Category Archives: โรคภัยไข้เจ็บ

ใครจะไปรู้ ว่าแค่กินหมู จะทำให้หูดับตลอดชีวิตได้

ไข้หูดับ สาเหตุสำคัญที่มาจากหมู สู่อาการหูดับตลอดชีวิต ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อสเตรปโตคอคคัส ซูอิส (Streptococcus suis) ซึ่งเป็นเชื้อที่พบในหมูเกือบทุกตัว โดยเชื้อนี้จะฝังตัวอยู่ในระบบทางเดินหายใจของหมู ซึ่งโรคนี้เป็นการติดต่อจากหมูสู่คน

ติดต่อจากหมูสู่คนได้อย่างไร

  1. ทางบาดแผล รอยถลอก จากการสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อ ทั้งเนื้อหมู เครื่องในหมู เลือดของหมู ผู้ที่ติดเชื้อมักมีอาชีพเลี้ยงหมู หรือทำงานในโรงงานชำแหละหมู และผู้จำหน่ายเนื้อหมู
  1. การบริโภคเนื้อหมูไม่สุก จากอาหารประเภทลาบหมูดิบ หมูกระทะ ปิ้งย่าง หรือหมูจุ่มแบบสุก ๆ ดิบ ๆ

อาการโรคไข้หูดับ

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ ใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากนั้น จะมีไข้สูง อุจจาระร่วง/ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และเนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอยู่ใกล้กับปลายประสาทหูชั้นใน เชื้อจึงสามารถลุกลามและทำให้เกิดหนองบริเวณปลายประสาทรับเสียงและประสาททรงตัว ทำให้หูตึง จนกระทั่งมีอาการหูหนวก ซึ่งอาการทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายใน 14 วัน หลังจากเริ่มมีอาการไข้ ผู้ที่หายป่วยจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจะมีประสาทหูเสื่อมถาวร ไม่มีวิธีรักษาที่จะทำให้หูกลับมาได้ยินเหมือนเดิม แต่สามาถบำบัดฟื้นฟูโดยการฝึกอ่านปาก หรือใส่เครื่องช่วยฟังได้

การป้องกันโรคไข้หูดับ

ผู้เลี้ยงหมูและผู้จำหน่ายเนื้อหมู

  1. ผู้ที่ทำงานในฟาร์มเลี้ยงหมูจะต้องสวมรองเท้าบู๊ต สวมถุงมือ สวมเสื้อผ้าที่รัดกุม ระหว่างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับหมูทุกขั้นตอน ล้างมือ ล้างเท้า ล้างตัวให้สะอาดหลังการสัมผัสหมู และเนื้อหมู ที่สำคัญเมื่อเกิดแผลต้องระวังในการสัมผัสหมู

ผู้บริโภค

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหมู เนื้อหมู ด้วยมือเปล่า และควรล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสเนื้อหมูสด ๆ
  2. บริโภคอาหารที่สุก ทำสดใหม่ โดยเฉพาะเนื้อหมูควรผ่านการปรุงสุกที่ความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส ในเวลา 10 นาทีเป็นอย่างต่ำ ก่อนนำมารับประทาน
  3. ไม่ควรบริโภคเนื้อหมูที่ป่วยหรือตายอย่างไม่ทราบสาเหตุ
  4. หลังจากกินเนื้อหมูสุก ๆ ดิบ ๆ แล้วมีอาการป่วย เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ อาเจียน ท้องร่วง ภายใน 3 วัน ให้รีบไปหาหมออย่างรวดเร็ว

การเลือกซื้อเนื้อหมูที่ปลอดภัย

จะต้องเลือกซื้อเนื้อหมูที่สด มีสีชมพู ไขมันสีขาว เนื้อละเอียด มีความแน่นตัว กดแล้วไม่บุ๋ม เนื้อหมูไม่มี
สีแดงเข้ม ถ้าเนื้อหมูมีสีแดงเข้มจะเป็นหมูแก่ เนื้อจะเหนียว และต้องสังเกตดูว่าเนื้อหมูมีพยาธิหรือ ซึ่งพยาธิจะมีลักษณะคล้ายเม็ดสาคูแทรกอยู่ในเนื้อ ไม่ควรซื้อมาบริโภค ต้องล้างมือก่อนและหลังการสัมผัสเนื้อหมูหมูดิบ และที่สำคัญที่สุดการปรุงเนื้อหมูต้องปรุงสุกเท่านั้น ห้ามกินหมูดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นอันขาด

 

เบาหวานอันตรายที่มองไม่เห็น พร้อมย่องเข้าหาทุกคนหากไม่ระวังตัว

ผลสำรวจจากทั่วโลกพบว่า ประชากรโลกเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ที่เปลี่ยนไป การทำงานหนัก มีประชุมทั้งวัน กลับบ้านดึก กินอาหารแล้วเข้านอนทันที ใช้ชีวิตโดยไม่ได้ออกกำลังกาย เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มนุษย์ออฟฟิศเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น

เบาหวานมาจากไหน

เรามักจะเข้าใจว่าโรคเบาหวานมาจากน้ำตาล แต่นั่นเป็นการเข้าใจที่ผิด เพราะเบาหวานไม่ได้เกิดจากน้ำตาลที่อยู่ในอาหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเซลล์ของร่างกายและฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นมีส่วนสำคัญต่อโรคเบาหวาน น้ำตาลที่ส่งผลดีต่อร่างกายนั้นจะให้สารกลูโคส ซึ่งส่งผ่านไปตามเส้นเลือด และเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อสร้างพลังงาน สมองจะควบคุมการทำงานของน้ำตาล หากระดับน้ำตาลในเลือดสูง ตับอ่อนจะสร้างฮอร์โมนอินซูลินออกมาเพื่อควบคุมน้ำตาล

                เบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) หรือเกิดอาการดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้กระบวนการดูดซึมน้ำตาลในเลือด เพื่อใช้เป็นพลังงานของเซลล์ในร่างกายมีความผิดปกติ หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ จนเกิดน้ำตาลสะสมในเลือดในปริมาณที่มากเกินปกติ หากร่างกายอยู่ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ เสื่อมโทรม เกิดโรค และอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ขึ้นได้

เบาหวานแบ่งเป็น 2 ประเภท

เบาหวานประเภท 1 เป็นประเภทที่ร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน และเบาหวานประเภท 2 เป็นประเภทที่ร่างกายได้รับฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ หรือฮอร์โมนอินซูลินไม่ทำงาน จากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเรา ทำให้พบโรคเบาหวานประเภท 2 มากขึ้นซึ่งไม่เพียงแต่พบในผู้ที่อยู่ในวัยทำงานเท่านั้น แต่ยังพบในเด็กและเยาวชนซึ่งมีน้ำหนักเกินมาตรฐานอีกด้วย

เบาหวานนั้นมักจะไม่แสดงอาการให้เห็นในระยะแรก ๆ แต่จะมีข้อสังเกตดังนี้

  • มีอาการหิวน้ำผิดปกติ และดื่มน้ำหลายลิตรต่อวัน
  • ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หมดแรง
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • หิวบ่อย หิวมาก
  • น้ำหนักลดทั้ง ๆ ที่กินอาหารปกติ
  • เกิดอาการคันที่ผิวหนัง
  • สายตาพร่ามัว
  • มีอาการแผลอักเสบ
  • แผลหายช้า
  • หย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • เยื่อหุ้มสมองผิดปกติ

สิ่งที่ควรปฏิบัติเพื่อป้องกันเบาหวานประเภท 2

  • หากอ้วนผิดปกติควรลดน้ำหนัก
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ให้ร่างกายได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง เช่น เดิน ครั้งละ 30-45 นาที
  • กินอาหารประเภทให้พลังงานต่ำและไม่ขัดขาว
  • กินสลัดและผักสดมากกว่าอาหารประเภทอื่น
  • ลดปริมาณของหวาน
  • กินอาหารโปรตีนทุกมื้อ
  • ใช้น้ำมันมะกอกในการประกอบอาหาร
  • หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ
  • ดื่มน้ำอย่างน้อย 5 ลิตรต่อวัน (น้ำธรรมดาที่ไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ)

จากความเชื่อที่ว่าเบาหวานเกิดจากกรรมพันธุ์ที่ส่งต่อสู่รุ่นลูก รุ่นหลานได้ แต่อันที่จริงแล้ว ทุกคนล้วนมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ทั้งนั้น และกลับกันหากเราดูแลตัวเองอย่างดี ทั้งเรื่องการกิน ออกกำลังกาย และการพักผ่อน ต่อให้มี 10 คนในบ้านเป็นเบาหวาน เราก็จะเป็นคนที่รอดจากโรคได้อยู่ดี               

 

ผมหงอกเกิดจากอาการเครียดทางกายและทางใจจริงหรือ

เคยได้ยินคนพูดว่า “ฉันช็อกเพราะตื่นขึ้นมาแล้วเจอผมหงอกเต็มหัว” บางทีเราอาจจะนึกสงสัยว่ามันเป็นไปได้จริงหรือที่ผมคนเราจะหงอกได้เพียงชั่วข้ามคืน อะไรคือปัจจัยที่ทำให้สีผมเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ความเครียดทางกายและทางใจมีส่วนทำให้เกิดผมขาวได้มากน้อยแค่ไหน

ความเครียดทำให้การสร้างเม็ดสีของรากผมเกิดการเปลี่ยนแปลง

                การเกิดผมหงอกเพียงชั่วข้ามคืนที่เราเคยได้ยินกัน เป็นเพียงเรื่องจินตนาการเองเท่านั้น เพราะผมของคนเราไม่สามารถเปลี่ยนสีได้อย่างรวดเร็วขนาดนั้น การเกิดการเปลี่ยนแปลงของสีผมไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีเทา สีบลอนด์ หรือสีขาว ไม่ได้เกิดจากการทำปฏิกิริยากับอากาศ แต่มีเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงของสี

ความกังวลและความเครียดทางจิต ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรากผมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเส้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ รูขุมขนบนหนังศีรษะของคนเรานั้นเกี่ยวโยงกับเส้นประสาท ซึ่งเส้นประสาทเหล่านี้ตอบสนองต่อฮอร์โมนความเครียด

เมื่อใดที่ร่างกายเกิดความเครียดร่างกายหลั่งฮอร์โมนสามชนิดคือ อะดรีนาลีน(adrenaline), นอร์อะดรีนาลีน (noradrenaline) และคอร์ติซอล (cortisol) ออกมา ฮอร์โมนทั้งหมดนี้จะทำให้ร่างกายเกิดการขับเคลื่อน ซึ่งส่งผลทั้งผลดีและไม่ดีออกมา

ฮอร์โมนจากความเครียดส่งผลต่อเส้นประสาทบนหนังศีรษะ และไปขัดขวางรูขุมขนทำให้รากผมไม่ได้รับเม็ดสี และสารอาหารไปหล่อเลี้ยงผม นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเส้นผมที่งอกใหม่จึงไม่แข็งแรง และเส้นผมเกิดการเปลี่ยนสีไปจากเดิม สารที่ว่าคือสารเมลานิน (Melanin) เมื่อผมที่เกิดขึ้นมาใหม่ไม่ได้รับสารเมลานิน หรือได้รับสารเมลานินน้อย ผมจึงกลายเป็นสีขาว หรือสีเทา

ผมขาวหรือผมที่ขาดเม็ดสีจะร่วงอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นวงกลม

การเกิดผมขาวอย่างรวดเร็ว หรือจู่ ๆ ผมก็เปลี่ยนเป็นสีเทา อาจจะเกิดจากสาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ อาการผมร่วงเป็นวงกลม หรือร่วงเป็นหย่อม ๆ  ลักษณะเช่นนี้ ผมจะร่วงเฉพาะจุดและร่วงพร้อม ๆ กันหมด จนเกิดเป็นวงกลมหรือวงรี ผิวของหนังศีรษะจะล้านเลี่ยน ผมขาวที่มีปัญหาจะร่วงจนหมด และเหลือเพียงผมขาวที่เกิดตามธรรมชาติเท่านั้น ผมร่วงเป็นวงกลมแบบนี้เซลล์รากผมยังไม่ถูกทำลาย ซึ่งมักเกิดจากกระบวนการภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำลายเซลล์รากผมของตนเอง และยังไม่ทราบว่ามีสาเหตุจากอะไร ผมร่วงในลักษณะนี้สามารถรักษาให้หายได้

โดยธรรมชาติของวัย เมื่อคนเราสูงวัยขึ้น เส้นผมก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามวัย การสะสมเม็ดสีจะน้อยลงทำให้เส้นผมมีสีจางลง ซึ่งแต่ละคนจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่แตกต่างกัน อาจจะเริ่มตั้งแต่ 30 ปี หรือ 50 ปี ที่เส้นผมจะเริ่มมีสีเทาหรือสีขาว แต่หากเกิดผมขาวโดยที่เรารู้สึกว่าไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติก็ควรสำรวจตนเองว่าเรามีความเครียดมากเกินไปหรือเปล่า ความเครียดสะสมนาน ๆ นั้นส่งผลไม่ดีต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคอื่น ๆ อีกหลายโรค รวมทั้งส่งผลต่อเส้นผมดังที่กล่าวมา หากไม่อยากมีผมขาวก่อนวัยอันควร ก็จงหยุดสร้างความเครียด ความวิตกต่าง ๆ ให้ร่างกายและจิตใจ

 

เมื่ออาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย กลับทำให้เราเจ็บป่วย

สำหรับคนที่แพ้อาหาร หากไม่ระมัดระวัง อาหารอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนที่แพ้อาหาร เพราะทำให้ชีวิตหมดสนุกไปกับการได้เลือกกินตามใจชอบ บางคนที่แพ้หนักนั้น แม้กระทั่งการได้กลิ่นอาหารก็จะมีอาการทางร่างกายทันที กลายเป็นว่าอาหารที่เรากินเป็นอาหารที่ทำให้เราป่วย

อาการแพ้อาหาร

เริ่มตั้งแต่อาการคันไปจนกระทั้งอาการหายใจไม่ออก บางคนแพ้ผัก ผลไม้ ที่เรานึกไม่ถึงเช่น แพ้กีวี แพ้มะเขือเทศ

บางคนอาการแพ้จะปรากฎให้เห็นตั้งแต่เด็ก เช่น แพ้เกสรดอกไม้บางชนิด และจะเริ่มแพ้สิ่งต่าง ๆ เพิ่มขึ้นในวัยที่อายุมากขึ้น เช่นเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจะแพ้กีวี สับปะรด สตรอว์เบอร์รี่ กล้วย ถั่ว ฯลฯ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาข้ามระหว่างสารก่อภูมิคุ้มกัน และภูมิคุ้มกันในร่างกาย

ปฏิกิริยานี้อาจจะแสดงออกในลักษณะของการแพ้เกสรดอกไม้บางชนิด โดยมีอาการคัน น้ำมูกไหล แพ้อาหารโดยที่ร่างกายแต่ละคนจะแสดงอาการแตกต่างกันออกไป

ทำไมถึงเกิดการแพ้อาหาร

เพราะร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอมของส่วนผสมในอาหาร เช่นในอาหารอาจจะมีไขมันจากสัตว์ หรือโปรตีนจากพืชปนอยู่ คนที่แพ้อาหาร หรือไม่คุ้นเคยกับอาหารประเภทนั้นในชีวิตประจำวันมาก่อน อาการภูมิแพ้นี้จะเกิดหลังจากร่างกายได้รับสารอาหารชนิดนั้นครั้งแรก และหลังจากนั้นจะเริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้าน เป็นปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ ทำให้เกิดเป็นอาการต่าง ๆ กัน


ฮีสตามีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการตอบสนอง ของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

ปฏิกิริยาความไวต่อสารกระตุ้นการแพ้ จะแสดงอาการทันทีเมื่อร่างกายได้รับสารอาหารนั้น ๆ เซลล์ผิวหนังจะหลั่งฮีสตามีนออกมา และแสดงออกทางร่างกาย เช่น อาการคัน มีผื่นแดงที่ผิวหนัง ใบหน้าบวม หายใจติดขัด หรือในบางรายจะแสดงออกภายในช่องปาก คันในลำคอ ริมฝีปาก หรือรู้สึกเหมือนมีขนอยู่ในปากและเพดานปาก แม้ว่าจะได้รับสารหรือโปรตีนนั้นเพียงเล็กน้อย หรือแค่ได้กลิ่น และที่พบบ่อยที่สุด คือในถั่วสด และผลไม้ที่มีเมล็ดแข็ง ร่างกายอาจจะแสดงอาการในระบบทางเดินอาหารเช่น อาเจียน หรือท้องเสีย ซึ่งมีการอาการแพ้เพียงไม่กี่ชนิดที่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่จะก่อความรำคาญและรบกวนชีวิตเราได้

คนที่มีอาการแพ้มาก ๆ อาจจะแพ้ผัก ผลไม้หลายประเภทแม้กระทั่ง แครอท ผักชี นม ชีส แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่คนเป็นโรคนี้ไม่เคยแพ้ เช่น ผักสลัดที่เป็นใบ ๆ มันฝรั่ง น้ำตาล และข้าว

อาการแพ้อาหารอาจเป็นมาตั้งแต่กำเนิด หรืออาจจะเป็นขึ้นมาเองก็ได้ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดทางกาย ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการชนิดนี้ได้ ในเด็กเล็กอาจจะมีปฏิกิริยาแพ้นมและไข่ได้ โดยไม่เคยเป็นภูมิแพ้เกสรดอกไม้มาก่อน ส่วนอาการในผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะแพ้เกสรดอกไม้ก่อนเกิดการแพ้อาหาร หรืออาจจะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน

การรักษา

ต้องให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทดสอบอาการแพ้ โดยทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองอาการแพ้ทางผิวหนัง รวมทั้งเจาะเลือดตรวจภูมิคุ้มกัน หาการแพ้อาหาร เมื่อตรวจพบว่าแพ้อาหารประเภทใด หรือโปรตีนประเภทใดก็ต้องหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้น บางครั้งแค่การปรุงให้สุก ก็ทำให้หายแพ้ได้เพราะการปรุงสุก ทำให้โปรตีนหายไปหรือถูกทำลายไป

การรักษานั้นอาจทำได้ยาก การแพ้อาหารบางชนิดอาจแพ้ไปตลอดชีวิต เช่น นม ไข่ ถั่วลิสง ปลา ก่อนรับประทานจึงควรอ่านฉลากส่วนผสม หรือหากรับประทานในร้านก็ควรถามถึงส่วนผสมในอาหารก่อน ส่วนการแพ้เกสรดอกไม้นั้นมียาหรือสเปรย์ป้องกันได้ แต่การแพ้อาหารไม่สามารถป้องกันได้ หากรู้สึกว่ากินอะไรผิดก็ควรรีบล้างปากด้วยน้ำ หรือหากมีอาการรุนแรงก็ต้องรีบไปพบหมอ

 

คุณมีอาการเบิร์นเอาท์ ซินโดรม (Burnout Syndrome) หรือไม่

                เบิร์นเอาท์ เป็นอาการป่วยสุดฮิตอีกชนิดหนึ่งที่ได้ยินได้ฟังในช่วงที่ผ่านมา จากข้อมูลทางการศึกษาพบว่า เบิร์นเอาท์ ซินโดรม ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนทำงานออฟฟิศ หรือคนที่ต้องรับผิดชอบสูงในหน้าที่การงานที่ทำอยู่ แต่ทุกคนก็สามารถมีอาการเบิร์นเอาท์ได้ ไม่ว่าจะเป็น แม่บ้าน, คนตกงาน, ผู้ที่เกษียณอายุ หรือนักเรียนนักศึกษา มีคำกล่าวว่า “เบิร์นเอาท์ คือ โรคของคนที่เก่งกล้าสามารถเกินไป”

อะไรคือ เบิร์นเอาท์ ซินโดรม

                คนเราเมื่อทำงานหนักมาทั้งวัน ทั้งเดือน ย่อมรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป แต่เมื่อเราได้พักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับ, การผ่อนคลายด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบ, ทำสมาธิ, การเล่นกีฬา หรือไปท่องเที่ยว อาการเหนื่อยล้าเหล่านั้นก็จะหายไป ร่างกายจิตใจกลับมากระปรี้กระเปร่าเหมือนได้เติมแบตเตอรี่ มีพลังพร้อมที่จะสู้กับงานต่อไป
แต่หากกิจกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายและจิตใจคุณดีขึ้น นั่นอาจหมายถึงสัญญาณอันตรายที่เสี่ยงต่ออาการเบิร์นเอาท์

อาการที่กำลังบ่งบอกว่าคุณเข้าข่ายคนเป็นเบิร์นเอาท์ มีดังนี้

– มีอาการเหน็ดเหนื่อยเรื้อรัง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะพักผ่อน หรือผ่อนคลายด้วยกิจกรรมใด ก็ไม่ดีขึ้น

– วิตกกังวลในเรื่องงาน ทำงานบกพร่อง ขาดความเอาใจใส่งานและดูถูกงาน มีความคิดที่จะเปลี่ยนงานใหม่อยู่ตลอดเวลา

– มีอาการผิดปกติทางร่างกาย เช่น ป่วยบ่อย, เบื่ออาหาร, มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร, ปวดหัว ปวดหลัง, ความดันเลือดไม่ปกติ, หัวใจเต้นถี่, มีเสียงดังในหู

– มีอาการทางจิต เช่น ขี้หงุดหงิด, จิตใจไม่สงบ, เฉื่อยชา, หมกมุ่น, ไร้อารมณ์, กลัว, เบื่อ, หมดอาลัยตายอยาก, กระสับกระส่าย, จิตใจว่างเปล่า, ยอมจำนน

– มีปัญหาด้านกระบวนการรับรู้  เช่น ขาดสมาธิ, ขาดความมั่นใจ, ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้, ขาดสัญชาตญาณการรับรู้

– มีความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม เช่น หลบหนีสังคม, กระตือรือร้นมากผิดปกติ, ใช้สารเสพติด,  ไม่สนใจงานอดิเรกที่เคยทำ

ทดสอบกับคำถาม6 ข้อ ว่าคุณมีอาการเบิร์นเอาท์ หรือไม่?

1.คุณมีเป้าหมายในการทำงานสูงมาก และพร้อมที่จะทุ่มเทเวลา ฝ่าฟันปัญหาเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

2.คุณคิดว่าการพักผ่อนทำให้คุณเสียเวลาทำงาน

3.คุณรู้สึกลำบากใจที่จะปฏิเสธงานที่ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานขอร้องให้คุณทำให้ ทั้ง ๆ ที่คุณเองก็มีงานล้นมือ

4.นอกเหนือจากงานประจำ คุณมีงานอดิเรกที่กระตุ้นความสนใจส่วนตัว และคุณทำจนประสบผลสำเร็จ ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.เวลาที่คนอื่นทำให้คุณโกรธ หรือหงุดหงิด คุณชอบเก็บความรู้สึกนั้นไว้ แทนการแสดงออก หรือพูดกับคน คนนั้นตรง ๆ

6.การประเมินผลการทำงานของคุณมักจะขึ้น ๆ ลง ๆ บางครั้งก็ดีสุดโต่ง บางครั้งก็แย่สุดขั้ว
จากคำถามทั้งหกข้อ หากคุณตอบว่าใช่ มากกว่าไม่ใช่ แสดงให้เห็นว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะมีอาการเบิร์นเอาท์ มากกว่าคนปกติทั่วไป หากคุณต้องการความแน่ใจให้คุณทำการทดสอบในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไป หรือปรึกษาผู้ที่ชำนาญด้านนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง หากค้นพบอาการแต่เนิ่น ๆ จะง่ายต่อรักษา การรักษาอาการเบิร์นเอาท์ส่วนใหญ่จะรักษาเฉพาะคน ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว เนื่องจากผู้ป่วยด้วยอาการเบิร์นเอาท์ ซินโดรม จะมีอาการแตกต่างกันเฉพาะบุคคล 

 

เมื่อยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เราจะทำอย่างไรกับแบคทีเรีย

เราทราบกันดีว่ายาปฏิชีวนะ เป็นตัวยาที่หมอใช้ฉีดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย บนโลกเรามีแบคทีเรียอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ มีทั้งแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ในช่วงที่ผ่านมามีการค้นพบเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาทุกชนิด การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีกต่อไป แล้วเราจะทำอย่างไรกับเหล่าแบคทีเรียร้ายที่กำลังแพร่กระจายเหล่านั้น

การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์

          ในโลกยุคใหม่การผลิตต้องได้ผลผลิตดี มีผลผลิตที่ได้รับความเสียหายน้อยที่สุด การซื้อขายต้องได้กำไรดี แทบจะเรียกได้ว่าทั่วโลกที่ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า ต่างหันมาใช้ยาปฏิชีวนะกับสัตว์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ ฟาร์มวัว ฯลฯ ยาปฏิชีวนะเหล่านี้จะมาในรูปของอาหารสัตว์ เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่จะเกิดกับสัตว์เหล่านั้นก่อนที่จะนำออกมาขายสู่ท้องตลาดให้เป็นอาหารของเรา 

เชื้อแบคที่เรียสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลินทรีย์ค้นพบปรากฎการณ์ใหม่ของเอนไซม์ที่เรียกว่า ESBL (Extended-Spectrum-Beta-Lactamases) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำให้แบคทีเรียดื้อยา และสามารถทำลายยาได้  ESBL ถูกตรวจพบในลำไส้ของคน และสัตว์ที่ได้รับยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นยีนที่สืบพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาขยายตัวเพิ่มขึ้น ไก่จากฟาร์มทุก ๆ 2 ใน 5 ตัวถูกตรวจพบเชื้อ ESBL ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ

การดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียนี้ เป็นปัญหาที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ในอินเดีย ที่กรุงนิวเดลลีมีการตรวจพบเชื้อในน้ำดื่ม ทั่วโลกพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จากโลหิตเป็นพิษจากการติดเชื้อแบคทีเรีย, เป็นแผลอักเสบพุพอง หรือกรวยไตอักเสบ เป็นต้นแบคทีเรียเหล่านี้สามารถกระจายไปทุกส่วนในร่างกายทำให้เกิดภาวะอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายไม่ทำงาน

นอกจากเอนไซม์ ESBL เชื้อแบคทีเรียตัวใหม่ที่ค้นพบเมื่อปีที่ผ่านมา คือ MRSA ย่อมาจาก (Methicillin-resistant Staphylococcus aureus) เป็นการติดเชื้อชนิดหนึ่งที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อทั่วไป เมื่อแบคทีเรียเกิดการดื้อยา จะทำให้การกำจัดเชื้อเป็นไปได้ยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้นในการฟื้นตัวจากการติดเชื้อ 

แบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ ทำให้เกิดความกลัว

ในวงการยานั้นถือเป็นข่าวร้าย ซึ่งทำให้เกิดความกลัวไปทั่ว เพราะยังไม่มียาปฏิชีวนะตัวใดที่ผลิตออกมาใช้ฆ่าเชื้อนี้ได้ สิ่งที่เราต้องใส่ใจดูแลให้ดีที่สุดคือเรื่องของความสะอาดที่ควรดูแลให้ทั่วถึง ควรล้างมือทุกครั้งจากการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ นอกบ้าน อยู่ให้ห่างไกลจากผู้ติดเชื้อ นอกเหนือจากนี้ ควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงแบคทีเรียดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะหากไม่จำเป็นจริง ๆ
  • แยกเนื้อสัตว์ที่จะประกอบอาหารออกจากอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ไม่นำมาแช่ตู้เย็นรวมกัน และควรล้างมือ ล้างอุปกรณ์ที่ใช้ทำอาหารให้สะอาดด้วยน้ำยาและน้ำร้อน ไม่ใช้มีดหั่นเนื้อมาหั่นผักโดยที่ไม่ล้างทำความสะอาดให้ดีก่อน
  • หลีกเลี่ยงการเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลในประเทศที่คุณไม่มั่นใจเรื่องความสะอาด

แม้ว่าแบคทีเรีย MRSA จะฟังดูอันตรายและน่ากลัว แต่จนถึงวันนี้มีการตรวจพบเชื้อชนิดนี้เฉพาะในสัตว์เท่านั้น ยังไม่พบในมนุษย์ นั่นทำให้เรายังมีความหวังว่านักวิจัยจะค้นพบยาปฏิชีวนะตัวใหม่เพื่อนำมาทำลายแบคทีเรียตัวนี้ได้ในเร็ววัน

 

ชาร้อน กับภัยแฝง สู่โรคมะเร็งร้าย

ชาร้อน ๆ กับอากาศเย็น ๆ เป็นของคู่กัน หรือแม้ว่าอากาศจะไม่เย็น แต่หลาย ๆ คนก็ยังชอบจิบชาร้อน ๆ เพราะเชื่อว่าชาร้อนนั้นดีต่อสุขภาพ แล้วชาร้อนกับภัยมะเร็งเกี่ยวข้องกันอย่างไร สำหรับคนที่ชอบดื่มชาร้อน ๆ และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งสูบบุหรี่ด้วยนั้น มีงานวิจัยออกมาว่าการจิบชาที่ร้อนเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในหลอดอาหารให้สูงขึ้น

ชาร้อนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสองเท่า

ในวันที่อากาศหนาวเย็น การดื่มชาจะช่วยให้ร่างกายภายในอบอุ่นขึ้น คนทั่ว ๆ ไปในเมืองหนาวจึงนิยมดื่มชา สำหรับชาวจีนชาเป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะชาเขียวตามแบบประเพณีดั้งเดิมจะจิบแบบร้อน ๆ แต่จากผลการวิจัยที่เมืองจีนล่าสุดระบุว่า การดื่มชาเขียวร้อนเกินนั้น มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในหลอดอาหารสูง นักวิจัยพบว่าน้ำชาร้อน ๆ นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในหลอดอาหารสูงถึงสองเท่า และจะเป็นอันตรายเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เท่า สำหรับคนที่สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นประจำนั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง แต่เมื่อดื่มชาร้อน ๆ เพิ่มเข้าไปด้วยความเสี่ยงนั้นยิ่งขยายกว้างออกไปอีก

ทำไมชาร้อน ๆ จึงเสี่ยงต่อมะเร็งในหลอดอาหาร

                นักวิจัยคาดการณ์ว่า ชาร้อน ๆ ที่เราดื่มเข้าไปนั้นจะไปทำลายเนื้อเยื่อบุในผนังหลอดอาหาร และนั่นเป็นสาเหตุให้หลอดอาหารมีการตอบสนองที่ไวต่อสารพิษจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนเกิน ล้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในร่างกาย

รื่นรมย์ระหว่างรอให้ชาอุ่น ช่วยให้ร่างกายลดความเสี่ยง

                วิธีที่ดีที่สุดในการดื่มชาคือ ชงชาและทิ้งไว้ให้อุ่น ก่อนนำมาดื่ม เรายังได้รับรสชาติของชาเต็มที่ และร่างกายได้รับความอบอุ่นจากการดื่มชา โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งในหลอดอาหาร

ในประเทศอังกฤษมีประเพณีการจิบชาย่ามบ่าย รินชาใส่ถ้วยสวย ๆ และจิบชาอุ่น ๆ แกล้มด้วยของว่าง เป็นการผ่อนคลาย ช่วยเติมพลังระหว่างวันให้ชีวิต ชาและกาแฟนั้นเป็นเครื่องดื่มที่นิยมไปทั่วโลก การดื่มที่ถูกวิธีนำผลดีมาสู่ร่างกาย แต่อะไรที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น การดื่มน้ำเย็นเกิน หรือกินของเย็นเกินก็มีผลร้ายต่อร่างกายเช่นกัน

ร่างกายมนุษย์เรานั้นเป็นเสมือนเครื่องจักรอันแสนมหัศจรรย์ ที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนมากมาย ตั้งแต่ชิ้นเล็กสุด ใหญ่สุด แข็งและอ่อนนุ่ม ฯลฯ ทุกส่วนล้วนทำงานเชื่อมโยงกันและกัน การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจึงควรดูแลเอาใจใส่อวัยวะทุกส่วนของร่างกายให้เกิดความสมดุลกัน ครั้งต่อไปที่ท่านจะชงชา สั่งกาแฟ หรือสั่งซุปร้อน ๆ มากิน อย่ารีบร้อนกินตอนที่ยังร้อนเกินไป ระหว่างรอให้เครื่องดื่ม หรือของกินอุ่นลง คุณอาจจะหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน มองผู้คนและโลกรอบด้าน หรือสนทนากับคนข้างกาย นอกจากจะเพิ่มความรื่นรมย์ขณะรอแล้ว ยังลดความเสี่ยงให้แก่ร่างกายของเราได้อีกด้วย 

 

ระวังแบคทีเรียในของใช้ ภัยใกล้ตัวคุณ

รอบตัวเรานั้นเต็มไปด้วยแบคทีเรียซ่อนอยู่ทุกที่ไม่ว่าจะในอาหาร ในร่างกาย ในบ้าน ในที่ทำงาน ฯลฯ แบคทีเรียบางชนิดไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับคนเรา แต่แบคทีเรียหลายชนิดก็นำพาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บมาสู่มนุษย์หลายโรค หากเราไม่ระมัดระวัง หรือไม่ใส่ใจดูแลเรื่องความสะอาดให้ดี แบคทีเรียจะเข้ามาอยู่ในของใช้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างเงียบ ๆ และก่ออันตรายให้เราได้โดยไม่รู้ตัว

แหล่งรวมแบคทีเรีย

ในห้องน้ำคือแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ในห้องน้ำส่วนใหญ่นั้นจะมีความอุ่น และความชื้น อันเป็นอุณหภูมิที่เหล่าแบคทีเรียโปรดปราน จึงเป็นแหล่งรวมตัวของแบคทีเรียที่ดีที่สุด แต่ที่น่าตกใจไปมากกว่านั้น แหล่งรวมแบคทีเรียไม่ได้อยู่เฉพาะในผนังห้องน้ำ พื้นห้องน้ำ อ่างล้างหน้า หรือโถส้วม เท่านั้น แต่ยังรวมตัวกันอยู่ในของใช้ประจำวันต่าง ๆ ของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นหลอดยาสีฟัน กระปุกครีม ตลับเครื่องสำอาง ขวดครีมอาบน้ำ ขวดครีมทาผิว ฯลฯ ของใช้เหล่านี้จะมีอายุการใช้งาน เมื่อของใช้หมดอายุการใช้งาน บรรดาครีมต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นที่ก่อตัวของแบคทีเรียมากมายหลายชนิด

เราสามารถตรวจสอบดูอายุการใช้งานของข้าวของเครื่องใช้สำหรับร่างกายเราได้จาก วัน เดือน ปี ที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ แต่อาจจะมีของใช้บางอย่างที่ไม่ได้ระบุวันหมดอายุไว้ เช่น ยาสีฟัน ซึ่งแทบจะไม่มีคนสงสัย หรือตรวจสอบดูว่ายาสีฟันนั้นมีวันหมดอายุหรือไม่ ยาสีฟันจัดเป็นของใช้ประเภทเดียวกับเครื่องสำอาง และเครื่องสำอางหลายชนิด จะระบุวันหมดอายุ หลังการเปิดใช้งานครั้งแรก 30 วัน

ในประเทศแถบตะวันตก กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกาย ต้องระบุวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ให้เห็นได้ง่าย หรือสัญลักษณ์นั้นต้องเห็นได้อย่างชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ โดยระบุเป็นจำนวนเดือน เช่น 12 M หมายถึงมีอายุการใช้งาน 12 เดือนหลังการเปิดใช้

แต่สำหรับบางผลิตภัณฑ์ เช่น ยาสีฟัน หากยังไม่เปิดใช้งานจะสามารถเก็บไว้ได้นาน แต่เมื่อเปิดใช้งานก็ควรใช้งานให้หมดตามอายุการใช้งานที่กำหนดไว้ หรือทิ้งเมื่อหมดอายุ เพราะอุณหภูมิอุ่นชื้นในห้องน้ำจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็ว และเข้ามาอาศัยอยู่ในหลอดยาสีฟันของท่าน เมื่อเราหยิบมาใช้ก็เท่ากับเรากลืนแบคทีเรียลงท้องนั่นเอง

อันตรายของแบคทีเรีย

          เราทราบดีกันอยู่แล้วว่าแบคทีเรียก่อให้เกิดโรคภัยหลายชนิด เช่น อหิวาตกโรค, โรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ, โรคไอกรน,โรคบาดทะยัก, โรคฉี่หนู, โรคไทฟอยด์, วัณโรค, โรคต่อมทอนซิลอักเสบ, โรคหูส่วนกลางอักเสบ, โรคไส้ติ่งอักเสบ, โรคหนองใน เป็นต้น โรคจากแบคทีเรียเป็นโรคติดต่อและคนเราก็ติดเชื้อแบคทีเรียได้จากหลายวิธี เช่นการสัมผัส การหายใจ การสัก การมีเพศสัมพันธ์ ฯลฯ

คนที่ติดเชื้อแบคทีเรีย มักจะมีอาการไข้ ปวด บวม รวมทั้งเป็นฝี หรือเป็นหนอง วิธีการรักษาสำหรับคนที่ติดเชื้อแบคทีเรียนั้น จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะฉีดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, การรักษาไปตามอาการ หรือการฉีดเซรุ่มให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้ป่วย

หากเราดูแลรักษาความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ หมั่นใส่ใจเช็คดูว่าหมดอายุการใช้งานหรือยัง สมควรที่จะทิ้งลงทั้งขยะหรือไม่ อย่าไปนึกเสียดาย เพราะสุขภาพร่างกายเราสำคัญกว่ามากมาย ไม่ควรนำไปเสี่ยงกับแบคทีเรีย ภัยเงียบที่เรามองไม่เห็นตัว

 

11 ข้อ เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องหวัด ที่มีทั้งผิดและถูก

หากพูดถึงการเป็นหวัด บางคนอาจจะออกตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ รู้จักหวัดเป็นอย่างดี เพราะเป็นหวัดบ่อย จึงรู้ว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง บางคนก็รู้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือบางคนก็เข้าใจเรื่องหวัดแบบผิด ๆ ไวรัสหวัดมีอยู่ทั่วไปในที่สาธารณะ ในบ้าน หรือที่ทำงาน หาคนที่ไม่เคยเป็นหวัดเลยแทบจะไม่มี แต่คนที่ดูแลตนเองอย่างถูกวิธีก็แทบจะไม่ค่อยเป็นหวัดเช่นกัน

11 ความเชื่อเกี่ยวกับหวัด ที่อยู่คู่ทุกสังคม

  1. คนที่ได้รับเชื้อไวรัสหวัดปุ๊บ ก็จะเป็นหวัดปั๊บ ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เริ่มตั้งแต่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสหวัด โดยปกติจะแสดงอาการในเวลา 2-8 วัน
  2. ความเครียดจะช่วยให้หายเป็นหวัด ความเครียดไม่ได้ทำให้หวัดหายได้โดยตรง แต่มีส่วนให้หวัดทุเลาลงได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเป็นความเครียดชั่วคราวที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดความตื่นเต้นตื่นตัว ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะสูงขึ้น ซึ่งมีผลให้หวัดทุเลาลง ในทางกลับกันหากเป็นอาการเครียดสะสม หรือเครียดแบบอื่น ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะลดลง และจะทำให้เป็นหวัดได้ง่ายขึ้น
  3. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันหวัดได้เช่นกัน ความจริงแล้วไม่มีวัคซีนที่ใช้แก้หวัดได้ ปัญหาของหวัดคือ มาจากไวรัสหลายชนิดรวมกัน สำหรับไวรัสไข้หวัดใหญ่นั้น ในแต่ละปีนักวิจัยค้นพบเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัดใหญ่เพียงไม่กี่ชนิด จึงสามารถที่จะผลิตวัคซีนออกมาป้องกันได้
  4. หวัดมาจากอากาศเย็น อากาศเย็นมีส่วนในทางอ้อมเท่านั้น หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอากาศเย็นมีส่วนช่วยให้เกิดการติดเชื้อได้ดังนี้
  • อากาศเย็นทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง
  • อากาศจากเครื่องทำความร้อน หรือน้ำอุ่น ทำให้ผิวแห้งและเกิดการติดเชื้อไวรัสหวัดได้ง่าย
  • ไวรัสหวัดชอบอยู่ในห้องที่มีสภาพอากาศไม่ถ่ายเท หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก
  • ไวรัสหวัดบางตัวชอบความเย็นชื้น
  1. ใครดูแลตัวเองดี ก็จะไม่เป็นหวัด ข้อนี้ไม่ได้มีมารตฐานวัด แต่เราควรดูแลร่างกายให้มีภูมิคุ้มกันอยู่เสมอ เช่น ออกกำลังกาย หรือการเข้าซาวน่าก็ช่วยให้โพรงจมูกสร้างเซลล์ปกป้องหวัดได้เช่นกัน ไวรัสหวัดอาจอยู่ที่ราวบันได, ลูกบิดประตู, ราวโหนรถเมล์ ฯลฯ หลังการสัมผัสของเหล่านี้ในที่สาธารณะ จึงควรล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง
  2. การเป็นหวัด จะเป็นแค่ระยะเวลาสั้น ๆ ในคนปกติทั่วไปจะเป็นหวัดราว ๆ สองสัปดาห์ก็หายได้ มีการบันทึกสถิติของการเป็นหวัดไว้ว่า 50 เปอร์เซนต์ของหวัดทุกชนิด จะหายได้ภายใน 10 วัน
  3. เป็นหวัดห้ามจูบ การจูบช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะความตื่นตัวของร่างกายเป็นตัวกระตุ้น คนเป็นหวัดก็จูบคู่รักได้ จากการศึกษาไม่พบว่าการจูบเป็นการแพร่เชื้อหวัด แต่มีข้อสันนิษฐานว่า ไวรัสหวัดในน้ำลายจากการจูบจะไปสะสมในท้องและมีผลต่อกรดในกระเพาะอาหาร
  4. ยาปฏิชีวนะ ช่วยรักษาหวัด ยาปฏิชีวนะช่วยปกป้องจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่ได้ปกป้องจากเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ หากใครต้องการใช้ยาปฏิชีวนะควรปรึกษาแพทย์ว่ามีความจำเป็นหรือไม่
  5. ใครเป็นหวัดต้องนอน โดยทั่วไปก็ควรที่จะดูแลตนเอง ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ แต่หากไม่มีอาการไข้ก็สามารถทำงานเบา ๆ ได้ การออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์นั้นดีต่อร่างกาย และช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามินดี
  6. ไวรัสหวัดคือไวรัสชนิดเดียว ไวรัสหวัดที่คุณเป็นแต่ละครั้งอาจไม่ใช่ชนิดเดิม เพราะไวรัสหวัดนั้นมีถึง 200 ชนิด การติดเชื้อในแต่ละครั้ง จะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันไป
  7. สัตว์เลี้ยงไม่เป็นหวัด ความจริงก็คือสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราก็สามารถติดเชื้อไวรัสหวัดได้เช่นเดียวกับคน แต่จะไม่แพร่เชื้อไวรัสหวัดไปสู่กันและกัน

 

ความเครียดนำมาสู่อาการป่วยไข้หลากหลายโรค

ความเครียดอยู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ยุคหินจนถึงยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากอาการกลัวสัตว์ร้าย หรือความเครียดจากความกลัวว่าจะตกงาน ร่างกายของมนุษย์จะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เหมือนกัน โดยอาการเครียดจะส่งผลให้ส่วนหนึ่งของร่างกายเตรียมพลังงานได้ภายในเสี้ยววินาที สำหรับการตัดสินใจที่ “จะสู้ หรือจะหนี” ความเครียดนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว เป็นกลไกการทำงานของร่างกายที่สะท้อนกลับไปยังต่อมการทำงานในส่วนลึกของสมอง

เมื่อร่างกายเครียด

          เมื่อเกิดความเครียดสมองจะสั่งให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนสามชนิดคือ อะดรีนาลีน (adrenaline), นอร์อะดรีนาลีน (noradrenaline) และคอร์ติซอล (cortisol) ออกมา ฮอร์โมนทั้งหมดนี้จะทำให้ร่างกายขับเคลื่อนกลุ่มพลังงานออกมา โดยเห็นได้ชัดจากการหายใจถี่ขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปมากขึ้น เลือดจะเข้าไปสู่ข้อต่อกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะเกร็งตัว ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการสู้ หรือหนี ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับการเผาไหม้และจะดับลง

ดังที่เราเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพลังพิเศษที่สามารถยกรถ วิ่งฝ่ากองไฟ หรือยกของหนัก ๆ ได้ พลังงานจากฮอร์โมนเหล่านี้จะเกิดขึ้นระยะสั้น หรือยาวจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น ๆ

ความเครียดหยุดการทำงานในส่วนอื่น

          ในภาวะที่เกิดความเครียดร่างกายจะถูกกดดันทางอ้อม ทำให้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องเครียด จนปิดกั้นการทำงานด้านอื่นเช่น ระบบการย่อยอาหาร เมื่อช่องท้องเกิดอาการตึงเครียดลำไส้จะลดการทำงานลง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายได้

ความเครียดที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ จากเหตุการณ์บางอย่าง อาจส่งผลดีให้แก่เรา ถือเป็นเรื่องที่สนุก ท้าทาย ชวนให้ชีวิตตื่นเต้น ความเครียดที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ร่างกายจะกลับสู่ภาวะปกติได้เช่นเดิม แต่ความเครียดที่เกิดขึ้นในลักษณะอื่น และเกิดยาวนานติดต่อกันจะส่งผลเสียให้แก่ร่างกายได้

จากความเครียดสะสมนำไปสู่สาเหตุของหลายโรค

                ความเครียดจากหลายสาเหตุที่สะสมไว้นาน ๆ จะก่อให้เกิดสาเหตุของโรคต่าง ๆ ได้ เช่น วิตกกังวล, ขาดสมาธิ, ขาดความสามารถในการทำงาน, นอนไม่หลับ, หมดแรงหมดพลัง, มีเสียงดังในหู, มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร, เบื่ออาหาร, อ่อนเพลีย, มองโลกในแง่ร้าย, และปวดหัวเรื้อรัง รวมทั้งยังมีอาการอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้อีกด้วย

ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น ด้วยสภาวะจิตใจที่ถูกรบกวน ก็อาจตามมาด้วยโรคซึมเศร้า, ความกลัว หรืออาการหมดอาลัยตายอยากในการทำงาน ความเครียดสะสมทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และแสดงออกทางร่างกาย เช่น อาการหวัด หรือเกิดเป็นแผลที่ริมฝีปาก ในคนที่เป็นความดันเลือดสูง ความเครียดจะก่อให้เกิดความเสี่ยงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

จากข้อมูลการศึกษาเรื่องความเครียดชี้ให้เห็นว่า ความเครียดทำให้ความจำแย่ลง สมองได้รับการก่อกวนในระยะยาว ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อสมองได้เช่นกัน
แทบไม่น่าเชื่อว่า ความเครียดเพียงตัวเดียว จะเป็นสาเหตุของหลากหลายโรคภัยได้ขนาดนี้ ขอให้ทุกท่านดูแลสุขภาพจิตสุขภาพกายให้ดี อย่าเครียดจนความป่วยไข้มาถึงตัว