่เกิดจากการที่กรดอะมิโน (หน่วยย่อยของโปรตีน) ถูกทำลายโดยความร้อนสูงจนกลายเป็นสารใหม่ที่โมเลกุลมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยจะพบมากในบริเวณส่วนของ อาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม โดยเป็นสารที่สามารถก่อมะเร็งตับได้
  3. สารกลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน หรือสารกลุ่มพีเอเอช (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon;PAHs) เป็นสารที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์หรือการสลายสารอินทรีย์โดยความร้อน สารนี้จะพบในส่วนของเนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง ที่ไหม้เกรียม โดยเฉพาะส่วนที่มีไขมันเปลวติดอยู่ด้วย เพราะในขณะปิ้ง ย่าง ไขมันจะหยดลงไปบนถ่านทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ จึงเกิดสารกลุ่มพีเอเอช ลอยขึ้นมาเกาะที่อาหารพร้อมเขม่าควัน การได้รับสารนี้ปริมาณมากอาจส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต และสารกลุ่มพีเอเอชนี้สามารถก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหารได้อีกด้วย

มีวิธีที่จะลดความเสี่ยงจากการรับสารพิษนี้มั้ย?

          ทางกรมอนามัยได้ให้คำแนะนำไว้ว่า

  • เลือกใช้เนื้อไม่ติดมันหรือตัดส่วนที่เป็นมันออก เพื่อลดปริมาณไขมันที่จะหยดลงบนถ่าน
  • ห่ออาหารด้วยฟอยล์หรือใบตองในขณะปิ้ง ย่าง เพื่อลดโอกาสที่ไขมันหยดลงบนเตาถ่านเช่นกัน
  • ตัดส่วนที่ไหม้เกรียมออก ก่อนรับประทานเพื่อลดปริมาณโอกาสที่สารพิษจะเข้าสู่ร่างกาย
  • ทานเนื้อสัตว์แปรรูปให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีสันสวยเกินปกติ เพราะส่วนใหญ่เนื้อสัตว์แปรรูปจะใส่สารกันบูด ซึ่งอาจมีไนโตรซามีนได้
  • ใช้เตาไฟฟ้าแทนเตาถ่าน เพื่อลดโอกาสที่ไขมันจะหยดลงบนถ่านที่จะทำให้เกิดการเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์

เป้าหมายของการกินอาหารคือเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง แต่ถ้าอาหารที่กินเข้าไปมาพร้อมกับโทษที่อาจก่อให้เกิดผลเสียอย่างมากกับเรา จะดีกว่าไหมถ้าเราจะเลือกปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากินสิ่งที่ไม่ได้อร่อยเท่าเดิมแต่เพิ่มเติมด้วยสุขภาพที่ดี

 

สมุนไพรที่หลาย ๆ บ้านมีติดครัวไว้ มีประโยชน์อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

สมุนไพรไทยที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันมีอยู่มากมาย บางคนอาจใช้เพื่อเป็นยารักษาโรคโดยตรง ในขณะที่หลายคนใช้ปรุงแต่งเพื่อเพิ่มอรรถรสในอาหาร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสมุนไพรไทยที่ใช้ในครัวเรือนให้มากขึ้นอีกนิดกันดีกว่า

กระเทียม (Garlic) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Allium sativum Linn. มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเอเชียกลาง ในประเทศไทยปลูกมากบริเวณภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ในการทำอาหารส่วนใหญ่จะใช้ส่วนหัว แต่ใบกระเทียมก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน โดยใบจะมีสรรพคุณ ขับเสมหะและช่วยให้เสมหะแห้ง ส่วนหัวสามารถใช้รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ป้องกันและรักษาโรคผิวหนัง ลดการเกิดลิ่มเลือด บำรุงหัวใจ และปรับสมดุลการทำงานของไตได้

กะเพรา (Holy Basil)  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า  Ocimum sanctum Linn. มีถิ่นกำเนิดแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถปลูกได้ง่ายและเติบโตได้ดีทุกสภาพอากาศ จึงถือเป็นพืชที่ควรมีติดบ้านไว้ตลอด เพราะนอกจากจะเป็นสมุนไพรที่ใช้ใส่ในอาหารได้หลากหลายแล้ว ยังมีประโยชน์มากมายด้วย เช่น ขับลม ขับน้ำนม ขับเหงื่อ แก้ปวดท้อง รักษาแผลในกระเพราะ และน้ำมันหอมระเหยจากกิ่งและใบกะเพราก็สามารถใช้ไล่ยุงได้อีกด้วย

ขิง (Ginger) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber officinale Roscoe. เชื่อกันว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ในอินเดีย มีลำต้นใต้ดินที่เรียกว่า “เหง้า” ซึ่งจะแตกแขนงและมีกลิ่นหอม ส่วนมากจะใช้ส่วนนี้ในการทำอาหาร สรรพคุณของขิงจะมีรสเผ็ดร้อนเป็นหลัก ใช้ขับลมแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ไอ ขับเสมหะ คลื่นไส้ อาเจียน นอกจากเหง้าแล้วส่วนอื่น ๆ ของขิง เช่น ใบ ดอก ราก และผลก็ยังมีประโยชน์มากมาย เรียกว่าใช้ประโยชน์ได้ทั้งต้นเลยทีเดียว

ตะไคร้ (Lemongrass) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citrates มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถวประเทศอินโดนีเซีย ศรีลังกา พม่า อินเดีย ไทย ในทวีปอเมริกาใต้ และคองโก ลำต้นจะอยู่รวมกันเป็นกอ จะใช้ส่วนลำต้นและเหง้าในการทำอาหารมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งพบได้ในอาหารไทยหลายๆชนิด มีสรรพคุณมากมาย เช่น รักษาโรคหืด ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง แก้อาเจียนทำให้เจริญอาหาร นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ยังมีกลิ่นหอม ซึ่งใช้ไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ ได้

มะกรูด (Kaffir lime) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Citrus hystrix มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณประเทศลาวอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย นิยมใช้กลิ่นจากใบและผิวมะกรูดในการทำอาหาร ส่วนน้ำมะกรูดมีรสเปรี้ยวสามารถใช้แทนน้ำมะนาวได้แต่มีกลิ่นฉุนกว่าจึงไม่นิยมเท่ามะนาว สรรพคุณของสมุนไพรชนิดนี้คือ สามารถใช้บำรุงหัวใจ ขับลมในลำไส้ และรักษาอาการแน่นท้อง จุกเสียด นอกจากนี้ผลมะกรูดยังใช้บำรุงเส้นผมได้อีกด้วย

จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนน้อยของสมุนไพรไทยที่มีอยู่ทั้งหมด ยังมีสมุนไพรที่มีประโยชน์อีกมากมายที่ควรค่าแก่การปลูกไว้ในบ้าน เพราะนอกจากเวลาทำอาหารไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลแล้ว ยังสามารถรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายได้อีกด้วย เหมือนกับที่มีคำกล่าวว่า “อย่ากินยาเป็นอาหาร แต่จงกินอาหารให้เป็นยา”

 

จากละครเลือดข้น….สู่หนทางป้องกันภาวะเลือดจาง

นับว่าเป็นละครที่มีกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์และบนจอแก้วอย่างมาก สำหรับซีรีย์ “เลือดข้นคนจาง” ที่กำลังฉายอยู่ในขณะนี้ เมื่ออ่านชื่อซีรีย์ที่มีคำว่าเลือด คำว่าจางแล้ว ทำให้นึกถึงภาวะเลือดโลหิตจาง ขึ้นมาทันใด

ภาวะเลือดโลหิตจาง (Anemia) หรือภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดง ในเลือดน้อยกว่าปกติ
ซึ่งโดยปกติเม็ดเลือดจะทำหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง อาจมาจากการเสียเลือด การสร้างเม็ดเลือดแดงที่ลดลง หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้น ซึ่งนอกจากการไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและตรวจเลือดอยู่เสมอแล้ว สารอาหารและโภชนาการต่าง ๆ ที่บริโภคประจำวัน อาจมีส่วนช่วยในการบำรุงเลือดให้มีสุขภาพที่ดีได้ด้วย

บทความนี้จึงขอแนะนำ อาหารบำรุงบำรุงเลือด ดังนี้

1.เนื้อสัตว์ต่าง ๆ และตับ มีธาตุเหล็กที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี หากต้องการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงก็ไม่ควรพลาดเมนูที่ประกอบไปด้วย เลือด ตับและเนื้อสัตว์เป็นอันขาด

2.ผักใบสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า บรอกโคลี ผักบุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้น้อย จึงต้องรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม มะละกอ ฝรั่ง มะนาว เพื่ออาศัยกรดเกลือในกระเพาะอาหารและวิตามินซีช่วยในการดูดซึม

3.อาหารทะเล จะมีธาตุเหล็กที่ ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี และมีอัตราการดูดซึมอยู่ที่ร้อยละ 20-30 และยิ่งหากรับประทานควบคู่กับวิตามินซีที่ได้จากผลไม้ก็ยิ่งดีไปใหญ่ เพราะจะดูดซึมธาตุเหล็กเข้าสู่ลำไส้เล็กได้คล่องตัวมากขึ้น

4.ถั่วแดง ถั่วดำ และจมูกข้าวสาลีอาหารในกลุ่มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์โดยสามารถรับประทานเป็นกลุ่มนี้แทน ซึ่งธัญพืชเหล่านี้จะอุดมไปด้วยธาตุเหล็กค่อนข้างสูง

5.ข้าวหอมนิลข้าวจัดได้ว่ามีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่ข้าวกลุ่มนี้ยังมีธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นสารที่มีโมเลกุลคล้ายกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการธาตุเหล็กแต่ไม่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์

6.ฟักทอง แครอท และมะเขือเทศ ในกลุ่มนี้จะมีธาตุเหล็กอยู่บ้าง แต่ธาตุเหล็กที่ได้มักละลายยาก ร่างกายจึงดูดซึมและนำไปใช้ได้ค่อนข้างน้อย ทางที่ดีจึงควรกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ตับ และไข่แดง ควบคู่กันไปด้วย

7.สมุนไพรเครื่องเทศ เช่น ขมิ้น พริก และกระเทียมช่วยให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปได้ดี และช่วยลดความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

อย่างไรก็ตามหากอยากบำรุงระบบเลือดให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะเลือดก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก และการดื่มน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายยังสามารถช่วยชะล้างสารพิษ และสิ่งตกค้างภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี ทำให้ลุ้นระทึกไปกับซีรีย์ “เลือดข้นคนจาง แบบติดขอบจอไม่พลาดสักตอนอย่างแน่นอน

 

กลูเตนคืออะไร ทำไมต้องรู้จักและเข้าใจกลูเตน

กลูเตน (gluten) เกิดจากการรวมตัวของโปรตีน (protein) กลูเตนิน (glutenin) และไกลอะดิน (gliadin) ในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ทำให้กลูเตนมีลักษณะเหนียวและยืดหยุ่น ไม่ละลายในน้ำ พบได้ในธัญพืช (cereal grain) บางชนิด เช่น ข้าวสาลี (wheat) ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโพด ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ (bakery) กลูเตนสามารถเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ผลิตขึ้นโดยยีสต์ (yeast) เอาไว้ได้ ทำให้รูปทรงของผลิตภัณฑ์ เช่น ขนมปัง โดนัท ขนมเค้ก คงอยู่ได้ นอกจากนั้นกลูเตนยังนิยมใช้แทนที่เนื้อสัตว์ (meat) ในอาหารเจ (vegan) และอาหารมังสวิรัติ อีกด้วย

อาการของการแพ้กลูเตน

ผู้ที่แพ้กลูเตน จะมีอาการคล้ายกับคนที่แพ้นมวัว ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ เช่น ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ ท้องอืด ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการชาตามแขนและขา อาการแพ้กลูเตนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กหากมีอาการแพ้กลูเตนแล้วไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เด็กแคระแกร็นได้ ซึ่งสัญญาณเตือนการแพ้กลูเตนสามารถสังเกตได้ดังนี้

  1. เกิดปัญหาที่ระบบขับถ่าย หากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองต่อกลูเตนจะทำให้ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ อาการที่พบได้บ่อยคือ อาการท้องเสีย ท้องอืด ท้องผูก ปวดท้อง
  2. อ่อนเพลีย และเหนื่อยง่าย อาจเป็นสัญญาณของอาการขาด ธาตุเหล็ก และวิตามิน ซึ่งปกติจะถูกดูดซึมที่ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมได้ดี เนื่องมาจากการแพ้กลูเตน
  3. ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นคัน คล้ายตุ่มน้ำใส ๆ จะแตกเมื่อเกา มักขึ้นบริเวณข้อศอก เข่า และก้น โดยอาการนี้จะหายไปหากทานอาหารที่ไม่มีกลูเตน
  4. ลักษณะอุจจาระผิดปกติ อุจจาระจะมีลักษณะที่ผิดปกติ จะมีสีที่อ่อนลง มีไขมันปะปนในอุจจาระ และมีกลิ่นที่เหม็น ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมไขมันจึงถูกขับถ่ายออกมา
  5. น้ำหนักลดผิดปกติ เมื่อภูมิคุ้มกันตอบสนองต่ออาการแพ้จนทำให้เกิดภาวะลำไส้เล็กอักเสบ ร่างกายก็จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ บางราย โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงขั้นส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่มีภาวะแพ้กลูเตน

ผู้ที่มีภาวะแพ้กลูเตนควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจากข้าวสาลีหรือแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์
ข้าวไรย์ มอลต์ บริเวอร์ยีสต์ (Brewer’s Yeast) หรือข้าวโอ๊ตบางชนิด เนื่องจากมีโอกาสเจือปนกับเมล็ดพืชหรือธัญพืชอื่นที่มีกลูเตนในกระบวนการผลิตได้ ยกเว้นจะมีการระบุไว้บนผลิตภัณฑ์อย่างแน่ชัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ Gluten Free

ข้อแนะนำสำหรับการทานอาหารปราศจากกลูเตน (Gluten Free)

อาหาร Gluten Free ตามธรรมชาติมีอยู่หลายชนิด แต่ต้องเลือกชนิดที่ไม่ได้ผ่านกรรมวิธีเติมวัตถุเจือปนที่มีกลูเตนอยู่ เช่น พืชตระกูลถั่วต่าง ๆ ไข่ เนื้อสัตว์สีแดง เนื้อปลา เนื้อไก่ ผักและผลไม้สด ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นมสด โยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ เนย ธัญพืชหรือเมล็ดพืชที่ระบุว่าไม่มีส่วนผสมของกลูเตน เช่น ข้าว ควินัว ข้าวโพด เมล็ดแฟลกซ์ เป็นต้น

แม้ว่าการแพ้กลูเตนจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงกลูเตนก็สามารถช่วยให้ไม่เกิดผลข้างเคียงของการแพ้กลูเตนที่กล่าวมาข้างต้นได้ หรืออาจจะใช้เวลาในครอบครัวอาหารทานเองก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดี เพราะควบคุมส่วนผสมได้แน่นอน และยังเป็นกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อีกด้วย

 

อาหารต้านแก่ ธรรมชาติที่ช่วยคุณชะลอวัยได้เป็นอย่างดี

ประโยคเด็ด “แก่แล้วรักปะละ” ในละครดังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่สาว ๆ ฟินกันถ้วนหน้า แต่เดี๋ยวก่อน นั่นมันแค่ในละคร ในโลกแห่งความเป็นจริง คงจะไม่มีใครอยากแก่ และหากมีใครพูดกับคุณว่าแก่ คุณคงจะรู้สึกจิตตกเป็นวัน ๆ กันเลยทีเดียว ตรงกันข้าม ถ้าคุณมีผิวพรรณหน้าตาที่สดใส ดูอ่อนเยาว์ เชื่อว่าคุณต้องนั่งอมยิ้มไปทั้งวันแน่ ๆ

เคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยให้คุณชะลอวัย ดูอ่อนเยาว์

เคล็ดลับนี้เป็นวิธีที่มีความสุขที่สุด นั่นคือ การกินต้านแก่ ซึ่งพระเอกที่จะช่วยต้านแก่ คือ “สารต้านอนุมูลอิสระ” (Antioxidants) หมายถึง สารที่ช่วยต่อต้านหรือกำจัดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เกิดจากการย่อยสลายโปรตีนและไขมัน ที่มาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป แม้แต่มลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ เชื้อโรค ฝุ่นละออง รังสียูวีจากแสงแดด ล้วนกลายเป็นอนุมูลอิสระอยู่ในร่างกายและสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ต่าง ๆ ได้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระ มีภารกิจหลัก คือ ชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื่อที่จะทำให้ผิวเต่งตึง คำถามคือเราจะออกตามหาสารต้านอนุมูลอิสระได้ที่ไหนบ้าง คำตอบคือ พืชผักผลไม้ตามท้องตลาดที่สด สะอาด ล้วนเป็นแหล่งของวิตามินที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดี

วิตามินที่สามารถต้านอนุมูลอิสระ
1.วิตามินเอ (vitamin A) ช่วยทำให้ผิวลดการอักเสบของสิว ลบจุดด่างดำ รักษาสภาพเยื่อบุต่าง ๆ
ซึ่งวิตามินเอที่ทำงานในร่างกาย คือ เรตินอลและเบต้าแคโรทีน เรตินอลพบได้ในสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ตับ ปลาทะเล น้ำมันตับปลา ไข่แดง ผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ส่วนเบต้าแคโรทีน จะพบในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง เป็นต้น
2.วิตามินอี (vitamin E) ช่วยให้ไขกระดูกสร้างเลือดได้ดี บำรุงตับ ทำให้ผิวพรรณสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น พบมากในน้ำมันจากธัญพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ถั่วประเภทเปลือกแข็ง ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน และน้ำมันดอกคำฝอย
3.วิตามินซี (vitamin C) ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของ
เส้นเลือดฝอย ผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และช่วยต่อต้านการติดเชื้อต่าง ๆ พบมากในผักและผลไม้สด
เช่น มะนาว มะขามป้อม ส้ม มะม่วง แคนตาลูป มะเขือเทศ คะน้า ฝรั่ง พริกหวาน เป็นต้น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะพบว่า ผักและผลไม้ ล้วนสามารถ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้เราแก่ได้อย่างดี และที่สำคัญราคาถูกอีกด้วย เพื่อความอ่อนเยาว์และผิวพรรณที่สดใส เราควรบริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน เพื่อสักวันหนึ่งเหตุการณ์แบบอรุณาจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราบ้าง แต่เราจะไม่พูดคำว่าแก่ จะพูดว่า “สวยขนาดนี้รักป่ะล่ะ” กับบอสวศินแทน

 

พลังงานในอาหาร สี ความอ้วน และการลดน้ำหนัก

อาหารแต่ละชนิดนั้นให้พลังงานแตกต่างกัน สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนักจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

การกินอาหารโดยไม่ใส่ใจปริมาณพลังงานในอาหาร จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วแม้จะกินเพียงนิดเดียวก็ตาม

ในขณะเดียวกันสีก็มีผลต่อการกระตุ้นความอยากอาหาร นอกจากดูปริมาณพลังงานแล้ว อาจจะต้องดูสีอาหารที่เราเลือกกินด้วย
พลังงาน 200 แคลอรี่ อาจจะฟังดูเป็นปริมาณที่ไม่มาก และไม่น่าจะมีน้ำหนักเท่าไหร่ แต่พลังงาน 200 แคลอรี่สามารถทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้มากกว่า 1 กิโลกรัม มะเขือเทศ 1.4 กิโลกรัม เบียร์ครึ่งลิตร และช็อกโกแลต 40 กรัม ทั้งหมดที่กล่าวมามีปริมาณที่ต่างกัน แต่ให้พลังงานในปริมาณที่เท่ากัน

โดยเฉลี่ยผู้ใหญ่ 1 คน ต้องการพลังงานประมาณ 2,000 แคลอรี่ต่อวัน ราสามามารถกินมากหรือน้อยก็ได้ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากิน และปริมาณพลังงานของสิ่งนั้น เช่น เราอาจจะกินมะเขือเทศได้ถึง 12 กิโลกรัม กินกล้วยได้ 2.3 กิโลกรัม หรือกินเนยได้เพียง 270 กรัมเท่านั้น

ซาลาเปามี 55 กรัมใหัพลังงาน 200 แคลอรี่ เราสามารถเลือกกินแอปเปิลแทนการกินซาลาเปาได้ 350 กรัม หรือกินมะเขือเทศได้ถึง 1.4 กิโลกรัมเลยทีเดียว ซึ่งหากเทียบกับเนยก็สามารถกินเนยได้เพียง 25 กรัมเท่านั้น ช็อกโกแลต 40 กรัมให้พลังงาน 200 แคลอรี่เท่ากับการกินขนมปังฝรั่งเศส 70  กรัม สิ่งที่ประหยัดพลังงานที่สุดคือ สลัด เราต้องกินผักกาดหอมโดยไม่นับรวมน้ำสลัดถึง 2 กิโลกรัมจึงจะได้พลังงาน 200 แคลอรี่ และอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำมาก ๆ จะให้พลังงานน้อย

เครื่องดื่มและปริมาณแคลอรี่

                เครื่องดื่มบางชนิดเพิ่มแคลอรี่ให้ร่างกายได้ ตัวอย่างเช่น น้ำอัดลม 510 กรัม ให้พลังงาน 200 แคลอรี่ ปริมาณเท่ากับกินซูชิ 40 กรัม ส่วนเบียร์นั้นให้ปริมาณพลังงานมากกว่า เบียร์ครึ่งลิตรให้พลังงาน 200 แคลอรี่ เท่ากับลูกวอลนัทประมาณ 30 กรัม

สีกับการลดน้ำหนัก

สีแดง คือสีที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักและพลังงาน ในอาหารก็เช่นเดียวกันสีแดงมีอิทธิพลต่ออาหาร การศึกษาของโรงเรียนนานาชาติในอิตาลี ให้ผลที่น่าประหลาดใจว่า สีแดงนั้นมีความหมายต่ออาหารมากกว่าที่เราคิด

ย้อนกลับไปในยุคนักล่า และผู้เผยแผ่ศาสนา ในยุคนั้นคนจะเลือกกินแต่อาหารสีแดง เพราะเปรียบเทียบจากจากผลไม้ที่ยิ่งแดงก็ยิ่งสุก และคนสมัยนั้นก็รู้ว่าผลไม้ยิ่งสุก ยิ่งให้คุณค่าทางโภชนาการ มีสารอาหารที่สำคัญ เป็นแหล่งให้พลังงานและโปรตีนแก่ร่างกาย ความรู้เรื่องผลไม้สีแดงของคนยุคนั้นยังอยู่ และส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

อาหารสีแดงกระตุ้นความรู้สึกให้อยากกินอาหาร ในทางกลับกันอาหารสีเขียวกลับทำให้ความอยากอาหารมีน้อยลง ผลจากการศึกษาชี้ว่าเป็นผลพวงมาจากยุคโบราณเช่นกัน คนโบราณรู้ว่าอาหารสีเขียวจากธรรมชาติให้พลังงานน้อยกว่าสีแดง ซึ่งความรู้และสิ่งที่ได้จากยุคโบราณนี้ ในปัจจุบันถือเป็นข้อดี เพราะช่วยในแง่ของผู้ต้องการลดน้ำหนัก

ผู้ที่ต้องการมีสุขภาพดี มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ควรใส่ใจเรื่องอาหารการกิน การควบคุมปริมาณแคลอรี่อาจจะฟังดูเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่การเลือกกินด้วยการแยกสี เช่นกินผักสีเขียวให้มากขึ้น กินอย่างอื่นในปริมาณที่น้อยลง ก็เป็นตัวเลือกและเป็นทางออกที่ดี

 

Fasten ลืมอาหารวันละหนึ่งมื้อ เพื่อสุขภาพ

กระแสการอดอาหารหนึ่งมื้อที่เรียกว่า Fasten นั้นกำลังมาแรง เพราะเชื่อว่าการอดอาหารนั้นดีต่อร่างกาย ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันโรคความจำเสื่อม อาการวิกลจริต และมะเร็งหน้าอก การแกล้งลืมอาหารนี้จะทำให้ร่างกายเราชินและปรับตัวได้เอง 

Fasten การอดอาหารไม่ใช่เรื่องใหม่

เมื่อพิจารณาดูในแง่มุมของศาสนาจะเห็นได้ว่า การอดอาหารนั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาล แทบจะทุกศาสนา ตัวอย่างเช่น

                ศาสนายิว หรือยูดาห์ มีวันหยุดทางศาสนาหลายวัน สำหรับการอดอาหารเป็นการชำระบาป โดยการสูบยาและมีเพศสัมพันธ์แทนอาหาร

                ศาสนาอิสลาม มีเดือนอดอาหารที่เรียกว่า “รอมฎอน” ถือว่าเป็นเดือนที่สำคัญที่สุดเดือนหนึ่ง ชาวมุสลิมจะต้องอดอาหารเพื่อที่จะได้เข้าถึงอัลลอฮ์ เป็นการอุทิศส่วนกุศล ระลึกถึงภาวะขาดแคลนอาหาร และผู้ที่ไม่ได้รับการดูแลจากสังคม

                ศาวนาคริสต์ การถือศีลอดจะมีขึ้นในวันแรกของการถือศีลบวช ไปจนถึงเทศกาลอีสเตอร์ เป็นการระลึกถึงพระเยซูในช่วง 40 วันในทะเลทราย

                ศาสนาพุทธ แม้จะไม่มีระบุแน่ชัดถึงการถือศีลอดสำหรับชาวพุทธ แต่พระในพุทธศาสนาก็กำหนดให้พระสงฆ์ฉันอาหารเพียง 2 มื้อเท่านั้น

ทั้งนี้ในเรื่องของการถือศีลอดนั้น แทบจะทุกศาสนามีข้อยกเว้นสำหรับผู้ป่วย เด็ก คนชรา และคนท้อง 

นักวิจัยเรื่องการอดอาหารมีเหตุผลว่าทำไมต้องอดอาหาร

                ผลที่ได้จากการวิจัย คือ ช่วยเพื่อป้องกันโรคความจำเสื่อม เมื่อร่างกายได้รับอาหารน้อยลง เซลล์จะทำลายระบบการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ และทำลายคราบจุลินทรีย์ทั้งหลาย แทนการสะสมในร่างกาย นักวิจัยระบุว่าช่วงที่ควรงดอาหารคือ คนอายุวัยกลางคน สำหรับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยสูงวัยการอดอาหาร อาจส่งผลร้ายต่อร่างกาย การอดอาหารสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม ถือว่าเป็นการบำบัดชนิดหนึ่ง

แม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทุกอย่างเกี่ยวกับการอดอาหาร แต่ผลการวิจัยก็ให้ผลลัพท์ว่าการอดอาหารของผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งนั้นส่งผลในทางที่ดี แต่ควรอดอาหารโดยได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ผู้ที่ไม่ควรอดอาหาร

บุคคลต่อไปนี้ไม่ควรอดอาหาร

  • เด็กและเยาวชนไม่ควรอดอาหาร หากต้องทำเพราะเหตุผลของน้ำหนักเกิน ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และไม่ควรอดอาหารเป็นเวลานาน แต่ควรปรับอาหารให้เหมาะสม
  • หญิงมีครรภ์ และผู้ที่ต้องให้นมบุตร มารดาไม่ควรอดอาหาร เพราะการลดน้ำหนักมีความเสี่ยงสูงทั้งต่อตนเองและต่อบุตร
  • ผู้สูงอายุ เพราะมีผลต่อสุขภาพ
  • ผู้ป่วยทางจิต หรือ ผู้เป็นโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่ต้องรับประทานยารักษาโรคประจำตัวต่าง ๆ

การอดอาหารนั้นมีหลายลักษณะ

  • ควรเลือกตามความเหมาะสม และความต้องการว่าต้องการจะอดอาหารเพื่ออะไร
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องระวังเรื่องอินซูลิน
  • ผู้ที่ต้องการอดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ร่างกายต้องได้รับปริมาณแคลอรี่ที่เพียงพอต่อวัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการโยโย่

แม้จะมีผลการวิจัยว่าการอดอาหารนั้นมีประโยชน์ แต่การอดอาหารโดยคำนึงถึงแต่เรื่องการลดน้ำหนัก จนลืมว่าร่างกายคนเรานั้นต้องการสารอาหารเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ จึงควรคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นหลัก การอดและลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

 

วิตามิน และสมุนไพร ทำลายตับได้เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์

เรามักจะเข้าใจหรือถูกทำให้เข้าใจว่า แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเป็นอันตรายต่อตับ แต่นอกเหนือจากแอลกอฮอล์ ยังมีสารบางอย่างในสมุนไพร หรือแม้กระทั่งวิตามิน สามารถทำลายตับของเราได้เช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดไม่ถึง และอาจจะมองว่าไม่มีอันตรายต่อสุขภาพของคนเราเลยด้วยซ้ำไป

อะไรบ้างที่ทำลายตับของคนเรา

                หลายอย่างที่เรากินเข้าไปในชีวิตประจำวัน โดยที่เราคิดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในขณะที่ให้ประโยชน์ก็อาจจะให้โทษได้เช่นกัน มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

  • น้ำตาล แน่นอนว่าการกินน้ำตาล หรือของหวานมากทำให้อ้วน และนำมาซึ่งโรคภัยอีกหลายอย่าง นอกจากน้ำตาลจากอ้อยก็ยังมีฟรุกโตสไซรัป และกลูโคสไซรัป ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน ทั้งหมดล้วนเป็นตัวที่ทำลายตับได้ มีผลการศึกษาพบว่าสารให้ความหวานพวกนี้ สามารถทำลายตับได้เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ แม้ว่าคนคนนั้นจะไม่ได้มีน้ำหนักตัวเกินมาตฐานก็ตาม เราจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก รวมทั้งเครื่องดื่มประเภทน้ำผลไม้ ขนมอบ ลูกอม
  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของสมุนไพรธรรมชาติ แม้ว่าบนฉลากจะระบุเป็นของธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีแต่ประโยชน์ ของบางชนิดเป็นโทษต่อร่างกายพอ ๆ กับที่ให้ประโยชน์ เช่น คาวา พืชที่นิยมเอามาเป็นส่วนผสมทำเป็นเครื่องดื่มนั้น ผลการศึกษาในเยอรมนีระบุว่าให้โทษมากกว่าให้คุณ
  • ความอ้วน น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ทำให้มีไขมันสะสมในตับมากเกินไป และป่วยด้วยโรคตับทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์ ตับจะขยายขึ้น และเกิดตับแข็งได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคตับเช่นกัน จึงควรออกกำลังกาย และดูแลควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนเกินไป
  • วิตามินเอ ซึ่งอยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผัก ผลไม้ที่มีสีแดง เหลือง ส้ม ล้วนอุดมไปด้วยวิตามินเอ ซึ่งเราอาจจะกินผัก ผลไม้ประเภทนี้กันเป็นประจำอยู่แล้ว หากเรากินอาหารเสริมด้วยความเชื่อว่า ช่วยเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดก็อาจจะได้รับวิตามินมากเกินไป เพราะส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีวิตามินเอรวมอยู่ด้วย เมื่อร่างกายได้รับมากเกินไปก็สามารถไปทำลายตับได้ สำหรับคนที่ต้องการกินวิตามินเอเพิ่ม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการซื้อมากินเอง
  • พาราเซตามอล มีอาการเจ็บป่วยมากมาย รวมทั้งอาการปวดหัว ที่ทำให้คนเราต้องพึ่งยาแก้ปวด ก่อนใช้ยาควรอ่านฉลากให้ดีก่อน เพราะไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดหัว หรือยาแก้หวัด ทั้งสองอย่างมีส่วนผสมของพาราเซตามอลผสมอยู่ ควรอ่านปริมาณที่เหมาะสมในการใช้ยาต่อวัน หากใช้เกินขนาดพาราเซตามอลจะทำลายตับเราได้
  • กรดไขมันทรานส์ ไขมันเทียมที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย หากร่างกายได้รับมาก ๆ ก็จะทำให้อ้วน และนั่นก็ส่งผลต่อตับเช่นกัน ควรหลีกเลี่ยงขนมประเภทโดนัท อาหารฟาสต์ฟู้ด คุกกี้ต่าง ๆ ของทอด และไอศกรีม
  • แอลกอฮอล์ ตัวสุดท้ายนี้เรารู้ดีกันทุกคนอยู่แล้วว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปทำลายตับได้โดยตรง คนที่ดื่มเบียร์เกิน 1 ลิตรต่อวัน หรือไวน์เกินครึ่งลิตรต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับสูง และสำหรับผู้หญิงควรดื่มในปริมาณครึ่งเดียวจากที่กล่าวมา เพราะผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ชาย

เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นอันตรายต่อตับได้ทั้งนั้น การที่เราระมัดระวังการดื่มแอลกอฮอล์ แต่ชอบกินวิตามินเอ หรือชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับได้ ทุกอย่างล้วนมีสองด้าน ปริมาณที่พอดีคือความปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกาย