บุหรี่ไฟฟ้า กับเสียงบอกต่อว่าอันตรายมีน้อยกว่าแบบปกติ

บุหรี่นั้นทุกคนรู้กันดีอยู่แล้วว่ามีอันตรายต่อสุขภาพ พอมีบุหรี่ไฟฟ้าออกมาจำหน่าย ซึ่งนอกจากจะทันสมัยแล้ว บางคนยังมีความเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย เพราะไม่มีควันพิษ บุหรี่ไฟฟ้าจึงเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ บุหรี่ไฟฟ้าอาจจะมีสารนิโคตินน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่สารเคมีอื่นที่อยู่ก็อันตรายไม่น้อยไปกว่าบุหรี่ธรรมดาเลย

อันตรายในบุหรี่ไฟฟ้า

ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำอาจจะรู้สึกว่า การสูบบุหรี่แบบเดิมที่เคยสูบนั้นมีข้อจำกัดมากขึ้นกว่าเดิม เพราะถูกจำกัดพื้นที่ในการสูบบุหรี่ จึงหันมาหาทางออกด้วยการสูบบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากไม่มีควัน หรือมีควันน้อยแล้ว ยังพกง่าย เวลาสูบก็ไม่ต้องวิ่งหาที่เขี่ยบุหรี่ แถมไม่มีก้นบุหรี่เหลือให้ลำบากต้องหาถังขยะด้วย

ในความเป็นจริงแล้วบุหรี่ทั้งสองชนิดมีอันตรายไม่แตกต่างกัน ควันและไอของสารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้มหาศาล จากการวิจัยของนักวิจัยในบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุผลจากห้องวิจัยซึ่งชี้ให้เห็นว่า 60% ของผู้ทดลองมีแนวโน้มว่าจะเป็นมะเร็งจากสารฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) ในบุหรี่ไฟฟ้า  ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นแก๊สที่อุณหภูมิห้อง ไร้สี และมีกลิ่นฉุนระคายเคืองเป็นลักษณะเฉพาะตัวของสารชนิดนี้

การหายใจเอาสารฟอร์มาลดีไฮด์เข้าไปในปอดนาน ๆ จะทำให้เกิดปอดอักเสบ หรือเกิดการอักเสบเรื้อรังในระบบทางเดินหายใจ จนทำให้เกิดเป็นมะเร็งในจมูกและท่อหายใจได้ สารฟอร์มาลดีไฮด์ในบุหรี่ไฟฟ้าจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นเมื่อได้รับความร้อน

ปริมาณสารสารฟอร์มาลดีไฮด์ในบุหรี่ไฟฟ้า

                ค่าโดยเฉลี่ยของปริมาณสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่พบในบุหรี่ไฟฟ้านั้น มากกว่าปริมาณที่พบโดยทั่วไปในที่พัก ในห้อง หรือในที่ทำงาน ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ในสวิตเซอร์แลนด์ถือว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารฟอร์มาลดีไฮด์สูงกว่าปริมาณปกติที่พบถึง 5 เท่า ส่วนในสหรัฐอเมริกาถือว่ามากกว่าปริมาณปกติถึง 70 เปอร์เซ็นต์ เรียกได้ว่าไม่ควรสูดดมสารชนิดนี้แม้แต่วินาทีเดียว

นอกจากนี้การวิจัยยังพบว่า 3 ใน 5 ของผู้ทดลองทั้งหมดได้รับผลกระทบจากสารไดอะซิติล (Diacetyl) ซึ่งเป็นสารที่เพิ่มกลิ่นหอมในบุหรี่ ในเยอรมนีเรียกสารประเภทนี้ว่า “เป็นสารที่ก่อวิกฤตให้สุขภาพ” เพราะเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายกับปอด และระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งสารประเภทนี้เป็นส่วนผสมในของเหลวของบุหรี่ไฟฟ้า ที่ทำมาจาก สตรอว์เบอร์รี่, มะพร้าว, หรือคาราเมล

บุหรี่ไฟฟ้าทำให้วัยรุ่นติดบุหรี่เพิ่มขึ้น

                หากเปรียบเทียบกันแล้วบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคตินน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่กลับพบว่าคนที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าจะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ธรรมดามากขึ้น เนื่องจากการเสพสารนิโคติน จะทำให้ร่างกายต้องการสารนิโคตินเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

จากการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า 22 เปอร์เซ็นต์ของวัยรุ่นอายุ 14 ปีที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นลำดับแรก เมื่อร่างกายติดสารนิโคตินก็จะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ธรรมดา ส่วนวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-19 ปีนั้นมีสถิติสูงถึง 32.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าการสำรวจในสวิตเซอร์แลนด์ถึง 15.3 เปอร์เซ็นต์ จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวที่ทำให้คนรุ่นใหม่ติดบุหรี่ธรรมดาเพิ่มมากขึ้น

เราจะเห็นได้ว่าแท้ที่จริงแล้วบุหรี่ไฟฟ้านั้นไม่ได้ต่างจากบุหรี่ธรรมดา ขึ้นชื่อว่าบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ก่ออันตราย และทำลายสุขภาพของเราได้เช่นกัน เห็นคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ เราอาจจะไม่ได้ดมควันพิษและไม่ได้กลิ่นเหม็น แต่จะได้ดมสารพิษแทน

 

แดดเผา ผิวไหม้ ผิวเสีย ต้องจัดการอย่างไรดี

แดดแรง ๆ ของบ้านเรา หากไม่ระมัดระวังก็ทำให้ผิวไหม้ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยออกแดดหรือแพ้แดด แม้ว่าจะทาครีมกันแดดก็ยังเกิดผิวไหม้จากการตากแดดเพียงไม่กี่นาที ผิวไหม้จากแดดหากไม่ได้เกิดอย่างรุนแรง เราสามารถทำให้บรรเทาอาการเจ็บปวดด้วยของที่มีในบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ

สิ่งที่ควรทำเมื่อผิวถูกแดดทำร้าย

กฎข้อแรกคือ อย่าให้ผิวโดนแดดซ้ำอีกจนกว่าจะหาย สิ่งที่ช่วยบรรเทาอาการแดดเผาได้คือ ล้างบริเวณที่ถูกแดดเผาด้วยน้ำเย็น หรือใช้ผ้าเช็ดตัวชุบน้ำเย็นแล้ววางทับบริเวณที่โดนแดดเผา การทาครีมทาผิวที่เย็น ๆ ก็ช่วยบรรเทาอาการปวดได้

ร่างกายโดนแดดเผาย่อมสูญเสียน้ำ จึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำช่วยลดอุณภูมิความร้อนในร่างกาย แต่หากโดนแดดเผามาก ๆ จนเป็นแผลผุพอง มีอาการปวดหัว มีไข้ หรือมีอาการหนาวสั่น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

หากมีอาการเจ็บปวดมาก ยาที่ช่วยได้คือ แอสไพริน และเมื่ออาการแดดเผาเริ่มดีขึ้น ควรทาบริเวณที่ถูกแดดเผาด้วยครีมที่มีส่วนผสมของน้ำมัน

ของใช้ในบ้านที่ใช้บรรเทาอาการแดดเผาได้

  • น้ำส้มแอปเปิล ช่วยบรรเทาอาการอักเสบ แต่ควรระมัดระวังในการใช้ ไม่ทาบริเวณแผลเปิด และก่อนใช้ควรผสมน้ำให้เจือจางก่อน
  • ครีมเปรี้ยว,โยเกิร์ต ผลิตภัณฑ์จากนมจะให้ความเย็นต่อผิว ตักโยเกิร์ตเย็น ๆ ใส่ในผ้าบาง ๆ แล้วนำไปแปะทับหรือพันบริเวณที่ถูกแดดเผา ช่วยให้ผิวบริเวณนั้นเย็นลง
  • นมเปรี้ยว สามารถทาลงบนผิวที่ถูกแดดเผาได้โดยตรง และปล่อยให้แห้งโดยไม่ต้องเช็ดออก นมเปรี้ยวช่วยฟื้นฟูสภาพผิวบริเวณที่โดนแดดเผาให้ดีขึ้น
  • ประคบด้วยทิงเจอร์ นำดอกคาโมมายล์, ใบสาระแหน่ และดอกดาวเรือง ผสมกับทิงเจอร์ ใส่ลงบนผ้าพันแผลหรือผ้าบาง ๆ แล้วนำไปประคบบนผิวที่โดนแดดเผา โดยประคบหลาย ๆ ครั้งต่อวัน ครั้งละไม่ต่ำกว่า 10 นาที

เด็กเล็กกับแสงแดด ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

                สำหรับเด็กเล็กควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษไม่ให้โดนแดดเผา เด็กเล็กจนถึงวัยรุ่นอายุ 20 ปี ผิวและดวงตาจะไวต่อแสง และรับรังสียูวีในปริมาณที่สูง ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังได้ หากโดนแดดเผาจะยิ่งทวีความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ควรให้เด็กออกไปสู้แดดแรง ๆ หรือควรใช้ครีมกันแดด และสิ่งที่ป้องกันแสงแดดได้ รวมถึงสวมแว่นกันแดดทุกครั้งที่ต้องอยู่กลางแจ้ง

การป้องกันแสงแดด

อยู่ในร่มและหลีกเลี่ยงแสงแดดแรง ๆ โดยเฉพาะแสงแดดระหว่าง 11.00-13.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่มีรังสียูวีสูง แม้จะนั่งอยู่ในร่มก็ควรทาครีมกันแดด เพราะแสงสะท้อนจากทราย ปูน ฯลฯ ทำให้คนที่มีผิวบอบบางถูกแดดเผาได้เช่นกัน

ปกป้องผิวบริเวณที่ไวต่อแสงแดด เช่น หัวไหล่ จมูก หู และบริเวณที่เปิดเผย ควรทาครีมกันแดด สวมเสื้อผ้า สวมแว่นกันแดด แว่นกันแดดควรป้องกันแสงยูวีได้ 100%

เมื่อต้องออกแดดควรทาครีมกันแดด ผิวบริเวณที่โดนแดดโดยตรงควรทาครีมซ้ำหลาย ๆ ครั้ง และควรเลือกครีมป้องกันแสงแดดให้เหมาะสมกับการใช้ ซึ่งดูค่าป้องกันรังสียูวีได้จากหลอดครีม และการทาครีมกันแดดที่ถูกต้องนั้นต้องทาซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง

เมืองไทยเราแดดดีตลอดปี แต่ผิวที่ไม่ได้ออกแดดบ่อย ๆ ก็ใช่ว่าจะทนต่อแสงแดดได้ แสงแดดให้ประโยชน์ แต่ก็ให้โทษเช่นกัน ในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งผิวหนังเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องสู้แดดอย่างปลอดภัยด้วยการปกป้องผิวทุกครั้ง

 

คุณมีอาการเบิร์นเอาท์ ซินโดรม (Burnout Syndrome) หรือไม่

                เบิร์นเอาท์ เป็นอาการป่วยสุดฮิตอีกชนิดหนึ่งที่ได้ยินได้ฟังในช่วงที่ผ่านมา จากข้อมูลทางการศึกษาพบว่า เบิร์นเอาท์ ซินโดรม ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับคนทำงานออฟฟิศ หรือคนที่ต้องรับผิดชอบสูงในหน้าที่การงานที่ทำอยู่ แต่ทุกคนก็สามารถมีอาการเบิร์นเอาท์ได้ ไม่ว่าจะเป็น แม่บ้าน, คนตกงาน, ผู้ที่เกษียณอายุ หรือนักเรียนนักศึกษา มีคำกล่าวว่า “เบิร์นเอาท์ คือ โรคของคนที่เก่งกล้าสามารถเกินไป”

อะไรคือ เบิร์นเอาท์ ซินโดรม

                คนเราเมื่อทำงานหนักมาทั้งวัน ทั้งเดือน ย่อมรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนทั่วไป แต่เมื่อเราได้พักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับ, การผ่อนคลายด้วยการทำกิจกรรมที่ชอบ, ทำสมาธิ, การเล่นกีฬา หรือไปท่องเที่ยว อาการเหนื่อยล้าเหล่านั้นก็จะหายไป ร่างกายจิตใจกลับมากระปรี้กระเปร่าเหมือนได้เติมแบตเตอรี่ มีพลังพร้อมที่จะสู้กับงานต่อไป
แต่หากกิจกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายและจิตใจคุณดีขึ้น นั่นอาจหมายถึงสัญญาณอันตรายที่เสี่ยงต่ออาการเบิร์นเอาท์

อาการที่กำลังบ่งบอกว่าคุณเข้าข่ายคนเป็นเบิร์นเอาท์ มีดังนี้

– มีอาการเหน็ดเหนื่อยเรื้อรัง ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะพักผ่อน หรือผ่อนคลายด้วยกิจกรรมใด ก็ไม่ดีขึ้น

– วิตกกังวลในเรื่องงาน ทำงานบกพร่อง ขาดความเอาใจใส่งานและดูถูกงาน มีความคิดที่จะเปลี่ยนงานใหม่อยู่ตลอดเวลา

– มีอาการผิดปกติทางร่างกาย เช่น ป่วยบ่อย, เบื่ออาหาร, มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร, ปวดหัว ปวดหลัง, ความดันเลือดไม่ปกติ, หัวใจเต้นถี่, มีเสียงดังในหู

– มีอาการทางจิต เช่น ขี้หงุดหงิด, จิตใจไม่สงบ, เฉื่อยชา, หมกมุ่น, ไร้อารมณ์, กลัว, เบื่อ, หมดอาลัยตายอยาก, กระสับกระส่าย, จิตใจว่างเปล่า, ยอมจำนน

– มีปัญหาด้านกระบวนการรับรู้  เช่น ขาดสมาธิ, ขาดความมั่นใจ, ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้, ขาดสัญชาตญาณการรับรู้

– มีความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม เช่น หลบหนีสังคม, กระตือรือร้นมากผิดปกติ, ใช้สารเสพติด,  ไม่สนใจงานอดิเรกที่เคยทำ

ทดสอบกับคำถาม6 ข้อ ว่าคุณมีอาการเบิร์นเอาท์ หรือไม่?

1.คุณมีเป้าหมายในการทำงานสูงมาก และพร้อมที่จะทุ่มเทเวลา ฝ่าฟันปัญหาเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

2.คุณคิดว่าการพักผ่อนทำให้คุณเสียเวลาทำงาน

3.คุณรู้สึกลำบากใจที่จะปฏิเสธงานที่ลูกค้า หรือเพื่อนร่วมงานขอร้องให้คุณทำให้ ทั้ง ๆ ที่คุณเองก็มีงานล้นมือ

4.นอกเหนือจากงานประจำ คุณมีงานอดิเรกที่กระตุ้นความสนใจส่วนตัว และคุณทำจนประสบผลสำเร็จ ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.เวลาที่คนอื่นทำให้คุณโกรธ หรือหงุดหงิด คุณชอบเก็บความรู้สึกนั้นไว้ แทนการแสดงออก หรือพูดกับคน คนนั้นตรง ๆ

6.การประเมินผลการทำงานของคุณมักจะขึ้น ๆ ลง ๆ บางครั้งก็ดีสุดโต่ง บางครั้งก็แย่สุดขั้ว
จากคำถามทั้งหกข้อ หากคุณตอบว่าใช่ มากกว่าไม่ใช่ แสดงให้เห็นว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะมีอาการเบิร์นเอาท์ มากกว่าคนปกติทั่วไป หากคุณต้องการความแน่ใจให้คุณทำการทดสอบในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไป หรือปรึกษาผู้ที่ชำนาญด้านนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง หากค้นพบอาการแต่เนิ่น ๆ จะง่ายต่อรักษา การรักษาอาการเบิร์นเอาท์ส่วนใหญ่จะรักษาเฉพาะคน ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว เนื่องจากผู้ป่วยด้วยอาการเบิร์นเอาท์ ซินโดรม จะมีอาการแตกต่างกันเฉพาะบุคคล 

 

เมื่อยาปฏิชีวนะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เราจะทำอย่างไรกับแบคทีเรีย

เราทราบกันดีว่ายาปฏิชีวนะ เป็นตัวยาที่หมอใช้ฉีดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย บนโลกเรามีแบคทีเรียอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ มีทั้งแบคทีเรียที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ในช่วงที่ผ่านมามีการค้นพบเชื้อแบคทีเรียสายพันธุ์ที่ดื้อต่อยาทุกชนิด การใช้ยาปฏิชีวนะไม่ได้ผลในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีกต่อไป แล้วเราจะทำอย่างไรกับเหล่าแบคทีเรียร้ายที่กำลังแพร่กระจายเหล่านั้น

การใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์

          ในโลกยุคใหม่การผลิตต้องได้ผลผลิตดี มีผลผลิตที่ได้รับความเสียหายน้อยที่สุด การซื้อขายต้องได้กำไรดี แทบจะเรียกได้ว่าทั่วโลกที่ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า ต่างหันมาใช้ยาปฏิชีวนะกับสัตว์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ ฟาร์มวัว ฯลฯ ยาปฏิชีวนะเหล่านี้จะมาในรูปของอาหารสัตว์ เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ที่จะเกิดกับสัตว์เหล่านั้นก่อนที่จะนำออกมาขายสู่ท้องตลาดให้เป็นอาหารของเรา 

เชื้อแบคที่เรียสายพันธุ์ใหม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลินทรีย์ค้นพบปรากฎการณ์ใหม่ของเอนไซม์ที่เรียกว่า ESBL (Extended-Spectrum-Beta-Lactamases) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำให้แบคทีเรียดื้อยา และสามารถทำลายยาได้  ESBL ถูกตรวจพบในลำไส้ของคน และสัตว์ที่ได้รับยาปฏิชีวนะ ซึ่งเป็นยีนที่สืบพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาขยายตัวเพิ่มขึ้น ไก่จากฟาร์มทุก ๆ 2 ใน 5 ตัวถูกตรวจพบเชื้อ ESBL ที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ

การดื้อยาปฏิชีวนะของแบคทีเรียนี้ เป็นปัญหาที่แพร่กระจายไปทั่วโลก ในอินเดีย ที่กรุงนิวเดลลีมีการตรวจพบเชื้อในน้ำดื่ม ทั่วโลกพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้น จากโลหิตเป็นพิษจากการติดเชื้อแบคทีเรีย, เป็นแผลอักเสบพุพอง หรือกรวยไตอักเสบ เป็นต้นแบคทีเรียเหล่านี้สามารถกระจายไปทุกส่วนในร่างกายทำให้เกิดภาวะอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายไม่ทำงาน

นอกจากเอนไซม์ ESBL เชื้อแบคทีเรียตัวใหม่ที่ค้นพบเมื่อปีที่ผ่านมา คือ MRSA ย่อมาจาก (Methicillin-resistant Staphylococcus aureus) เป็นการติดเชื้อชนิดหนึ่งที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อทั่วไป เมื่อแบคทีเรียเกิดการดื้อยา จะทำให้การกำจัดเชื้อเป็นไปได้ยากขึ้นและใช้เวลานานขึ้นในการฟื้นตัวจากการติดเชื้อ 

แบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ ทำให้เกิดความกลัว

ในวงการยานั้นถือเป็นข่าวร้าย ซึ่งทำให้เกิดความกลัวไปทั่ว เพราะยังไม่มียาปฏิชีวนะตัวใดที่ผลิตออกมาใช้ฆ่าเชื้อนี้ได้ สิ่งที่เราต้องใส่ใจดูแลให้ดีที่สุดคือเรื่องของความสะอาดที่ควรดูแลให้ทั่วถึง ควรล้างมือทุกครั้งจากการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ นอกบ้าน อยู่ให้ห่างไกลจากผู้ติดเชื้อ นอกเหนือจากนี้ ควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงแบคทีเรียดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะหากไม่จำเป็นจริง ๆ
  • แยกเนื้อสัตว์ที่จะประกอบอาหารออกจากอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ไม่นำมาแช่ตู้เย็นรวมกัน และควรล้างมือ ล้างอุปกรณ์ที่ใช้ทำอาหารให้สะอาดด้วยน้ำยาและน้ำร้อน ไม่ใช้มีดหั่นเนื้อมาหั่นผักโดยที่ไม่ล้างทำความสะอาดให้ดีก่อน
  • หลีกเลี่ยงการเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลในประเทศที่คุณไม่มั่นใจเรื่องความสะอาด

แม้ว่าแบคทีเรีย MRSA จะฟังดูอันตรายและน่ากลัว แต่จนถึงวันนี้มีการตรวจพบเชื้อชนิดนี้เฉพาะในสัตว์เท่านั้น ยังไม่พบในมนุษย์ นั่นทำให้เรายังมีความหวังว่านักวิจัยจะค้นพบยาปฏิชีวนะตัวใหม่เพื่อนำมาทำลายแบคทีเรียตัวนี้ได้ในเร็ววัน

 

ชาร้อน กับภัยแฝง สู่โรคมะเร็งร้าย

ชาร้อน ๆ กับอากาศเย็น ๆ เป็นของคู่กัน หรือแม้ว่าอากาศจะไม่เย็น แต่หลาย ๆ คนก็ยังชอบจิบชาร้อน ๆ เพราะเชื่อว่าชาร้อนนั้นดีต่อสุขภาพ แล้วชาร้อนกับภัยมะเร็งเกี่ยวข้องกันอย่างไร สำหรับคนที่ชอบดื่มชาร้อน ๆ และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งสูบบุหรี่ด้วยนั้น มีงานวิจัยออกมาว่าการจิบชาที่ร้อนเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในหลอดอาหารให้สูงขึ้น

ชาร้อนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสองเท่า

ในวันที่อากาศหนาวเย็น การดื่มชาจะช่วยให้ร่างกายภายในอบอุ่นขึ้น คนทั่ว ๆ ไปในเมืองหนาวจึงนิยมดื่มชา สำหรับชาวจีนชาเป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะชาเขียวตามแบบประเพณีดั้งเดิมจะจิบแบบร้อน ๆ แต่จากผลการวิจัยที่เมืองจีนล่าสุดระบุว่า การดื่มชาเขียวร้อนเกินนั้น มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในหลอดอาหารสูง นักวิจัยพบว่าน้ำชาร้อน ๆ นั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในหลอดอาหารสูงถึงสองเท่า และจะเป็นอันตรายเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เท่า สำหรับคนที่สูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เป็นประจำนั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง แต่เมื่อดื่มชาร้อน ๆ เพิ่มเข้าไปด้วยความเสี่ยงนั้นยิ่งขยายกว้างออกไปอีก

ทำไมชาร้อน ๆ จึงเสี่ยงต่อมะเร็งในหลอดอาหาร

                นักวิจัยคาดการณ์ว่า ชาร้อน ๆ ที่เราดื่มเข้าไปนั้นจะไปทำลายเนื้อเยื่อบุในผนังหลอดอาหาร และนั่นเป็นสาเหตุให้หลอดอาหารมีการตอบสนองที่ไวต่อสารพิษจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่ร้อนเกิน ล้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในร่างกาย

รื่นรมย์ระหว่างรอให้ชาอุ่น ช่วยให้ร่างกายลดความเสี่ยง

                วิธีที่ดีที่สุดในการดื่มชาคือ ชงชาและทิ้งไว้ให้อุ่น ก่อนนำมาดื่ม เรายังได้รับรสชาติของชาเต็มที่ และร่างกายได้รับความอบอุ่นจากการดื่มชา โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งในหลอดอาหาร

ในประเทศอังกฤษมีประเพณีการจิบชาย่ามบ่าย รินชาใส่ถ้วยสวย ๆ และจิบชาอุ่น ๆ แกล้มด้วยของว่าง เป็นการผ่อนคลาย ช่วยเติมพลังระหว่างวันให้ชีวิต ชาและกาแฟนั้นเป็นเครื่องดื่มที่นิยมไปทั่วโลก การดื่มที่ถูกวิธีนำผลดีมาสู่ร่างกาย แต่อะไรที่มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น การดื่มน้ำเย็นเกิน หรือกินของเย็นเกินก็มีผลร้ายต่อร่างกายเช่นกัน

ร่างกายมนุษย์เรานั้นเป็นเสมือนเครื่องจักรอันแสนมหัศจรรย์ ที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนมากมาย ตั้งแต่ชิ้นเล็กสุด ใหญ่สุด แข็งและอ่อนนุ่ม ฯลฯ ทุกส่วนล้วนทำงานเชื่อมโยงกันและกัน การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจึงควรดูแลเอาใจใส่อวัยวะทุกส่วนของร่างกายให้เกิดความสมดุลกัน ครั้งต่อไปที่ท่านจะชงชา สั่งกาแฟ หรือสั่งซุปร้อน ๆ มากิน อย่ารีบร้อนกินตอนที่ยังร้อนเกินไป ระหว่างรอให้เครื่องดื่ม หรือของกินอุ่นลง คุณอาจจะหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน มองผู้คนและโลกรอบด้าน หรือสนทนากับคนข้างกาย นอกจากจะเพิ่มความรื่นรมย์ขณะรอแล้ว ยังลดความเสี่ยงให้แก่ร่างกายของเราได้อีกด้วย 

 

ระวังแบคทีเรียในของใช้ ภัยใกล้ตัวคุณ

รอบตัวเรานั้นเต็มไปด้วยแบคทีเรียซ่อนอยู่ทุกที่ไม่ว่าจะในอาหาร ในร่างกาย ในบ้าน ในที่ทำงาน ฯลฯ แบคทีเรียบางชนิดไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับคนเรา แต่แบคทีเรียหลายชนิดก็นำพาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บมาสู่มนุษย์หลายโรค หากเราไม่ระมัดระวัง หรือไม่ใส่ใจดูแลเรื่องความสะอาดให้ดี แบคทีเรียจะเข้ามาอยู่ในของใช้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างเงียบ ๆ และก่ออันตรายให้เราได้โดยไม่รู้ตัว

แหล่งรวมแบคทีเรีย

ในห้องน้ำคือแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ในห้องน้ำส่วนใหญ่นั้นจะมีความอุ่น และความชื้น อันเป็นอุณหภูมิที่เหล่าแบคทีเรียโปรดปราน จึงเป็นแหล่งรวมตัวของแบคทีเรียที่ดีที่สุด แต่ที่น่าตกใจไปมากกว่านั้น แหล่งรวมแบคทีเรียไม่ได้อยู่เฉพาะในผนังห้องน้ำ พื้นห้องน้ำ อ่างล้างหน้า หรือโถส้วม เท่านั้น แต่ยังรวมตัวกันอยู่ในของใช้ประจำวันต่าง ๆ ของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นหลอดยาสีฟัน กระปุกครีม ตลับเครื่องสำอาง ขวดครีมอาบน้ำ ขวดครีมทาผิว ฯลฯ ของใช้เหล่านี้จะมีอายุการใช้งาน เมื่อของใช้หมดอายุการใช้งาน บรรดาครีมต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นที่ก่อตัวของแบคทีเรียมากมายหลายชนิด

เราสามารถตรวจสอบดูอายุการใช้งานของข้าวของเครื่องใช้สำหรับร่างกายเราได้จาก วัน เดือน ปี ที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ แต่อาจจะมีของใช้บางอย่างที่ไม่ได้ระบุวันหมดอายุไว้ เช่น ยาสีฟัน ซึ่งแทบจะไม่มีคนสงสัย หรือตรวจสอบดูว่ายาสีฟันนั้นมีวันหมดอายุหรือไม่ ยาสีฟันจัดเป็นของใช้ประเภทเดียวกับเครื่องสำอาง และเครื่องสำอางหลายชนิด จะระบุวันหมดอายุ หลังการเปิดใช้งานครั้งแรก 30 วัน

ในประเทศแถบตะวันตก กฎหมายจะกำหนดให้ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกาย ต้องระบุวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์ไว้บนตัวผลิตภัณฑ์ให้เห็นได้ง่าย หรือสัญลักษณ์นั้นต้องเห็นได้อย่างชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์ โดยระบุเป็นจำนวนเดือน เช่น 12 M หมายถึงมีอายุการใช้งาน 12 เดือนหลังการเปิดใช้

แต่สำหรับบางผลิตภัณฑ์ เช่น ยาสีฟัน หากยังไม่เปิดใช้งานจะสามารถเก็บไว้ได้นาน แต่เมื่อเปิดใช้งานก็ควรใช้งานให้หมดตามอายุการใช้งานที่กำหนดไว้ หรือทิ้งเมื่อหมดอายุ เพราะอุณหภูมิอุ่นชื้นในห้องน้ำจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์เติบโตอย่างรวดเร็ว และเข้ามาอาศัยอยู่ในหลอดยาสีฟันของท่าน เมื่อเราหยิบมาใช้ก็เท่ากับเรากลืนแบคทีเรียลงท้องนั่นเอง

อันตรายของแบคทีเรีย

          เราทราบดีกันอยู่แล้วว่าแบคทีเรียก่อให้เกิดโรคภัยหลายชนิด เช่น อหิวาตกโรค, โรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ, โรคไอกรน,โรคบาดทะยัก, โรคฉี่หนู, โรคไทฟอยด์, วัณโรค, โรคต่อมทอนซิลอักเสบ, โรคหูส่วนกลางอักเสบ, โรคไส้ติ่งอักเสบ, โรคหนองใน เป็นต้น โรคจากแบคทีเรียเป็นโรคติดต่อและคนเราก็ติดเชื้อแบคทีเรียได้จากหลายวิธี เช่นการสัมผัส การหายใจ การสัก การมีเพศสัมพันธ์ ฯลฯ

คนที่ติดเชื้อแบคทีเรีย มักจะมีอาการไข้ ปวด บวม รวมทั้งเป็นฝี หรือเป็นหนอง วิธีการรักษาสำหรับคนที่ติดเชื้อแบคทีเรียนั้น จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะฉีดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, การรักษาไปตามอาการ หรือการฉีดเซรุ่มให้ภูมิคุ้มกันแก่ผู้ป่วย

หากเราดูแลรักษาความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ หมั่นใส่ใจเช็คดูว่าหมดอายุการใช้งานหรือยัง สมควรที่จะทิ้งลงทั้งขยะหรือไม่ อย่าไปนึกเสียดาย เพราะสุขภาพร่างกายเราสำคัญกว่ามากมาย ไม่ควรนำไปเสี่ยงกับแบคทีเรีย ภัยเงียบที่เรามองไม่เห็นตัว

 

11 ข้อ เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องหวัด ที่มีทั้งผิดและถูก

หากพูดถึงการเป็นหวัด บางคนอาจจะออกตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ รู้จักหวัดเป็นอย่างดี เพราะเป็นหวัดบ่อย จึงรู้ว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง บางคนก็รู้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือบางคนก็เข้าใจเรื่องหวัดแบบผิด ๆ ไวรัสหวัดมีอยู่ทั่วไปในที่สาธารณะ ในบ้าน หรือที่ทำงาน หาคนที่ไม่เคยเป็นหวัดเลยแทบจะไม่มี แต่คนที่ดูแลตนเองอย่างถูกวิธีก็แทบจะไม่ค่อยเป็นหวัดเช่นกัน

11 ความเชื่อเกี่ยวกับหวัด ที่อยู่คู่ทุกสังคม

  1. คนที่ได้รับเชื้อไวรัสหวัดปุ๊บ ก็จะเป็นหวัดปั๊บ ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เริ่มตั้งแต่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสหวัด โดยปกติจะแสดงอาการในเวลา 2-8 วัน
  2. ความเครียดจะช่วยให้หายเป็นหวัด ความเครียดไม่ได้ทำให้หวัดหายได้โดยตรง แต่มีส่วนให้หวัดทุเลาลงได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเป็นความเครียดชั่วคราวที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดความตื่นเต้นตื่นตัว ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะสูงขึ้น ซึ่งมีผลให้หวัดทุเลาลง ในทางกลับกันหากเป็นอาการเครียดสะสม หรือเครียดแบบอื่น ภูมิคุ้มกันในร่างกายจะลดลง และจะทำให้เป็นหวัดได้ง่ายขึ้น
  3. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ช่วยป้องกันหวัดได้เช่นกัน ความจริงแล้วไม่มีวัคซีนที่ใช้แก้หวัดได้ ปัญหาของหวัดคือ มาจากไวรัสหลายชนิดรวมกัน สำหรับไวรัสไข้หวัดใหญ่นั้น ในแต่ละปีนักวิจัยค้นพบเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของไข้หวัดใหญ่เพียงไม่กี่ชนิด จึงสามารถที่จะผลิตวัคซีนออกมาป้องกันได้
  4. หวัดมาจากอากาศเย็น อากาศเย็นมีส่วนในทางอ้อมเท่านั้น หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งอากาศเย็นมีส่วนช่วยให้เกิดการติดเชื้อได้ดังนี้
  • อากาศเย็นทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง
  • อากาศจากเครื่องทำความร้อน หรือน้ำอุ่น ทำให้ผิวแห้งและเกิดการติดเชื้อไวรัสหวัดได้ง่าย
  • ไวรัสหวัดชอบอยู่ในห้องที่มีสภาพอากาศไม่ถ่ายเท หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก
  • ไวรัสหวัดบางตัวชอบความเย็นชื้น
  1. ใครดูแลตัวเองดี ก็จะไม่เป็นหวัด ข้อนี้ไม่ได้มีมารตฐานวัด แต่เราควรดูแลร่างกายให้มีภูมิคุ้มกันอยู่เสมอ เช่น ออกกำลังกาย หรือการเข้าซาวน่าก็ช่วยให้โพรงจมูกสร้างเซลล์ปกป้องหวัดได้เช่นกัน ไวรัสหวัดอาจอยู่ที่ราวบันได, ลูกบิดประตู, ราวโหนรถเมล์ ฯลฯ หลังการสัมผัสของเหล่านี้ในที่สาธารณะ จึงควรล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง
  2. การเป็นหวัด จะเป็นแค่ระยะเวลาสั้น ๆ ในคนปกติทั่วไปจะเป็นหวัดราว ๆ สองสัปดาห์ก็หายได้ มีการบันทึกสถิติของการเป็นหวัดไว้ว่า 50 เปอร์เซนต์ของหวัดทุกชนิด จะหายได้ภายใน 10 วัน
  3. เป็นหวัดห้ามจูบ การจูบช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะความตื่นตัวของร่างกายเป็นตัวกระตุ้น คนเป็นหวัดก็จูบคู่รักได้ จากการศึกษาไม่พบว่าการจูบเป็นการแพร่เชื้อหวัด แต่มีข้อสันนิษฐานว่า ไวรัสหวัดในน้ำลายจากการจูบจะไปสะสมในท้องและมีผลต่อกรดในกระเพาะอาหาร
  4. ยาปฏิชีวนะ ช่วยรักษาหวัด ยาปฏิชีวนะช่วยปกป้องจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่ได้ปกป้องจากเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ หากใครต้องการใช้ยาปฏิชีวนะควรปรึกษาแพทย์ว่ามีความจำเป็นหรือไม่
  5. ใครเป็นหวัดต้องนอน โดยทั่วไปก็ควรที่จะดูแลตนเอง ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ แต่หากไม่มีอาการไข้ก็สามารถทำงานเบา ๆ ได้ การออกไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์นั้นดีต่อร่างกาย และช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามินดี
  6. ไวรัสหวัดคือไวรัสชนิดเดียว ไวรัสหวัดที่คุณเป็นแต่ละครั้งอาจไม่ใช่ชนิดเดิม เพราะไวรัสหวัดนั้นมีถึง 200 ชนิด การติดเชื้อในแต่ละครั้ง จะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันไป
  7. สัตว์เลี้ยงไม่เป็นหวัด ความจริงก็คือสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราก็สามารถติดเชื้อไวรัสหวัดได้เช่นเดียวกับคน แต่จะไม่แพร่เชื้อไวรัสหวัดไปสู่กันและกัน

 

ความเครียดนำมาสู่อาการป่วยไข้หลากหลายโรค

ความเครียดอยู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ยุคหินจนถึงยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากอาการกลัวสัตว์ร้าย หรือความเครียดจากความกลัวว่าจะตกงาน ร่างกายของมนุษย์จะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เหมือนกัน โดยอาการเครียดจะส่งผลให้ส่วนหนึ่งของร่างกายเตรียมพลังงานได้ภายในเสี้ยววินาที สำหรับการตัดสินใจที่ “จะสู้ หรือจะหนี” ความเครียดนี้เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว เป็นกลไกการทำงานของร่างกายที่สะท้อนกลับไปยังต่อมการทำงานในส่วนลึกของสมอง

เมื่อร่างกายเครียด

          เมื่อเกิดความเครียดสมองจะสั่งให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนสามชนิดคือ อะดรีนาลีน (adrenaline), นอร์อะดรีนาลีน (noradrenaline) และคอร์ติซอล (cortisol) ออกมา ฮอร์โมนทั้งหมดนี้จะทำให้ร่างกายขับเคลื่อนกลุ่มพลังงานออกมา โดยเห็นได้ชัดจากการหายใจถี่ขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น หายใจเอาออกซิเจนเข้าไปมากขึ้น เลือดจะเข้าไปสู่ข้อต่อกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะเกร็งตัว ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการสู้ หรือหนี ภูมิคุ้มกันจะทำงานเต็มที่ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับการเผาไหม้และจะดับลง

ดังที่เราเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพลังพิเศษที่สามารถยกรถ วิ่งฝ่ากองไฟ หรือยกของหนัก ๆ ได้ พลังงานจากฮอร์โมนเหล่านี้จะเกิดขึ้นระยะสั้น หรือยาวจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น ๆ

ความเครียดหยุดการทำงานในส่วนอื่น

          ในภาวะที่เกิดความเครียดร่างกายจะถูกกดดันทางอ้อม ทำให้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องเครียด จนปิดกั้นการทำงานด้านอื่นเช่น ระบบการย่อยอาหาร เมื่อช่องท้องเกิดอาการตึงเครียดลำไส้จะลดการทำงานลง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายได้

ความเครียดที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ๆ จากเหตุการณ์บางอย่าง อาจส่งผลดีให้แก่เรา ถือเป็นเรื่องที่สนุก ท้าทาย ชวนให้ชีวิตตื่นเต้น ความเครียดที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ร่างกายจะกลับสู่ภาวะปกติได้เช่นเดิม แต่ความเครียดที่เกิดขึ้นในลักษณะอื่น และเกิดยาวนานติดต่อกันจะส่งผลเสียให้แก่ร่างกายได้

จากความเครียดสะสมนำไปสู่สาเหตุของหลายโรค

                ความเครียดจากหลายสาเหตุที่สะสมไว้นาน ๆ จะก่อให้เกิดสาเหตุของโรคต่าง ๆ ได้ เช่น วิตกกังวล, ขาดสมาธิ, ขาดความสามารถในการทำงาน, นอนไม่หลับ, หมดแรงหมดพลัง, มีเสียงดังในหู, มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร, เบื่ออาหาร, อ่อนเพลีย, มองโลกในแง่ร้าย, และปวดหัวเรื้อรัง รวมทั้งยังมีอาการอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้อีกด้วย

ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น ด้วยสภาวะจิตใจที่ถูกรบกวน ก็อาจตามมาด้วยโรคซึมเศร้า, ความกลัว หรืออาการหมดอาลัยตายอยากในการทำงาน ความเครียดสะสมทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และแสดงออกทางร่างกาย เช่น อาการหวัด หรือเกิดเป็นแผลที่ริมฝีปาก ในคนที่เป็นความดันเลือดสูง ความเครียดจะก่อให้เกิดความเสี่ยงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

จากข้อมูลการศึกษาเรื่องความเครียดชี้ให้เห็นว่า ความเครียดทำให้ความจำแย่ลง สมองได้รับการก่อกวนในระยะยาว ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อสมองได้เช่นกัน
แทบไม่น่าเชื่อว่า ความเครียดเพียงตัวเดียว จะเป็นสาเหตุของหลากหลายโรคภัยได้ขนาดนี้ ขอให้ทุกท่านดูแลสุขภาพจิตสุขภาพกายให้ดี อย่าเครียดจนความป่วยไข้มาถึงตัว

 

ให้ลูกฉีดวัคซีนHPV (เอชพีวี) ตั้งแต่วัยเยาว์ ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ยาวนาน

วัคซีนเอชพีวี (HPV) เป็นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ที่พูดถึงกันมากในบ้านเรา เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีข่าวเรื่องการฉีดวัคซีน HPV โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้กับเด็กในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 วัคซีนHPV นั้นไม่ใช่วัคซีนตัวใหม่แต่อย่างใด หลังจากการค้นพบวัคซีนHPV ในปี ค.ศ. 2006 ในอเมริกา และเริ่มผลิตวัคซีน HPV ในยุโรปจนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งได้รับการแนะนำจากองค์การอนามัยโลก ให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกนำวัคซีน HPV ไปบรรจุในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานสำหรับประชาชนเพื่อป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก

วัคซีน HPV คืออะไร

                วัคซีน HPV คือวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันการติดเชื้อไวรัส ฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส (Human Papilloma Virus) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าเอชพีวี (HPV) นั่นเอง ไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดมะเร็งปากมดลูก เพราะการติดเชื้อไวรัส HPV นั้นจะทำให้เซลล์ปากมดลูกอักเสบเรื้อรัง และเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งได้

วัคซีนชนิดนี้ผลิตจากโปรตีนเปลือกหุ้มไวรัส ซึ่งสามารถป้องกันการติดเชื้อมะเร็งจากไวรัสได้หลายสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ 6, 1, 16, 18, 31, 33, 45, 52, และ 58

วัคซีน HPVมีสองชนิดที่แตกต่างกันคือ Cervarix และ Gardasil ซึ่งป้องกันมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งทวารหนัก และหูดที่อวัยวะเพศ การจะเลือกฉีดวัคซีนชนิดใดนั้น ต้องขอคำแนะนำและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ให้ลูกฉีด HPVมีผลดีอย่างไร

พอเอ่ยคำว่าเด็ก ป.5 ซึ่งอายุยังน้อย ประกอบกับคำว่า มะเร็งปากมดลูก อาจจะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านเกิดความกลัวว่าหากฉีดวัคซีนแล้ว จะมีผลข้างเคียง หรือเป็นอันตรายกับลูกหรือไม่

คำแนะนำในการฉีดวัคซีน HPV คือฉีดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจะได้ผลมากที่สุด และเด็กในวัย 9-15 ปี คือวัยที่เหมาะแก่การฉีดวัคซีนมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์, วัคซีนจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี และเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ยังไม่ติดเชื้อ HPV

ในวัย 9-15ปีนั้นหากได้รับการฉีดวัคซีน 2 เข็ม วัคซีนจะส่งผลช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดส่วนในวัยที่สูงกว่านี้ ต้องฉีด 3เข็ม เพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพเท่ากัน

วัคซีน HPV มีผลข้างเคียงน้อยมาก อาจจะมีแค่อาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว คลื่นไส้ หรือมีไข้บ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในการที่ร่างกายได้รับวัคซีนใหม่ ๆ จึงนับว่าเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยสูง

การฉีดวัคซีนชนิดนี้สามารถฉีดได้ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง รวมทั้งผู้ใหญ่ด้วย ทั้งที่เคยและไม่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาก่อน ในผู้ที่เคยผ่านการมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ประสิทธิภาพของวัคซีนอาจลดน้อยลง รวมทั้งควรตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ก่อนการฉีดวัคซีน เพราะหากได้รับเชื้อไวรัสไปแล้ว การฉีดวัคซีนก็ไม่ได้ช่วยอะไร

ในประเทศแถบยุโรปวัคซีนHPV จะบรรจุอยู่ในตารางการฉีดวัคซีนสำหรับเด็ก โดยกำหนดการฉีดวัคซีนเมื่อถึงอายุที่เหมาะสม ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็ก ๆ จะได้รับการฉีดวัคซีนชนิดนี้
ในยุคที่เด็ก ๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งร่างกายและจิตใจ เรื่องของเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันเหมาะสมนั้น ถึงแม้ว่าผู้ปกครองพยายามจะชี้แนะถึงวิธีการป้องกันต่าง ๆ แต่บางครั้งความพลาดพลั้งก็อาจนำมาซึ่งโรคภัยที่เราคาดไม่ถึง หากมีวิธีการที่ช่วยปกป้องป้องกันลูก จากภัยเงียบเหล่านั้นได้ ก็นับเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง

 

Clean Food, Good Health จริงหรือ? ออกกำลังกาย กินอาหารคลีน ทำไมจึงป่วยได้

การกินอาหารคลีนกำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากสำหรับคนรักสุขภาพ เพราะการกินอาหารคลีนนั้นนอกจากจะช่วยให้สุขภาพดีแล้ว ยังเชื่อกันว่าช่วยลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดไขมันในร่างกายได้ด้วย กระแสการกินคลีนจึงมาแรงควบคู่กับกระแสการออกกำลังกาย การกินคลีนช่วยให้การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักได้ผลเร็วขึ้น แต่การมุ่งมั่นกินอาหารคลีนจนเกินไป และออกกำลังกายมากจนเกินไปก็มีผลเสียเช่นกัน

อาหารคลีน (Clean Food) คืออะไร

อาหารคลีน คืออาหารที่หลาย ๆ ท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่า คืออาหารที่สด ใหม่ สะอาด ไม่ผ่านกระบวนการปรุงใด ๆ หรือผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เชื่อกันว่าการกินอาหารคลีนจะมีประโยชน์ต่อร่างกายในระยะยาว คนที่กินอาหารคลีนจะไม่ยึดติดอยู่กับรสชาติของอาหาร แต่จะให้ความสำคัญและใส่ใจที่คุณภาพของอาหารมากกว่า ซึ่งที่กล่าวมาน่าจะมีแต่ข้อดี ยิ่งถ้าออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยก็น่าจะยิ่งดีขึ้นกว่าเดิม

การกินคลีน และออกกำลังกายทำให้ป่วยได้อย่างไร

          ขอยกตัวอย่างเรื่องราวของน้องไก่มาให้อ่าน น้องไก่อยากลดน้ำหนัก หลังจากที่รู้สึกว่าตัวเองอวบอ้วน จนเสื้อผ้าที่เคยสวมใส่สบายนั้นยัดไม่ลงอีกต่อไป จึงไปหาข้อมูลการลดน้ำหนักแบบรักสุขภาพ จนค้นพบวิธีการ คือการกินอาหารคลีน ที่จำกัดปริมาณแคลอรี่ ซึ่งมีเมนูคลีนที่แนะนำหลากหลายเมนู โดยทำควบคู่กับการออกกำลังกายต่าง ๆ น้องไก่จึงวางแผนทำอาหารคลีนทุกวัน และออกกำลังกายด้วยการไปวิ่งทุกวัน

วันแรกที่ลงมือทำอาหารคลีน พี่ไข่สามีของน้องไก่รู้สึกประหลาดใจที่เห็นภรรยาชั่ง ตวง วัด อาหาร และปรุงอาหารออกมาด้วยรสชาติที่จืดชืดกว่าที่เคยทำ ผ่านไปสามวันพี่ไข่ก็เลิกกินอาหารที่น้องไก่ทำ น้องไก่จึงต้องแยกทำอาหารให้พี่ไข่กินต่างหาก บนโต๊ะอาหารจึงมี “อาหารใคร อาหารมัน” จนพี่ไข่เริ่มรู้สึกอึดอัดขัดใจ

ครบหนึ่งอาทิตย์น้องไก่รู้สึกดีใจที่น้ำหนักลดลงอย่างที่ตั้งใจ จึงมุ่งมันกินอาหารคลีนต่อไป เธอไม่ยอมกินอาหารที่พี่ไข่ลงมือทำ ไม่ยอมรับเชิญไปกินอาหารที่บ้านคนอื่น และแทบไม่ออกจากบ้านไปกินอาหารในร้านอาหารอีกเลย หากมีกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้องต้องกินอาหารนอกเหนือจากที่ตนเองทำ ซึ่งเธอรู้สึกว่าไม่ใช่อาหารคลีน เธอก็จะรู้สึกผิด และจะหักโหมออกกำลังกายมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า หรือบางครั้งก็ถึงขั้นอดอาหาร

อาการของน้องไก่ ทำให้พี่ไข่รู้สึกกังวลจนต้องไปปรึกษาหมอ จึงพบว่าภรรยาของเขามีอาการ ออร์โทเร็กเซีย (Orthorexia) หรือโรคหมกมุ่นเรื่องอาหารการกิน โดยจะกินอาหารอย่างเคร่งครัด จำกัดปริมาณ จำกัดแคลอรี่ ต้องกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพตลอดเวลา และยังมีอาการ Overtrain คือบ้าออกกำลังกาย ไปออกกำลังกายทุกวัน วันละ 3-4 ชั่วโมงวันไหนไม่ได้ออกกำลังกายจะหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดีไปตลอดทั้งวัน
ในกรณีของน้องไก่ นัยว่าเป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่งที่มาจากค่านิยมของสังคม ผสมกับความเชื่อส่วนบุคคล ทำให้เกิดอาการหมกมุ่นทางด้านจิตใจ จนเป็นแรงขับที่รุนแรงจากภายในให้กระทำอะไรที่ “มากจนเกินไป” จากผลดีจึงอาจจะกลายเป็นผลร้าย ซึ่งอาจจะต้องเข้ารับการบำบัด หรือรับคำแนะนำที่ถูกต้องทั้งในด้านโภชนาการ และในด้านจิตใจ