Category Archives: โรคภัยไข้เจ็บ

ฮีโมฟีเลีย…บอบบางแต่ไม่อ่อนแอ

โรคฮีโมฟีเลียเป็นโรคทางพันธุกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ โดยปกติเมื่อเกิดบาดแผล ร่างกายจะมีการกระตุ้นให้เกิดลิ่มเลือดเพื่อปิดบาดแผลนั้น ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ ตัวมาร่วมทำงาน แต่ในคนที่เป็นโรคนี้มีปัจจัยบางตัวเกิดความผิดปกติ โดยเกิดจากสารพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ปัจจัยในการแข็งตัวของเลือดที่นิยมเรียกทับศัพท์ว่า แฟคเตอร์ (Factor) ทำงานได้ลดลงหรือไม่สามารถทำงานได้เลยทำให้เลือดไม่เกิดเป็นลิ่มและไหลออกมามากกว่าปกติ

โรคฮีโมฟีเลียมี 3 ชนิด โดยตั้งชื่อจากแฟคเตอร์ตัวที่ร่างกายมีความผิดปกติ คือ

  1. ฮีโมฟีเลีย เอ (Hemophilia A ) เกิดจากการที่ร่างกายมีแฟคเตอร์ 8 (Factor VIII) ลดลงหรือสร้างไม่ได้เลย
  2. ฮีโมฟีเลีย บี (Hemophilia B ) เกิดจากการที่ร่างกายมีแฟคเตอร์ 9 (Factor IX) ลดลงหรือสร้างไม่ได้เลย
  3. ฮีโมฟีเลีย ซี (Hemophilia C ) เกิดจากการที่ร่างกายมีแฟคเตอร์ 11 (Factor XI) ลดลงหรือสร้างไม่ได้เลย

โรคนี้เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย โดยในผู้ชาย 10,000 คนจะพบว่าเป็นโรคนี้ 1 คน ซึ่งในประเทศไทยจะพบผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย เอและบีมากกว่าซีและพบฮีโมฟีเลียเอมากกว่าบี ประมาณ 5 เท่า อาการของโรคนี้ส่วนใหญ่จะตรวจพบตั้งแต่เกิด โดยมีอาการเลือดออกง่ายแต่หยุดได้ยาก ซึ่งหมายถึงทุกส่วนของร่างกายที่มีเส้นเลือดไปเลี้ยงรวมทั้งสมองและอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ด้วย ความรุนแรงของโรคจะต่างกันไปตามระดับแฟคเตอร์ที่ร่างกายสร้างได้ โดยแบ่งได้เป็น รุนแรงมาก (severe) รุนแรงปานกลาง (Moderate) และ รุนแรงน้อย (Mild)

อาการของผู้ป่วยแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร

ในกลุ่มอาการรุนแรงมากจะมีระดับแฟคเตอร์ต่ำกว่า 1% ซึ่งจะพบว่ามีเลือดออกในกล้ามเนื้อหรือในข้อเกิดขึ้นได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับอุบัติเหตุใด ๆ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าไม่รักษาจะเกิดอาการปวด และหากเลือดออกในข้อบ่อยโดยไม่ได้รับการรักษา จะทำให้ข้อพิการและมีความลำบากในการใช้ชีวิตได้

กลุ่มอาการรุนแรงปานกลาง มีระดับแฟคเตอร์ 1-5% เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยจะทำให้เลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อได้ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม อาจจะทำให้ข้อพิการได้เช่นเดียวกับกลุ่มแรก

กลุ่มอาการรุนแรงน้อย ระดับแฟคเตอร์ 5-50%  ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติ ไม่ค่อยมีเลือดออกในข้อ แต่เมื่อทำหัตถการหรือมีอุบัติเหตุที่รุนแรงจะพบว่ามีเลือดออกมามากได้

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคฮีโมฟีเลียให้หายขาด มีแต่การรักษาที่เหมาะสมคือการให้แฟคเตอร์ตัวที่ขาดไป ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติและนอกจากนี้ยังมีการศึกษาระดับยีนเพื่อตรวจหาการกลายพันธุ์ว่าเป็นชนิดใดเพื่อคาดการณ์แนวทางการรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดผู้ป่วยที่มีความรุนแรงขึ้นมาอีกด้วย ในคนที่มีโรคประจำตัวต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคที่ซับซ้อนแบบนี้ถ้าดูแลตัวเองไม่ดีคุณภาพชิวิตจะแย่ไปเลย แต่คนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีและได้รับการรักษาที่เหมาะสมก็สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติ ซึ่งบางทีถ้าไม่บอกก็อาจจะไม่รู้เลยว่าเป็นโรคนี้

รับมืออย่างไรเมื่อเมืองไทย มีแต่ร้อน กับร้อนมาก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในเขตร้อน สภาพอากาศโดยทั่วไปจึงร้อนอบอ้าวเกือบทั้งปี แล้วช่วงหลังมานี้ภาวะโลกร้อนเริ่มแสดงผลให้เห็นชัดขึ้นโดยส่วนหนึ่งคือมีอุณหภูมิเฉลี่ยที่ผิวโลกสูงขึ้นและสภาพอากาศแปรปรวนมากขึ้น ทำให้อุณหภูมิในหน้าร้อนสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ทำลายสถิติกันไปหลายรอบเลยทีเดียว

หน้าร้อนนี้ก็ไม่ได้มีแค่อากาศร้อนระอุเท่านั้น แต่ถ้าเราดูแลร่างกายไม่ดีอาจได้โรคเหล่านี้ตามมาด้วย

1.โรคลมแดด

เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับอุณหภูมิให้กลับมาอยู่ในอุณหภูมิปกติได้ อาการเริ่มต้นอาจพบว่ามี ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ ต่อมาอาจมีอาการ สับสน พูดไม่ชัด เห็นภาพหลอน บางทีอาจมีอาการชักเกร็งด้วย ซึ่งเมื่อมีอาการแล้วผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างเร็วที่สุด โดยพยายามทำให้อุณหภูมิในตัวผู้ป่วยลดลง เช่นการใช้พัดลมเป่าเพื่อระบายความร้อน การประคบน้ำแข็งตามส่วนที่เป็นข้อพับ คอและหลัง เป็นต้น ซึ่งวิธีการป้องกันไม่ให้เป็นโรคลมแดดมีหลายวิธี อย่างเช่น พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ ๆ มีแดดจัด ดื่มน้ำมาก ๆ และใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ เป็นต้น

2. โรคอาหารเป็นพิษ

ในหน้าร้อนปัญหาอีกอย่างคือจะพบว่าอาหาร เน่าเสียง่าย เพราะอากาศอุ่นถึงร้อนแบบนี้เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคหลาย ๆ อย่าง รวมทั้งเชื้อที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษด้วย ซึ่งอาการมีทั้งแบบไม่รุนแรง คือมีเฉพาะอาการท้องเสีย ปวดท้องแต่ไม่รุนแรงนัก ในระดับนี้ควรรักษาเบื้องต้นด้วยการรับประทานเกลือแร่เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำไว้ก่อน และบางคนอาจมีอาการรุนแรงอย่างเช่น ถ่ายเป็นมูกเลือด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียรุนแรง มีไข้ หากมีอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ทันที วิธีป้องกันทางหนึ่งคือ เลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด ปรุงอาหารให้สุกอยู่เสมอ จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้

นอกจากนี้ยังมีโรคต่าง ๆ ที่มาจากสัตว์ที่ควรระวังคือ

3.โรคไข้เลือดออก

พาหะโรคไข้เลือดออกคือยุงลาย ซึ่งหน้าร้อนอากาศอุ่นขึ้นจึงทำให้มีสภาวะเหมาะสมต่อการหาอาหารและการแพร่พันธุ์ของยุง ทางป้องกันที่ดีคือ กำจัดแหล่งลูกน้ำยุงลายภายในบ้านและบริเวณรอบ ๆ บ้าน รวมทั้งป้องกันไม่ให้ถูกยุงลายกัดด้วย ซึ่งเมื่อมีคนเป็นโรคนี้แล้วควรแจ้งทางการเพื่อให้มีการกำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้มียุงลายที่ติดเชื้อเหลืออยู่มาก่อโรคซ้ำได้

4.โรคพิษสุนัขบ้า

ตามจริงแล้วโรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้เกิดเฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่ที่ได้ยินคำเตือนกันบ่อย ๆ ในฤดูร้อนอาจเป็นเพราะว่าเป็นช่วงเดียวกับเวลาปิดภาคเรียนของเด็ก ๆ ทำให้มีโอกาสใกล้ชิดหรือพบเจอสุนัขมากกว่าช่วงอื่น ๆ เราจึงควรหาทางกันไว้ก่อนคือ ฉีดวัคซีนให้เหล่าสัตว์เลี้ยงของเราที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากสิ่งที่เราไม่ได้คาดคิด และหากถูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่คิดว่ามีความเสี่ยง กัดหรือข่วนควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาทางป้องกันได้ทันท่วงที

โรคต่าง ๆ ข้างต้นเราก็ไม่มีทางรู้ว่าจะได้พบเจอตอนไหน การป้องกันที่ต้นเหตุเป็นวิธีที่ดีสุด หากป้องกันไม่ได้ถ้าเรามีร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานที่ดีอยู่เสมอก็เป็นทางหนึ่งที่น่าจะช่วยให้ร่างกายรับมือกับโรคเหล่านี้ได้ มาออกกำลังกายสร้างภูมิคุ้มกันให้โรคกลัวกันเถอะ

ไข้หวัด โรคยอดนิยมของคนภูมิต่ำ

สภาพอากาศปัจจุบันมีความแปรปรวนมากขึ้น บางทีกลางวันร้อนแดดจ้า พอตกบ่ายฝนตกแบบไม่มีเว้นช่วง หรือบางวันก็มีทั้งร้อน ฝนและหนาวในวันเดียวกัน การดูแลรักษาสุขภาพ ร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนเหล่านี้

รู้ไว้ห่างไกล…ไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไรโนไวรัส (Rhinovirus) และโคโรน่าไวรัส (Coronavirus) เป็นส่วนใหญ่ และมีบางส่วนที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยสายพันธุ์ไวรัสที่ก่อโรคหวัดมีอยู่มากมาย ซึ่งเมื่อเป็นแล้วก็จะมีภูมิต้านทานต่อสายพันธุ์นั้น ๆ และเมื่อเป็นหวัดครั้งต่อไปก็มักจะเกิดจากสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยเป็นมาก่อน เราจึงพบว่าเป็นหวัดกันได้บ่อย ๆ ในคนที่ภูมิต้านทานต่ำ

 อาการ ไข้หวัดธรรมดาส่วนมากจะมีอาการไม่รุนแรง มักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ หลัก ๆ จะเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล มีไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีเลย อาจมีอาการไอ เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารร่วมด้วย

การติดต่อ เชื้อไวรัสหวัดสามารถติดต่อกันได้ง่ายโดยการหายใจและสัมผัสสารคัดหลั่งที่ติดอยู่ตามของใช้ต่าง ๆ แล้วนำมือที่เปื้อนเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการขยี้ตา แคะจมูก เอานิ้วเข้าปาก ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย หากไม่ป้องกันเวลาพูด ไอ หรือจามก็เป็นทางหนึ่งในการติดต่อได้

การรักษา ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส โดยรักษาตามอาการ เช่น ทานยาลดไข้เมื่อมีไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ กินอาหารที่เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย แต่หากมีอาการปวดหู ปวดหัว เจ็บคอมาก ๆ น้ำมูกหรือเสมหะมีสีเขียวปนเหลือง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนได้ทันท่วงที

การป้องกัน กินอาหารเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน เช่น โปรตีน วิตามินซี สังกะสี เป็นต้น ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ป่วย หากเลี่ยงไม่ได้ก็หาวิธีป้องกัน เช่น ใส่หน้ากากอนามัยเวลาต้องเข้าใกล้ ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อนส้อม ล้างมือให้สะอาดก่อนนำอาหารเข้าปาก รักษาร่างกายให้อบอุ่น ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ป่วยโรคหวัด ควรตระหนักว่าตนเองมีเชื้อที่พร้อมส่งต่ออยู่ตลอดเวลา จึงเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งที่จะดูแล ป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังผู้อื่นได้ หากต้องไปในที่สาธารณะควรใส่หน้ากากอนามัย เมื่อไอหรือจาม ควรปิดปาก เสมอและยิ่งในกลุ่มเด็กเล็ก เช่น วัยอนุบาล ซึ่งเด็กไม่สามารถตัดสินใจได้ ผู้ปกครองควรดูแลไม่ให้บุตรหลานที่มีอาการไปโรงเรียน เพราะจะยิ่งทำให้เชื้อแพร่กระจายไปในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

โรคไข้หวัดถึงแม้จะมีอาการไม่รุนแรงแต่ก็รบกวนชีวิตประจำวันของเราได้ เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนที่เดินสวนกันไปมาในแต่ละวันนี้มีใครมีเชื้อหวัดที่พร้อมจะแพร่อยู่บ้าง ทางที่ดีที่สุดคือการดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคที่จะเข้ามาอยู่ตลอดเวลาจะเป็นการดีที่สุด

 

ไข้มาลาเรีย ภัยร้าย…ของคนเดินป่า

ไข้มาลาเรียเป็นโรคติดต่อผ่านแมลงชนิดหนึ่ง โดยมียุงก้นปล่องเป็นพาหะ ซึ่งโปรโตซัวที่อยู่ในสกุลพลาสโมเดียมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคนี้ สายพันธุ์ที่ก่อโรคที่สำคัญในคนมี 5 สายพันธุ์ ได้แก่ Plasmodium falciparum, P. vivax, P. malariae, P. ovale และ P. knowlesi สาเหตุหลักของการติดต่อคือถูกยุงก้นปล่องที่มีเชื้อนี้กัด นอกจากนี้ยังพบได้จากการเปลี่ยนถ่ายเลือด หรือลูกที่ได้รับเลือดจากแม่ที่ติดเชื้อผ่านทางรกอีกด้วย โดยไข้มาลาเรีย ยังถูกเรียกในชื่ออื่น ๆ อีก เช่น ไข้จับสั่น ไข้ป่า ไข้ดง ไข้ร้อนเย็น ไข้ดอกสัก ไข้ป้าง เป็นต้น

กลับจากเดินป่า ชายแดน หากมีไข้ อย่าลืมนึกถึงโรคนี้

โรคมาลาเรียเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่พบในประเทศเขตร้อน และกึ่งเขตร้อนซึ่งมีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการแพร่พันธุ์ของยุงก้นปล่อง โดยในประเทศไทยจะพบมากบริเวณที่เป็นป่า เขา แหล่งน้ำสะอาดตามธรรมชาติ เช่น ลำธาร น้ำตก เป็นต้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดน ที่การบริการทางด้านสาธารณสุขยังไม่ดีพอ

อาการของโรค หลังจากถูกยุงพาหะ(ยุงเพศเมียซึ่งมีเชื้อก่อโรคอยู่ในตัว) กัดจะมีระยะฟักตัวประมาณ 10-14 วัน เริ่มแรกจะมีไข้ไม่เป็นเวลา โดยจะมีอาการไข้ต่ำ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวและกล้ามเนื้ออาจมีอาการคลื่นไส้และเบื่ออาหารร่วมด้วย ต่อมาเมื่อเชื้อเข้าสู่เม็ดเลือดแดงและทำให้เม็ดเลือดแดงแตกแล้วจะทำให้มีไข้สูง หนาวสั่น เหงื่อออก ในช่วงเวลาเดิม ๆ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์เพราะหากปล่อยไว้อาจมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น ภาวะมาลาเรียขึ้นสมอง โลหิตจาง ไตวาย ซึ่งอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้

 การป้องกัน โรคมาลาเรียไม่มีวัคซีนและในประเทศไทยพบว่ามีภาวะดื้อยาของเชื้อมาลาเรีย จึงไม่แนะนำให้รับประทานยาเพื่อป้องกัน ดังนั้นการป้องกันไม่ให้ยุงกัดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เมื่อต้องเข้าไปในพื้นที่ ๆ มีความเสี่ยงของโรคนี้ ซึ่งทำได้โดย สวมเสื้อผ้าปกปิดร่างกายให้มิดชิด นอนในมุ้งที่ชุบสารเคมีที่มีฤทธิ์ไล่ยุงและแมลง ใช้ยาทาหรือยาจุดกันยุง เป็นต้น

  อัตราการเกิด โรคที่น้อยลง นำไปสู่ความหวังในการกำจัดโรค

ในปัจจุบันประเทศไทยมียุทธศาสตร์กำจัดโรคมาลาเรีย พ.ศ.2560-2569 เนื่องจากปัญหาเชื้อมาลาเรียดื้อยายังคงมีอยู่ประเทศไทย มีอัตราอุบัติการณ์ต่อโรคในประชากรน้อยกว่า 1/1000 คน และประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดนต่างให้ความร่วมมือในการกำจัดโรคนี้ นอกจากนี้ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีอยู่ จึงมีความคาดหวังว่าจะกำจัดโรคนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ตั้งไว้ได้

ไข้มาลาเรียถึงแม้จะมีอัตราการเกิดโรคน้อยลงแต่ก็ยังคงสามารถเกิดได้อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังพบภาวะดื้อยาและบางครั้งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว การป้องกันตัวเองเมื่อเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ และหากพบความผิดปกติใด ๆ อย่าลืมรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

 

ใครจะไปรู้ ว่าแค่กินหมู จะทำให้หูดับตลอดชีวิตได้

ไข้หูดับ สาเหตุสำคัญที่มาจากหมู สู่อาการหูดับตลอดชีวิต ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ซูอิส (Streptococcus suis) ซึ่งเป็นเชื้อที่พบในหมูเกือบทุกตัว โดยเชื้อนี้จะฝังตัวอยู่ในระบบทางเดินหายใจของหมู ซึ่งโรคนี้เป็นการติดต่อจากหมูสู่คน

ติดต่อจากหมูสู่คนได้อย่างไร

  1. ทางบาดแผล รอยถลอก จากการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ ทั้งเนื้อหมู เครื่องในหมู เลือดของหมู ผู้ที่ติดเชื้อมักมีอาชีพเลี้ยงหมู หรือทำงานในโรงงานชำแหละหมู และผู้จำหน่ายเนื้อหมู
  1. การบริโภคเนื้อหมูไม่สุก จากอาหารประเภทลาบหมูดิบ หมูกระทะ ปิ้งย่าง หรือหมูจุ่มแบบสุก ๆ ดิบ ๆ

อาการโรคไข้หูดับ

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ ใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น จะมีไข้สูง อุจจาระร่วง/ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอยู่ใกล้กับปลายประสาทหูชั้นใน เชื้อจึงสามารถลุกลามและทำให้เกิดหนองบริเวณปลายประสาทรับเสียงและประสาททรงตัว ทำให้หูตึง จนกระทั่งมีอาการหูหนวก ซึ่งอาการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายใน 14 วัน หลังจากเริ่มมีอาการไข้ ผู้ที่หายป่วยจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะมีประสาทหูเสื่อมถาวร ไม่มีวิธีรักษาที่จะทำให้หูกลับมาได้ยินเหมือนเดิม แต่สามาถบำบัดฟื้นฟูโดยการฝึกอ่านปาก หรือใส่เครื่องช่วยฟังได้

การป้องกันโรคไข้หูดับ

ผู้เลี้ยงหมูและผู้จำหน่ายเนื้อหมู

  1. ผู้ที่ทำงานในฟาร์มเลี้ยงหมูจะต้องสวมรองเท้าบู๊ต สวมถุงมือ สวมเสื้อผ้าที่รัดกุม ระหว่างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับหมูทุกขั้นตอน ล้างมือ ล้างเท้า ล้างตัวให้สะอาดหลังการสัมผัสหมู และเนื้อหมู ที่สำคัญเมื่อเกิดแผลต้องระวังในการสัมผัสหมู

ผู้บริโภค

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหมู เนื้อหมู ด้วยมือเปล่า และควรล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสเนื้อหมูสด ๆ
  2. บริโภคอาหารที่สุก ทำสดใหม่ โดยเฉพาะเนื้อหมูควรผ่านการปรุงสุกที่ความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ในเวลา 10 นาทีเป็นอย่างต่ำ ก่อนนำมารับประทาน
  3. ไม่ควรบริโภคเนื้อหมูที่ป่วยหรือตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  4. หลังจากกินเนื้อหมูสุก ๆ ดิบ ๆ แล้วมีอาการป่วย เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียน ท้องร่วง ภายใน 3 วัน ให้รีบไปหาหมออย่างรวดเร็ว

การเลือกซื้อเนื้อหมูที่ปลอดภัย

จะต้องเลือกซื้อเนื้อหมูที่สด มีสีชมพู ไขมันสีขาว เนื้อละเอียด มีความแน่นตัว กดแล้วไม่บุ๋ม เนื้อหมูไม่มี
สีแดงเข้ม ถ้าเนื้อหมูมีสีแดงเข้มจะเป็นหมูแก่ เนื้อจะเหนียว และต้องสังเกตดูว่าเนื้อหมูมีพยาธิหรือ ซึ่งพยาธิจะมีลักษณะคล้ายเม็ดสาคูแทรกอยู่ในเนื้อ ไม่ควรซื้อมาบริโภค ต้องล้างมือก่อนและหลังการสัมผัสเนื้อหมูหมูดิบ และที่สำคัญที่สุดการปรุงเนื้อหมูต้องปรุงสุกเท่านั้น ห้ามกินหมูดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นอันขาด

 

เบาหวานอันตรายที่มองไม่เห็น พร้อมย่องเข้าหาทุกคนหากไม่ระวังตัว

ผลสำรวจจากทั่วโลกพบว่า ประชากรโลกเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป การทำงานหนัก มีประชุมทั้งวัน กลับบ้านดึก กินอาหารแล้วเข้านอนทันที ใช้ชีวิตโดยไม่ได้ออกกำลังกาย เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มนุษย์ออฟฟิศเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น

เบาหวานมาจากไหน

เรามักจะเข้าใจว่าโรคเบาหวานมาจากน้ำตาล แต่นั่นเป็นการเข้าใจที่ผิด เพราะเบาหวานไม่ได้เกิดจากน้ำตาลที่อยู่ในอาหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเซลล์ของร่างกายและฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นมีส่วนสำคัญต่อโรคเบาหวาน น้ำตาลที่ส่งผลดีต่อร่างกายนั้นจะให้สารกลูโคส ซึ่งส่งผ่านไปตามเส้นเลือด และเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อสร้างพลังงาน สมองจะควบคุมการทำงานของน้ำตาล หากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ตับอ่อนจะสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมน้ำตาล

                เบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือเกิดอาการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือด เพื่อใช้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติ หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดในปริมาณที่มากเกินปกติ หากร่างกายอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เสื่อมโทรม เกิดโรค และอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นได้

เบาหวานแบ่งเป็น 2 ประเภท

เบาหวานประเภท 1 เป็นประเภทที่ร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน และเบาหวานประเภท 2 เป็นประเภทที่ร่างกายได้รับฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ หรือฮอร์โมนอินซูลินไม่ทำงาน จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเรา ทำให้พบโรคเบาหวานประเภท 2 มากขึ้นซึ่งไม่เพียงแต่พบในผู้ที่อยู่ในวัยทำงานเท่านั้น แต่ยังพบในเด็กและเยาวชนซึ่งมีน้ำหนักเกินมาตรฐานอีกด้วย

เบาหวานนั้นมักจะไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะแรก ๆ แต่จะมีข้อสังเกตดังนี้

  • มีอาการหิวน้ำผิดปกติ และดื่มน้ำหลายลิตรต่อวัน
  • ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หมดแรง
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • หิวบ่อย หิวมาก
  • น้ำหนักลดทั้ง ๆ ที่กินอาหารปกติ
  • เกิดอาการคันที่ผิวหนัง
  • สายตาพร่ามัว
  • มีอาการแผลอักเสบ
  • แผลหายช้า
  • หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • เยื่อหุ้มสมองผิดปกติ

สิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันเบาหวานประเภท 2

  • หากอ้วนผิดปกติควรลดน้ำหนัก
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้ร่างกายได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เช่น เดิน ครั้งละ 30-45 นาที
  • กินอาหารประเภทให้พลังงานต่ำและไม่ขัดขาว
  • กินสลัดและผักสดมากกว่าอาหารประเภทอื่น
  • ลดปริมาณของหวาน
  • กินอาหารโปรตีนทุกมื้อ
  • ใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ
  • ดื่มน้ำอย่างน้อย 5 ลิตรต่อวัน (น้ำธรรมดาที่ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ)

จากความเชื่อที่ว่าเบาหวานเกิดจากกรรมพันธุ์ที่ส่งต่อสู่รุ่นลูก รุ่นหลานได้ แต่อันที่จริงแล้ว ทุกคนล้วนมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ทั้งนั้น และกลับกันหากเราดูแลตัวเองอย่างดี ทั้งเรื่องการกิน ออกกำลังกาย และการพักผ่อน ต่อให้มี 10 คนในบ้านเป็นเบาหวาน เราก็จะเป็นคนที่รอดจากโรคได้อยู่ดี               

 

ผมหงอกเกิดจากอาการเครียดทางกายและทางใจจริงหรือ

เคยได้ยินคนพูดว่า “ฉันช็อกเพราะตื่นขึ้นมาแล้วเจอผมหงอกเต็มหัว” บางทีเราอาจจะนึกสงสัยว่ามันเป็นไปได้จริงหรือที่ผมคนเราจะหงอกได้เพียงชั่วข้ามคืน อะไรคือปัจจัยที่ทำให้สีผมเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ความเครียดทางกายและทางใจมีส่วนทำให้เกิดผมขาวได้มากน้อยแค่ไหน

ความเครียดทำให้การสร้างเม็ดสีของรากผมเกิดการเปลี่ยนแปลง

                การเกิดผมหงอกเพียงชั่วข้ามคืนที่เราเคยได้ยินกัน เป็นเพียงเรื่องจินตนาการเองเท่านั้น เพราะผมของคนเราไม่สามารถเปลี่ยนสีได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น การเกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผมไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีเทา สีบลอนด์ หรือสีขาว ไม่ได้เกิดจากการทำปฏิกิริยากับอากาศ แต่มีเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงของสี

ความกังวลและความเครียดทางจิต ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรากผมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเส้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ รูขุมขนบนหนังศีรษะของคนเรานั้นเกี่ยวโยงกับเส้นประสาท ซึ่งเส้นประสาทเหล่านี้ตอบสนองต่อฮอร์โมนความเครียด

เมื่อใดที่ร่างกายเกิดความเครียดร่างกายหลั่งฮอร์โมนสามชนิดคือ อะดรีนาลีน(adrenaline), นอร์อะดรีนาลีน (noradrenaline) และคอร์ติซอล (cortisol) ออกมา ฮอร์โมนทั้งหมดนี้จะทำให้ร่างกายเกิดการขับเคลื่อน ซึ่งส่งผลทั้งผลดีและไม่ดีออกมา

ฮอร์โมนจากความเครียดส่งผลต่อเส้นประสาทบนหนังศีรษะ และไปขัดขวางรูขุมขนทำให้รากผมไม่ได้รับเม็ดสี และสารอาหารไปหล่อเลี้ยงผม นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเส้นผมที่งอกใหม่จึงไม่แข็งแรง และเส้นผมเกิดการเปลี่ยนสีไปจากเดิม สารที่ว่าคือสารเมลานิน (Melanin) เมื่อผมที่เกิดขึ้นมาใหม่ไม่ได้รับสารเมลานิน หรือได้รับสารเมลานินน้อย ผมจึงกลายเป็นสีขาว หรือสีเทา

ผมขาวหรือผมที่ขาดเม็ดสีจะร่วงอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นวงกลม

การเกิดผมขาวอย่างรวดเร็ว หรือจู่ ๆ ผมก็เปลี่ยนเป็นสีเทา อาจจะเกิดจากสาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ อาการผมร่วงเป็นวงกลม หรือร่วงเป็นหย่อม ๆ  ลักษณะเช่นนี้ ผมจะร่วงเฉพาะจุดและร่วงพร้อม ๆ กันหมด จนเกิดเป็นวงกลมหรือวงรี ผิวของหนังศีรษะจะล้านเลี่ยน ผมขาวที่มีปัญหาจะร่วงจนหมด และเหลือเพียงผมขาวที่เกิดตามธรรมชาติเท่านั้น ผมร่วงเป็นวงกลมแบบนี้เซลล์รากผมยังไม่ถูกทำลาย ซึ่งมักเกิดจากกระบวนการภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำลายเซลล์รากผมของตนเอง และยังไม่ทราบว่ามีสาเหตุจากอะไร ผมร่วงในลักษณะนี้สามารถรักษาให้หายได้

โดยธรรมชาติของวัย เมื่อคนเราสูงวัยขึ้น เส้นผมก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย การสะสมเม็ดสีจะน้อยลงทำให้เส้นผมมีสีจางลง ซึ่งแต่ละคนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่แตกต่างกัน อาจจะเริ่มตั้งแต่ 30 ปี หรือ 50 ปี ที่เส้นผมจะเริ่มมีสีเทาหรือสีขาว แต่หากเกิดผมขาวโดยที่เรารู้สึกว่าไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติก็ควรสำรวจตนเองว่าเรามีความเครียดมากเกินไปหรือเปล่า ความเครียดสะสมนาน ๆ นั้นส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคอื่น ๆ อีกหลายโรค รวมทั้งส่งผลต่อเส้นผมดังที่กล่าวมา หากไม่อยากมีผมขาวก่อนวัยอันควร ก็จงหยุดสร้างความเครียด ความวิตกต่าง ๆ ให้ร่างกายและจิตใจ

 

เมื่ออาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย กลับทำให้เราเจ็บป่วย

สำหรับคนที่แพ้อาหาร หากไม่ระมัดระวัง อาหารอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนที่แพ้อาหาร เพราะทำให้ชีวิตหมดสนุกไปกับการได้เลือกกินตามใจชอบ บางคนที่แพ้หนักนั้น แม้กระทั่งการได้กลิ่นอาหารก็จะมีอาการทางร่างกายทันที กลายเป็นว่าอาหารที่เรากินเป็นอาหารที่ทำให้เราป่วย

อาการแพ้อาหาร

เริ่มตั้งแต่อาการคันไปจนกระทั้งอาการหายใจไม่ออก บางคนแพ้ผัก ผลไม้ ที่เรานึกไม่ถึงเช่น แพ้กีวี แพ้มะเขือเทศ

บางคนอาการแพ้จะปรากฎให้เห็นตั้งแต่เด็ก เช่น แพ้เกสรดอกไม้บางชนิด และจะเริ่มแพ้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในวัยที่อายุมากขึ้น เช่นเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจะแพ้กีวี สับปะรด สตรอว์เบอร์รี่ กล้วย ถั่ว ฯลฯ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาข้ามระหว่างสารก่อภูมิคุ้มกัน และภูมิคุ้มกันในร่างกาย

ปฏิกิริยานี้อาจจะแสดงออกในลักษณะของการแพ้เกสรดอกไม้บางชนิด โดยมีอาการคัน น้ำมูกไหล แพ้อาหารโดยที่ร่างกายแต่ละคนจะแสดงอาการแตกต่างกันออกไป

ทำไมถึงเกิดการแพ้อาหาร

เพราะร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมของส่วนผสมในอาหาร เช่นในอาหารอาจจะมีไขมันจากสัตว์ หรือโปรตีนจากพืชปนอยู่ คนที่แพ้อาหาร หรือไม่คุ้นเคยกับอาหารประเภทนั้นในชีวิตประจำวันมาก่อน อาการภูมิแพ้นี้จะเกิดหลังจากร่างกายได้รับสารอาหารชนิดนั้นครั้งแรก และหลังจากนั้นจะเริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้าน เป็นปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ ทำให้เกิดเป็นอาการต่าง ๆ กัน


ฮีสตามีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการตอบสนอง ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ จะแสดงอาการทันทีเมื่อร่างกายได้รับสารอาหารนั้น ๆ เซลล์ผิวหนังจะหลั่งฮีสตามีนออกมา และแสดงออกทางร่างกาย เช่น อาการคัน มีผื่นแดงที่ผิวหนัง ใบหน้าบวม หายใจติดขัด หรือในบางรายจะแสดงออกภายในช่องปาก คันในลำคอ ริมฝีปาก หรือรู้สึกเหมือนมีขนอยู่ในปากและเพดานปาก แม้ว่าจะได้รับสารหรือโปรตีนนั้นเพียงเล็กน้อย หรือแค่ได้กลิ่น และที่พบบ่อยที่สุด คือในถั่วสด และผลไม้ที่มีเมล็ดแข็ง ร่างกายอาจจะแสดงอาการในระบบทางเดินอาหารเช่น อาเจียน หรือท้องเสีย ซึ่งมีการอาการแพ้เพียงไม่กี่ชนิดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่จะก่อความรำคาญและรบกวนชีวิตเราได้

คนที่มีอาการแพ้มาก ๆ อาจจะแพ้ผัก ผลไม้หลายประเภทแม้กระทั่ง แครอท ผักชี นม ชีส แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่คนเป็นโรคนี้ไม่เคยแพ้ เช่น ผักสลัดที่เป็นใบ ๆ มันฝรั่ง น้ำตาล และข้าว

อาการแพ้อาหารอาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรืออาจจะเป็นขึ้นมาเองก็ได้ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดทางกาย ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการชนิดนี้ได้ ในเด็กเล็กอาจจะมีปฏิกิริยาแพ้นมและไข่ได้ โดยไม่เคยเป็นภูมิแพ้เกสรดอกไม้มาก่อน ส่วนอาการในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะแพ้เกสรดอกไม้ก่อนเกิดการแพ้อาหาร หรืออาจจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน

การรักษา

ต้องให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทดสอบอาการแพ้ โดยทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองอาการแพ้ทางผิวหนัง รวมทั้งเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกัน หาการแพ้อาหาร เมื่อตรวจพบว่าแพ้อาหารประเภทใด หรือโปรตีนประเภทใดก็ต้องหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้น บางครั้งแค่การปรุงให้สุก ก็ทำให้หายแพ้ได้เพราะการปรุงสุก ทำให้โปรตีนหายไปหรือถูกทำลายไป

การรักษานั้นอาจทำได้ยาก การแพ้อาหารบางชนิดอาจแพ้ไปตลอดชีวิต เช่น นม ไข่ ถั่วลิสง ปลา ก่อนรับประทานจึงควรอ่านฉลากส่วนผสม หรือหากรับประทานในร้านก็ควรถามถึงส่วนผสมในอาหารก่อน ส่วนการแพ้เกสรดอกไม้นั้นมียาหรือสเปรย์ป้องกันได้ แต่การแพ้อาหารไม่สามารถป้องกันได้ หากรู้สึกว่ากินอะไรผิดก็ควรรีบล้างปากด้วยน้ำ หรือหากมีอาการรุนแรงก็ต้องรีบไปพบหมอ

 

คุณมีอาการเบิร์นเอาท์ ซินโดรม (Burnout Syndrome) หรือไม่

                เบิร์นเอาท์ เป็นอาการป่วยสุดฮิตอีกชนิดหนึ่งที่ได้ยินได้ฟังในช่วงที่ผ่านมา จากข้อมูลทางการศึกษาพบว่า เบิร์นเอาท์ ซินโดรม ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนทำงานออฟฟิศ หรือคนที่ต้องรับผิดชอบสูงในหน้าที่การงานที่ทำอยู่ แต่ทุกคนก็สามารถมีอาการเบิร์นเอาท์ได้ ไม่ว่าจะเป็น แม่บ้าน, คนตกงาน, ผู้ที่เกษียณอายุ หรือนักเรียนนักศึกษา มีคำกล่าวว่า “เบิร์นเอาท์ คือ โรคของคนที่เก่งกล้าสามารถเกินไป”

อะไรคือ เบิร์นเอาท์ ซินโดรม

                คนเราเมื่อทำงานหนักมาทั้งวัน ทั้งเดือน ย่อมรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป แต่เมื่อเราได้พักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับ, การผ่อนคลายด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบ, ทำสมาธิ, การเล่นกีฬา หรือไปท่องเที่ยว อาการเหนื่อยล้าเหล่านั้นก็จะหายไป ร่างกายจิตใจกลับมากระปรี้กระเปร่าเหมือนได้เติมแบตเตอรี่ มีพลังพร้อมที่จะสู้กับงานต่อไป
แต่หากกิจกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายและจิตใจคุณดีขึ้น นั่นอาจหมายถึงสัญญาณอันตรายที่เสี่ยงต่ออาการเบิร์นเอาท์

อาการที่กำลังบ่งบอกว่าคุณเข้าข่ายคนเป็นเบิร์นเอาท์ มีดังนี้

– มีอาการเหน็ดเหนื่อยเรื้อรัง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะพักผ่อน หรือผ่อนคลายด้วยกิจกรรมใด ก็ไม่ดีขึ้น

– วิตกกังวลในเรื่องงาน ทำงานบกพร่อง ขาดความเอาใจใส่งานและดูถูกงาน มีความคิดที่จะเปลี่ยนงานใหม่อยู่ตลอดเวลา

– มีอาการผิดปกติทางร่างกาย เช่น ป่วยบ่อย, เบื่ออาหาร, มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร, ปวดหัว ปวดหลัง, ความดันเลือดไม่ปกติ, หัวใจเต้นถี่, มีเสียงดังในหู

– มีอาการทางจิต เช่น ขี้หงุดหงิด, จิตใจไม่สงบ, เฉื่อยชา, หมกมุ่น, ไร้อารมณ์, กลัว, เบื่อ, หมดอาลัยตายอยาก, กระสับกระส่าย, จิตใจว่างเปล่า, ยอมจำนน

– มีปัญหาด้านกระบวนการรับรู้  เช่น ขาดสมาธิ, ขาดความมั่นใจ, ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้, ขาดสัญชาตญาณการรับรู้

– มีความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม เช่น หลบหนีสังคม, กระตือรือร้นมากผิดปกติ, ใช้สารเสพติด,  ไม่สนใจงานอดิเรกที่เคยทำ

ทดสอบกับคำถาม6 ข้อ ว่าคุณมีอาการเบิร์นเอาท์ หรือไม่?

1.คุณมีเป้าหมายในการทำงานสูงมาก และพร้อมที่จะทุ่มเทเวลา ฝ่าฟันปัญหาเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

2.คุณคิดว่าการพักผ่อนทำให้คุณเสียเวลาทำงาน

3.คุณรู้สึกลำบากใจที่จะปฏิเสธงานที่ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานขอร้องให้คุณทำให้ ทั้ง ๆ ที่คุณเองก็มีงานล้นมือ

4.นอกเหนือจากงานประจำ คุณมีงานอดิเรกที่กระตุ้นความสนใจส่วนตัว และคุณทำจนประสบผลสำเร็จ ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.เวลาที่คนอื่นทำให้คุณโกรธ หรือหงุดหงิด คุณชอบเก็บความรู้สึกนั้นไว้ แทนการแสดงออก หรือพูดกับคน คนนั้นตรง ๆ

6.การประเมินผลการทำงานของคุณมักจะขึ้น ๆ ลง ๆ บางครั้งก็ดีสุดโต่ง บางครั้งก็แย่สุดขั้ว
จากคำถามทั้งหกข้อ หากคุณตอบว่าใช่ มากกว่าไม่ใช่ แสดงให้เห็นว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะมีอาการเบิร์นเอาท์ มากกว่าคนปกติทั่วไป หากคุณต้องการความแน่ใจให้คุณทำการทดสอบในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไป หรือปรึกษาผู้ที่ชำนาญด้านนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง หากค้นพบอาการแต่เนิ่น ๆ จะง่ายต่อรักษา การรักษาอาการเบิร์นเอาท์ส่วนใหญ่จะรักษาเฉพาะคน ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว เนื่องจากผู้ป่วยด้วยอาการเบิร์นเอาท์ ซินโดรม จะมีอาการแตกต่างกันเฉพาะบุคคล 

 

เมื่อยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เราจะทำอย่างไรกับแบคทีเรีย

เราทราบกันดีว่ายาปฏิชีวนะ เป็นตัวยาที่หมอใช้ฉีดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย บนโลกเรามีแบคทีเรียอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ มีทั้งแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ในช่วงที่ผ่านมามีการค้นพบเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาทุกชนิด การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีกต่อไป แล้วเราจะทำอย่างไรกับเหล่าแบคทีเรียร้ายที่กำลังแพร่กระจายเหล่านั้น

การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์

          ในโลกยุคใหม่การผลิตต้องได้ผลผลิตดี มีผลผลิตที่ได้รับความเสียหายน้อยที่สุด การซื้อขายต้องได้กำไรดี แทบจะเรียกได้ว่าทั่วโลกที่ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า ต่างหันมาใช้ยาปฏิชีวนะกับสัตว์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ ฟาร์มวัว ฯลฯ ยาปฏิชีวนะเหล่านี้จะมาในรูปของอาหารสัตว์ เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่จะเกิดกับสัตว์เหล่านั้นก่อนที่จะนำออกมาขายสู่ท้องตลาดให้เป็นอาหารของเรา 

เชื้อแบคที่เรียสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลินทรีย์ค้นพบปรากฎการณ์ใหม่ของเอนไซม์ที่เรียกว่า ESBL (Extended-Spectrum-Beta-Lactamases) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำให้แบคทีเรียดื้อยา และสามารถทำลายยาได้  ESBL ถูกตรวจพบในลำไส้ของคน และสัตว์ที่ได้รับยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นยีนที่สืบพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาขยายตัวเพิ่มขึ้น ไก่จากฟาร์มทุก ๆ 2 ใน 5 ตัวถูกตรวจพบเชื้อ ESBL ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ

การดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียนี้ เป็นปัญหาที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ในอินเดีย ที่กรุงนิวเดลลีมีการตรวจพบเชื้อในน้ำดื่ม ทั่วโลกพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จากโลหิตเป็นพิษจากการติดเชื้อแบคทีเรีย, เป็นแผลอักเสบพุพอง หรือกรวยไตอักเสบ เป็นต้นแบคทีเรียเหล่านี้สามารถกระจายไปทุกส่วนในร่างกายทำให้เกิดภาวะอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายไม่ทำงาน

นอกจากเอนไซม์ ESBL เชื้อแบคทีเรียตัวใหม่ที่ค้นพบเมื่อปีที่ผ่านมา คือ MRSA ย่อมาจาก (Methicillin-resistant Staphylococcus aureus) เป็นการติดเชื้อชนิดหนึ่งที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อทั่วไป เมื่อแบคทีเรียเกิดการดื้อยา จะทำให้การกำจัดเชื้อเป็นไปได้ยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้นในการฟื้นตัวจากการติดเชื้อ 

แบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ ทำให้เกิดความกลัว

ในวงการยานั้นถือเป็นข่าวร้าย ซึ่งทำให้เกิดความกลัวไปทั่ว เพราะยังไม่มียาปฏิชีวนะตัวใดที่ผลิตออกมาใช้ฆ่าเชื้อนี้ได้ สิ่งที่เราต้องใส่ใจดูแลให้ดีที่สุดคือเรื่องของความสะอาดที่ควรดูแลให้ทั่วถึง ควรล้างมือทุกครั้งจากการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ นอกบ้าน อยู่ให้ห่างไกลจากผู้ติดเชื้อ นอกเหนือจากนี้ ควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงแบคทีเรียดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะหากไม่จำเป็นจริง ๆ
  • แยกเนื้อสัตว์ที่จะประกอบอาหารออกจากอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ไม่นำมาแช่ตู้เย็นรวมกัน และควรล้างมือ ล้างอุปกรณ์ที่ใช้ทำอาหารให้สะอาดด้วยน้ำยาและน้ำร้อน ไม่ใช้มีดหั่นเนื้อมาหั่นผักโดยที่ไม่ล้างทำความสะอาดให้ดีก่อน
  • หลีกเลี่ยงการเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลในประเทศที่คุณไม่มั่นใจเรื่องความสะอาด

แม้ว่าแบคทีเรีย MRSA จะฟังดูอันตรายและน่ากลัว แต่จนถึงวันนี้มีการตรวจพบเชื้อชนิดนี้เฉพาะในสัตว์เท่านั้น ยังไม่พบในมนุษย์ นั่นทำให้เรายังมีความหวังว่านักวิจัยจะค้นพบยาปฏิชีวนะตัวใหม่เพื่อนำมาทำลายแบคทีเรียตัวนี้ได้ในเร็ววัน