Tag Archives: สารต้านอนุมูลอิสระ

เคพกูสเบอร์รี่ สีสวยดีมีประโยชน์

หลายคนคงเคยเห็นผลไม้ชนิดหนึ่งลูกกลม ๆ มีกลีบเลี้ยงหุ้มผลสีเหลืองไว้อยู่ ขนาดกำลังน่ารักมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.0-1.5 เซนติเมตร พืชชนิดนั้นก็คือ เคพกูสเบอร์รี่ (Cape gooseberry) นั่นเอง แล้วรู้ไหมว่ามันมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

วันนี้เรามาทำความรู้จักกับพืชชนิดนี้ให้มากขึ้นกันดีกว่า

เคพกูสเบอร์รี่มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบประเทศแอฟริกาใต้ ตระกูลเดียวกับพวกพริก มะเขือเทศ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Physalis peruviana Linn. ในประเทศไทยมีการนำเข้ามาปลูกทดแทนฝิ่นโดยมูลนิธิโครงการหลวง ระยะแรกตั้งชื่อว่า โทงเทงฝรั่ง เนื่องจากมีความคล้ายโทงเทงไทยในหลาย ๆ ด้าน แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นระฆังทองด้วยเหตุผลทางการตลาด ซึ่งผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ฤดูหนาว ระยะเวลาตั้งแต่ติดผลจนเก็บผลสุกได้ใช้เวลา 3 เดือนและสามารถเก็บผลผลิตได้อีกในประมาณเวลาสามเดือน ซึ่งหากใครอยากลองปลูกก็สามารถทำได้ เพราะเป็นพืชที่ปลูกง่ายไม่ต้องการการดูแลรักษามาก และยังมีประโยชน์เยอะอีกด้วย

ผลไม้ชนิดนี้เป็นพืชที่ให้พลังงานต่ำ โดยให้พลังงาน 53 kcal/100 กรัม และยังมีวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ, วิตามินบี1, วิตามินบี2, วิตามินบี3, วิตามินซี, แคลเซียม, เหล็กและฟอสฟอรัส เป็นต้น รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ด้วย โดยมีประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน

ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่มีอะไรบ้าง

  • ลดความดัน เนื่องจากอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระพวกโพลีฟีนอล, แคโรทีนอยด์ และโพแทสเซียม ซึ่งสามารถควบคุมความดันและลดคอเลสเตอรอลได้
  • มะเร็งปอด มีการศึกษาว่าโพลีฟีนอลและแคโรทีนอยด์ที่อยู่ในผลไม้ชนิดนี้ช่วยยับยั้งมะเร็งปอดได้ ในทางการแพทย์ของอินเดียยังมีการใช้ผลนี้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วย
  • ปรับปรุงการมองเห็น เนื่องจากมีวิตามินเอในปริมาณค่อนข้างสูง (14% ของปริมาณความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน) จึงทำให้ดีต่อสายตา โดยป้องกันการเกิดต้อกระจก และกล้ามเนื้อตาเสื่อมด้วย
  • สร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก เพคตินในผลนี้จะช่วยให้เกิดการดูดซึม แคลเซียมและฟอสฟอรัสได้ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้น และยังนำไปใช้รักษาโรคผิวหนังอักเสบด้วย
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกัน เป็นที่ทราบกันมาแล้วว่าวิตามินซีมีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ซึ่งในเคพกูสเบอร์รี่มีปริมาณถึง 18% ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน จึงทำให้ภูมิคุ้มกันดีขึ้นได้
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด มีการศึกษาว่าในน้ำผลไม้นี้มีสารที่สำคัญ ที่ช่วยปรับปรุงการทำงานของหัวใจได้

นอกจากนี้ยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกเช่น ทำให้ตับแข็งแรง รักษาอาการทางสมอง ลดอาการของโรคเบาหวาน เป็นต้น แต่ในข้อดีหลาย ๆ อย่างนี้ก็มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรรับประทานผลดิบ เนื่องจากมีสารพวกอัลคาลอยด์บางชนิดซึ่งอาจก่อให้เกิดภูมิแพ้ได้

        นอกจากสีสันสวยงามแล้วยังมีประโยชน์มากมายอีกด้วย โดยสามารถรับประทานได้ในหลายแบบไม่ว่าจะเป็นผลสด ทำเป็นสลัด น้ำผลไม้ หรือเติมในขนมต่าง ๆ ก็ดีไม่น้อย มีข้อดีแบบนี้แล้วจะรอช้าอยู่ทำไม ออกไปหาซื่อเคพกูสเบอร์รี่กันเถอะ

อยากสายตาดี…นี่ต้องกินอะไรเหรอ ?

การที่เราเกิดมามีอวัยวะครบสมบูรณ์นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีมากเลยทีเดียว ดวงตาที่มองเห็นได้เป็นปกติก็เป็นส่วนหนึ่งของความโชคดีนี้ เราจึงควรดูแลรักษาดวงตาให้มีสุขภาพดีอยู่ตลอด การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระก็เป็นทางหนึ่งในการบำรุงสายตาให้สดใสเสมอ

สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยขน์ต่อดวงตามีอยู่มากมาย เช่น

  • ลูทีน (lutein) และ ซีแซนทีน (zeaxanthin) เป็นวิตามินกลุ่มแคโรทีนอยด์ เป็นเม็ดสีที่พบในจอประสาทตา ซึ่งมีหน้าที่ในการกรองแสงและป้องกันดวงตาจากรังสีที่มีพลังงานสูง เช่น รังสียูวี โดยจะพบสารสองตัวนี้ในอาหารบำรุงสายตาพวก บร็อคโคลี่ ปวยเล้ง คะน้า ข้าวโพด กีวี องุ่น ไข่แดง ผักและผลไม้ที่มีสีส้ม เหลือง และแดง เช่น ฟักข้าว แครอท ส้ม พริกหวาน
  • วิตามินเอ (vitamins A) ในธรรมชาติพบเฉพาะในสัตว์ ส่วนในพืชจะมีสารที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ เรียกว่าโปรวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารพวกแคโรทีนอยด์ได้แก่ เบตา-แคโรทีน แอลฟา-แคโรทีน และเบตา-คริพโทแซนทิน วิตามิน เอ พบได้ในน้ำนม เนย เนยแข็ง ตับ น้ำมันตับปลา มีส่วนสำคัญในการป้องกันกระจกตา นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนประกอบของโปรตีนโรดอปซินที่ช่วยในการมองเห็นในสภาวะแสงน้อยด้วย
  • เบตา-แคโรทีน (betacarotene) เป็นสารสีที่ให้สีเหลือง ส้ม อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์เช่นเดียวกับลูทีนและซีแซนทีน แต่จัดเป็นสารโปรวิตามินเอ เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ที่เยื่อบุผนังลำไส้เล็กและตับ พบมากใน ผักที่มีสีเขียวเข้ม และผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม เช่น ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ชะอม ฟักทอง มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศสุก เป็นต้น
  • วิตามินซี (vitamins C) พบมากในผักและ ผลไม้สด เช่น ฝรั่ง มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลส้ม (citrus) เป็นต้น นอกจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแล้วยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ ให้แข็งแรงอีกด้วย โดยเฉพาะส่วนของกระจกตาและตาขาว
  • วิตามินอี (vitamins E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญอีกชนิดหนึ่ง ที่จะคอยปกป้องดวงตาของเรา มีการศึกษาว่าวิตามินอีสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้ แต่ยังคงต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันสมมติฐานนี้ แต่อย่างไรก็ตามควรรับประทานวิตามินอีให้เพียงพอเพื่อรักษาให้ดวงตามีสุขภาพที่ดีเสมอ ซึ่งวิตามินชนิดนี้พบมากใน ผักใบเขียว อะโวคาโด เมล็ดธัญพืช ถั่วต่าง ๆ จมูกข้าว ข้าวกล้อง ปลาแซลมอน น้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม (palm oil)

         นอกจากการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว การใช้สายตาอย่างถูกวิธีก็เป็นส่วนสำคัญในการรักษาให้ดวงตามีสภาวะที่ดีอยู่เสมอ เช่น พักสายตาจากการจ้องคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ทุก 20-30 นาที ไม่เอามือป้ายตาในขณะที่มือสกปรก ไม่ใส่คอนแทคเลนส์เวลานอนหลับ เป็นต้น หากทำได้ดังนี้แล้วดวงตาของคุณก็พร้อมที่จะสดใสไปพร้อมกับคุณอย่างแน่นอน

 

อาหารต้านแก่ ธรรมชาติที่ช่วยคุณชะลอวัยได้เป็นอย่างดี

ประโยคเด็ด “แก่แล้วรักปะละ” ในละครดังในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ที่สาว ๆ ฟินกันถ้วนหน้า แต่เดี๋ยวก่อน นั่นมันแค่ในละคร ในโลกแห่งความเป็นจริง คงจะไม่มีใครอยากแก่ และหากมีใครพูดกับคุณว่าแก่ คุณคงจะรู้สึกจิตตกเป็นวัน ๆ กันเลยทีเดียว ตรงกันข้าม ถ้าคุณมีผิวพรรณหน้าตาที่สดใส ดูอ่อนเยาว์ เชื่อว่าคุณต้องนั่งอมยิ้มไปทั้งวันแน่ ๆ

เคล็ดลับดี ๆ ที่ช่วยให้คุณชะลอวัย ดูอ่อนเยาว์

เคล็ดลับนี้เป็นวิธีที่มีความสุขที่สุด นั่นคือ การกินต้านแก่ ซึ่งพระเอกที่จะช่วยต้านแก่ คือ “สารต้านอนุมูลอิสระ” (Antioxidants) หมายถึง สารที่ช่วยต่อต้านหรือกำจัดอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่เกิดจากการย่อยสลายโปรตีนและไขมัน ที่มาจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป แม้แต่มลพิษทางอากาศ ควันบุหรี่ เชื้อโรค ฝุ่นละออง รังสียูวีจากแสงแดด ล้วนกลายเป็นอนุมูลอิสระอยู่ในร่างกายและสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ต่าง ๆ ได้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระ มีภารกิจหลัก คือ ชะลอความเสื่อมสภาพของเซลล์ต่าง ๆ ช่วยสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อเยื่อที่จะทำให้ผิวเต่งตึง คำถามคือเราจะออกตามหาสารต้านอนุมูลอิสระได้ที่ไหนบ้าง คำตอบคือ พืชผักผลไม้ตามท้องตลาดที่สด สะอาด ล้วนเป็นแหล่งของวิตามินที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อย่างดี

วิตามินที่สามารถต้านอนุมูลอิสระ
1.วิตามินเอ (vitamin A) ช่วยทำให้ผิวลดการอักเสบของสิว ลบจุดด่างดำ รักษาสภาพเยื่อบุต่าง ๆ
ซึ่งวิตามินเอที่ทำงานในร่างกาย คือ เรตินอลและเบต้าแคโรทีน เรตินอลพบได้ในสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ตับ ปลาทะเล น้ำมันตับปลา ไข่แดง ผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ตำลึง ส่วนเบต้าแคโรทีน จะพบในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม เช่น แครอท ฟักทอง เป็นต้น
2.วิตามินอี (vitamin E) ช่วยให้ไขกระดูกสร้างเลือดได้ดี บำรุงตับ ทำให้ผิวพรรณสดใส และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น พบมากในน้ำมันจากธัญพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว ถั่วประเภทเปลือกแข็ง ถั่วลิสง เมล็ดทานตะวัน และน้ำมันดอกคำฝอย
3.วิตามินซี (vitamin C) ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบของ
เส้นเลือดฝอย ผิวหนัง เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และช่วยต่อต้านการติดเชื้อต่าง ๆ พบมากในผักและผลไม้สด
เช่น มะนาว มะขามป้อม ส้ม มะม่วง แคนตาลูป มะเขือเทศ คะน้า ฝรั่ง พริกหวาน เป็นต้น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว จะพบว่า ผักและผลไม้ ล้วนสามารถ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะทำให้เราแก่ได้อย่างดี และที่สำคัญราคาถูกอีกด้วย เพื่อความอ่อนเยาว์และผิวพรรณที่สดใส เราควรบริโภคผักและผลไม้เป็นประจำทุกวัน เพื่อสักวันหนึ่งเหตุการณ์แบบอรุณาจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงของเราบ้าง แต่เราจะไม่พูดคำว่าแก่ จะพูดว่า “สวยขนาดนี้รักป่ะล่ะ” กับบอสวศินแทน